บทที่ 8
หม้อไฟกับสุรามัวเมาให้คนไร้สติ HOT
ยามดึกลมพัดอ่อนโชยเย็นสบาย แสงโคมไฟสลัวส่องให้เห็นไอควันขาวพวยพุ่งขึ้นจากหม้อเหล็กที่เพิ่งตีเสร็จเมื่อไม่กี่ชั่วยาม เสียงน้ำเดือด ปุด ๆ คล้ายบรรเลงเพลงของตัวเอง กลิ่นเนื้อแกะและเครื่องเทศร้อนแรงตลบอบอวลไปทั่วตำหนัก เยว่หลัวนั่งพิงพนักตั่ง ใบหน้าขาวชมพูระเรื่อเพราะสุราที่ดื่มไปหลายจอก ดวงตากลมใสพร่าเล็กน้อย แต่ริมฝีปากกลับยังยิ้มอิ่มอกอิ่มใจ
“อาหลี่…รู้หรือไม่ เนื้อแกะนี่จุ่มลงไปเพียงชั่วครู่ กินกับน้ำซุปเผ็ด ๆ …อร่อยเสียจนลืมเรื่องเครียดไปสิ้นเลย!”
นางหัวเราะคิกพลางยกถ้วยสุราซดอีกอึก รสเผ็ดร้อนกับเหล้ากลมกล่อมทำให้หัวใจเบิกบานยิ่งนัก
อาหลีนั่งมองเจ้านายตาละห้อยได้แค่มองห่าง ๆอย่างห่วง ๆ
กลางดึกคืนนี้เองเสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอกอย่างไม่คาดคิด เยว่หลัวที่กำลังกรึ่มคิดไปเองว่าเป็นนางกำนัลถือของมาเพิ่ม นางยกมือโบกพึมพำ
“…มาเสียที นำเนื้อมาอีก ข้าอยากกิน ใส่ในหม้อเลย”
แต่เงาร่างที่ก้าวเข้ามา กลับเป็นบุรุษในอาภรณ์สีดำสง่างาม ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นจิ้นอ๋องนั่นเอง
“องค์หญิงเพคะ ทะท่านอ๋องเสด็จมาเพคะ”
เยว่หลัวที่เพิ่งรู้สึกหลังจากได้ยินก็ขยับตัวโงนเงนจะลุกขึ้นคำนับ ร่างบางในชุดประยุกต์ที่นางออกแบบเองเพื่อความเบาสบาย สายเดี่ยวบางแนบเนื้อประดับลายดอกไม้งดงามตรงอก มีผ้าคลุมที่เตรียมจะหลุดไม่หลุดแหล่เผยผิวขาวนวลตรงลาดไหล่ที่ไม่ควรเปิดให้เห็นในยามค่ำเช่นนี้ เนื้อผ้านิ่มราวจะหล่นร่วงทุกคราวที่นางขยับกาย ผ้าคลุมบางที่ทับไว้กลับเลื่อนหล่นไปครึ่งไหล่ เผยอกขาวละมุนยั่วสายตาโดยไม่รู้ตัว
อ๋องจิ้นหยางขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าฉายชัดถึงความไม่พอใจ ดวงตาคมกริบเผลอจ้องลงร่องอกที่โผล่พ้นผ้า ก่อนตวัดมองอาหลีอย่างดุดันราวห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากเขาได้เห็นทิวทัศน์เช่นนี้
บ่าวสาวตัวเล็กสะดุ้งเฮือก อาหลีถูกสายตาเพียงแวบเดียวย้ำชัดว่าให้ออกไป นางจึงรีบก้มหัวแล้วล่าถอยไปเงียบ ๆ ทิ้งให้ตำหนักเงียบลง เหลือเพียงองค์หญิงสี่กับอ๋องลึกลับอยู่กันลำพัง
เยว่หลัวเองยังเมามึน มือกำถ้วยสุราโงนเงนจะก้าวลงจากตั่งเพื่อคารวะ แต่เพราะท่าทีเร่งร้อนยิ่งทำให้ชายเสื้อแนบไปกับอกจนผ้าคลุมร่วงหล่น เผยผิวเนียนสว่างจนแทบพร่าตา
“ไม่ต้องคำนับ”
สายตาของเขาเลื่อนไปยังหม้อไฟที่ยังเดือดปุด ๆ ริมโอษฐ์โค้งต่ำยกยิ้มเจ้าเล่ห์
“อาหารประหลาดเช่นนี้…เจ้าคิดค้นเองหรือ”
เยว่หลัวหัวเราะคิกอย่างคนเมา ไม่เอะใจแม้แต่น้อย นางนั่งลงที่เดิมไม่สนผ้าคลุมที่บัดนี้ร่วงหายไปจากตัวแล้ว
“แน่นอนว่าไม่ใช่ หม่อมฉันเคยกินก่อนกลับมาที่วังหลวงอีกเพคะ นี่เรียกว่า หม้อไฟ ! เอาเนื้อ ผัก เห็ด จุ่มในน้ำซุปเผ็ด ๆ กินกับเหล้า…สวรรค์แท้ ๆ...”
นางร่ายยาวไม่หยุด ทั้งหัวเราะ ทั้งเงยหน้าซดสุราเหมือนลืมว่าตนเป็นองค์หญิงสูงศักดิ์และตรงหน้าเขาคือบุรุษที่คอยจับผิดนางไปเสียแล้ว
อ๋องจิ้นหยางนั่งนิ่งตรงข้าม ฟังเงียบ ๆ สายตาคมลึกจับจ้องราวกับอ่านวิญญาณในกายของฝ่ายตรงข้าม เขายกสุราขึ้นซดบ้างราวกับคอแห้งแม้จะทำแค่เพียงฟังสตรีตรงหน้าเพ้อ ก่อนใช้ปลายนิ้วเช็ดรอยเหล้าที่เลอะมุมปากของนางด้วยท่าทีเรียบง่าย ทว่าเยว่หลัวสะบัดหน้าหนีทันที ดวงตาแดงวาวด้วยฤทธิ์สุราและความหงุดหงิด
“อย่ามายุ่งกับข้า! เจ้าน่ะ…วัน ๆ เอาแต่จับผิด ข้าอยู่ไม่เป็นสุขเลย แล้วจู่ ๆ มาทำเป็นใจดี ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านคิดหวังดีกับข้า!”
อ๋องหนุ่มฟังเงียบ ๆ เช่นเคย เขาไม่สนว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้คำเหมาะสมหรือไม่ เพราะโอกาสนี้คือช่วงอันดีที่จะล้วงลึกสิ่งที่สงสัยบางอย่างมากกว่าใส่ใจเรื่องไร้สาระ
เขาเอนกายเล็กน้อยมือถือจอกสุราเสียงทุ้มต่ำถามราวกับลอบฟังความจริงจากปลายลิ้นนาง
“หม้อไฟหรือ? …ข้าไม่เคยเห็นในวัง ไม่เคยพบในจวนไป๋ แล้วเหตุใดเจ้าถึงรู้จักได้ ทั้งยังทำเสียคล่องราวคุ้นเคยมาเนิ่นนาน?”
เยว่หลัวที่ยังกรึ่มหยิบตะเกียบคีบเนื้อแกะบางจุ่มลงในน้ำซุปร้อนปุด ๆ ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เจ้าก็แค่ไม่รู้จักเองนี่ ของอร่อยขนาดนี้ เหตุใดต้องหาคำอธิบายให้วุ่นวายด้วยเล่า”
คำตอบเล่นลิ้นทำให้สายตาคมกริบของเขายิ่งหรี่ลง เขาเอื้อมตะเกียบมาคีบชิ้นเนื้อจากตะเกียบของนางเข้าปากตนเองโดยไม่เอ่ยถาม ความใกล้ชิดและท่าทีถือสิทธิ์ทำให้เยว่หลัวถึงกับชะงัก
“รสชาติไม่เลวจริง ๆ…แต่ข้าก็ยังแปลกใจอกีเรื่อง” เขาวางตะเกียบลงช้า ๆ ดวงตาคมเสมองตรง ๆ “องค์หญิงสี่ที่ข้าจำได้ เกลียดเนื้อแกะนัก บอกว่ามันทำให้ผิวหยาบ…แต่ยามนี้เจ้ากลับกินเสียเอร็ดอร่อย หรือรสนิยมเจ้ากลับตาลปัตรไปหมดแล้ว?”
มือที่คีบชิ้นผักของนางหยุดค้างกลางอากาศ หัวใจสั่นวูบ ความเมาเหมือนถูกดึงหายไปกึ่งหนึ่งทันที
มุมปากเขายกยิ้มเย็น “หากมีผู้ใดกระซิบว่าตัวตนเจ้าหาใช่องค์หญิงสี่คนเดิม แต่เป็นวิญญาณผู้อื่นมาสวมร่าง ข้าคงเชื่อโดยไม่ลังเล”
สายตาคมกริบเบื้องหน้าราวคมมีด ไล่บีบให้นางจนมุม เยว่หลัวสะอึกอย่างไม่ทราบสาเหตุทำให้ต้องยกสุราขึ้นจิบก่อนพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน
“ท่านอ๋องช่างเพ้อเก่งนัก…ข้าก็แค่ชอบกินมากขึ้นเท่านั้น มีอะไรผิดหรือ”
“อ้อ เจ้าเปลี่ยนไป …ไม่เพียงเรื่องรสชาติกับอาหาร ไม่ว่าจะเรื่องการแต่งกายที่แปลกตา กล้าเถียง กล้าหัวเราะ ทั้งที่เมื่อก่อนเพียงถูกดุกระทบเล็กน้อยก็น้ำตาร่วง ข้าจำได้ว่าองค์หญิงสี่วันวาน มิใช่เช่นนี้”
เยว่หลัวฝืนยิ้ม ก้มหน้ายกสุราขึ้นซดหลบตาเขาแต่อีกฝ่ายกลับไม่หยุดเสียที
“และสิ่งที่ข้าสงสัยที่สุด…คือเหตุใดเจ้าจู่ ๆ กลับมาเอ็นดู หวงอี้เล่า...” เสียงทุ้มต่ำลากช้าเจือแรงกดดัน “องค์ชายเจ็ดที่เจ้ามิใยดี ไม่เคยเหลียวแล แต่ตอนนี้กลับเรียกหาไม่ยอมห่าง ไหนจะ...”
พอแล้ว…นางไม่อยากฟังอีก!
นางเงยหน้าขึ้นสบตาคนพูดมากตรงหน้า กลืนสุราลงคอจนหมดถ้วยก่อนวางดัง กึก ร่างโงนเอียงโน้มตัวข้ามโต๊ะไป ริมฝีปากแดงเรื่อแตะปิดปากเขาอย่างจงใจ
เพียงสัมผัสแผ่วเบา แต่กลับทำให้ทั้งห้องหยุดนิ่ง เสียงหม้อไฟที่เดือดปุด ๆ เหมือนถูกดึงหายไปจากโสตประสาท เหลือเพียงกระแสไฟที่สั่นสะท้านวิ่งปราดไปทั่วร่างของสองคน
ดวงตาของอ๋องจิ้นหยางเบิกวูบในชั่วอึดใจ ก่อนหรี่ลงลึกซึ้งไม่อาจห้ามใจได้เช่นกัน
เยว่หลัวผละออกอย่างรวดเร็ว หอบหายใจเบา ๆ ริมฝีปากยังร้อยระอุเพราะฤทธิ์สุราหรืออันใดไม่รู้ ดวงตากลมพร่าแต่ยังฝืนยกยิ้มซุกซนพอใจที่ในที่สุดก็ทำให้อีกฝ่ายเงียบได้แล้ว
“เจ้ายังกล้าซักไซ้ข้าอีก…ก็ระวังเถิดว่าจะถูกปิดปากอีกครั้งนะ ท่านหล่อเหลาเพียงใดข้าก็ไม่ไว้ชีวิตหรอกนะ”
