
บทย่อ
อดีตนางเป็นลูกสาวมหาเศรษฐี ทะลุมิติมาสวมร่างองค์หญิงสี่ผู้มั่งคั่งไม่แพ้กัน ช่างดีนัก! นางช่ำชองการใช้เงินยิ่งกว่าเรื่องใด ในเมื่อสามีไม่เคยรัก มีนางไว้เพียงเพื่อหลอกใช้ การหย่าจึงเป็นทางเลือกเดียวที่คู่ควรที่สุด เพราะเมื่อได้โสดอีกครั้ง ชีวิตขององค์หญิงสี่ก็ยิ่งอิสระและแซ่บกว่าเดิม! เพื่อชีวิตที่สุขสบายไร้กังวล ใครหน้าไหนบังอาจขวาง… มีแต่ตายกันไปข้าง! ทว่า… เหตุใด ‘เสด็จอา’ ของร่างนี้ กลับกลายเป็นเพียงคนเดียวที่นางไม่อาจจัดการได้กันเล่า!? .............. ฝากติดตามเอาใจช่วยองค์หญิงสี่ด้วยค่า
บทนำ
กลิ่นกำยานอ้อยอิ่งอบอวลอยู่ในเรือนหลังหนึ่งในจวนตระกูลไป๋ เมื่อดวงตากลมโตเปิดเปรยลืมขึ้นมาอีกครั้งในวันใหม่
...นางคือองค์หญิงสี่ นาม เยว่หลัว แห่งราชวงศ์ฉู่ ในยุคโบราณ ไม่ใช่คุณหนูเยว่หลัว คุณหนูตระกูลฉู่ ผู้เกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทอง ในครอบครัวมหาเศรษฐีในยุคปัจจุบันอีกต่อไป
หัวใจที่เต้นถี่รัวราวจะหลุดออกจากอกไม่คุ้นชินเสียทีแม้เข้ามาอยู่ในร่างนี้หลายวันแล้วก็ตาม ความทรงจำขององค์หญิงสี่ร่างเดิมทั้งในอดีตตั้งแต่เด็กยันโตทะลักเข้ามาปะปนกันจนแทบหายใจไม่ทัน
ตลอดหลายวันนางเก็บตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี้เพื่อรวบรวมและตั้งสติว่านางมิใช่เพียงลูกสาวมหาเศรษฐีผู้ใช้ชีวิตสุขสบายในโลกเดิม หากบัดนี้คือองค์หญิงสี่แห่งราชวงศ์ฉู่ ผู้มีชาติกำเนิดสูงศักดิ์และมั่งคั่งล้นฟ้า แต่กลับตกอยู่ในสภาพน่าสมเพช ผู้ถูกผูกมัดในชีวิตหลังแต่งงานที่มีแต่ความเย็นชาหดหู่
ความรู้สึกของร่างเดิมชัดเจนยิ่งนัก ความรักที่โง่งมมอบให้ไป๋เซียวหรานสามีของนางทั้งหัวใจ ความภักดี การทุ่มเททรัพย์สมบัติและอำนาจทั้งหมดเพื่อเขา แต่สิ่งตอบแทนกลับเป็นความเฉยเมยกับสายตาดูถูกจากครอบครัวของเขา
นางหัวเราะเยาะในใจ…เจ้าของร่างนี้ช่างน่าเวทนานัก ที่ผ่านมาเอาแต่หงอ ยอมให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์จนสิ้นราศีองค์หญิงสี่ผู้เป็นพระธิดาที่ฮ่องเต้โปรดปราณที่สุด
ในช่วงสายวันนี้เสียงของอาหลี นางกำนัลคนสนิทดังขึ้นนอกประตู
“องค์หญิงสี่เพคะ ฮูหยินซูเรียกให้ไปพบเพคะ”
เสียงอาหลี นางกำนัลคนสนิทดังขึ้นด้วยความกังวลแม้ไม่เห็นหน้า เอาเถอะสถานะองค์หญิงสี่ไร้ประโยชน์เพียงนี้เยว่หลัวคนเดิมทำได้ แต่นางคนใหม่ไม่อาจยอมรับได้แน่นอน!
เยว่หลัวกะพริบตาคราหนึ่งก็ดึงริมฝีปากยกยิ้มเย็นก่อนลุกขึ้นอย่างพร้อมเผชิญหน้ากับใครหน้าไหนก็ตามที่มาขัดขวางหนทางสบายของนาง
เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ห้องโถง สายตาคมของ ซูเสวี่ยถง ก็จับจ้องมา นางเอ่ยเสียงเรียบเย็นทันทีที่รับรู้ว่าใครมา
“มาดีแล้ว ของที่ข้าเลือกไว้ เจ้าจ่ายเงินเสียทีเถิด ของสูงค่ามิใช่สิ่งที่ควรค้างหนี้นาน”
เยว่หลัวหยุดตรงหน้า ยกคิ้วเรียวงามขึ้นน้อย ๆ แววตาเปล่งประกายราวจะหยอกล้อ
“เครื่องประดับ…ของใครกันหรือ?”
น้ำเสียงอ่อนหวานแต่มีแววแข็งแกร่งในที
ฮูหยินซูเชิดหน้ามองอย่างไม่พอใจกับคำถามที่ไม่ควรจะได้ยินจากสะใภ้จ้าวผู้ว่านอนสอนง่ายก่อนจะยิ้มเย้ยหยันถอนหายใจแรง
“ของข้าน่ะสิ จะของใครอีกเล่า!”
“อ้อ ของเจ้าหรือ” เยว่หลัวพยักหน้าเบา ๆ พลางเอียงศีรษะเดินเข้ามาใกล้คนพูดอีกนิด รอยยิ้มบนริมฝีปากงดงามทอแววเย็นเยียบ
“เช่นนั้นแต่หากเป็นของเจ้า เหตุใดข้าจึงต้องเป็นคนจ่ายเล่า!”
บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันลงชั่วขณะ เสียงหัวใจของอาหลีดังแข่งกับเสียงลมหายใจของเจ้านายที่เปลี่ยนไปราวคนละคน นางกำนัลตัวน้อยรีบหันมองไปยังซูเสวี่ยถงด้วยดวงตาตื่นตระหนกกลัวว่าสตรีตรงหน้าจะทำให้เจ้านายตนลำบากในอนาคต
“เยว่หลัว!” ฮูหยินซูตวาด ใบหน้าถมึงทึง “อย่าลืมเสียสิ เจ้าแต่งเข้ามาแล้วก็เป็นสะใภ้ตระกูลไป๋ จะอย่างไรก็ต้องเคารพเชื่อฟังมารดาของสามีเจ้า นี่คือธรรมเนียมที่แคว้นเรานึกปฏิบัติมาแต่ช้านาน!”
เยว่หลัวหัวเราะน้อย ๆ แววตาคมวาววับยิ่งขึ้น “ธรรมเนียมงั้นหรือ… ข้าก็เพิ่งเข้าใจ ว่าธรรมเนียมของตระกูลไป๋คือการเอาเปรียบและย่ำยีศักดิ์ศรีขององค์หญิงโดยแท้ แต่ฮูหยินคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าข้าคือพระธิดาแห่งราชวงศ์ฉู่ หากท่านยังกล้าเรียกนามข้าอย่างไม่เคารพเช่นนั้น… ข้าจะถือว่านั่นเป็นการไม่เคารพต่อฝ่าบาทผู้เป็นพระบิดาของข้าเสียด้วยซ้ำ!”
คำพูดราบเรียบแต่แฝงคมมีดทำให้สีหน้าซูเสวี่ยถงซีดเผือดไปชั่วขณะ ก่อนรีบกัดฟันโต้ทันที
“แต่เจ้านั่นแหละที่ยอมให้ข้าเรียกเช่นนั้นเสมอ จะมาทำไม่รู้ไม่ชี้ในวันนี้ได้อย่างไร!”
“โอ้ เป็นเช่นนั้นหรือ…ข้าลืมไปแล้วจริง ๆ เช่นนั้นก็ถือว่าไม่เคยพูดก็แล้วกัน” เยว่หลัวกะพริบตาส่งสายตาใสซื่อดุจเด็กสาว แต่ถ้อยคำกลับทิ่มแทงไม่เสื่อมคลาย “ข้าคือองค์หญิงสี่ควรปฏิบัติต่อข้าอย่างไรก็ทำเช่นนั้นนับแต่นี้เถิด!”
ความโกรธแล่นขึ้นใบหน้าฮูหยินซู นางถลาเข้าหาเยว่หลัวและยกมือหมายจะฟาดเหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่าเยว่หลัวกลับไม่หลบใดใดเพียงยกคางขึ้นเล็กน้อย ยิ้มเยือกเย็นพลางเอ่ยชัดถ้อยคำแทน
“หึ ตบข้าเสียตรงนี้ ต่อหน้าพ่อค้าเครื่องประดับ ข้าก็จะได้มีพยานยืนยันว่าแม่สามีตระกูลไป๋กล้าทำร้ายองค์หญิงแห่งราชวงศ์!”
มือที่ค้างกลางอากาศสั่นระริก ก่อนจะกำแน่นแล้วลดลงด้วยความจำใจ ซูเสวี่ยถงหันขวับไปทางพ่อค้าผู้เป็นคนนอกแล้วตวาดเสียงแข็งทันใด
“เก็บของแล้วไปเสีย!”
พ่อค้าเจ้าเล่ห์รีบก้มหัวมือเก็บของแต่ก็ไม่วายเอ่ยปากถามก่อนจากไป “เอ่อ จะให้ข้าน้อยส่งเก็บค่าชุดเครื่องประดับนี้ที่ใครขอรับ?”
“แน่นอนว่าข้าไม่ใช่” เยว่หลัวตัดบทเสียงใส มองอีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้าน
ซูเสวี่ยถงกัดฟันกรอด แต่เพื่อไม่ให้เสียหน้าในฐานะฮูหยินตระกูลไป๋จึงจำเป็นต้องกัดฟันพูดอย่างจำใจ แม้จำเป็นต้องจ่ายค่าเครื่องประดับราคาสูงลิ่วนี้ก็ตาม
“ส่งมาที่ข้า รีบเก็บของแล้วออกไปเสีย!”
“ฮูหยินซูช่างโชคดีนักที่ได้เครื่องประดับชุดเดียวในแคว้นนี้ไปครอบครอง บ่าวจะรีบส่งใบเรียกเก็บเงินมาให้เร็วที่สุดขอรับ”
จากนั้นก็หอบหีบผ้าไหมออกไปอย่างรีบร้อน
เมื่อห้องโถงกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ซูเสวี่ยถงก็จ้องลูกสะใภ้สูงศักดิ์ด้วยสายตาเย็นชาเจตนาชัดเจนว่าไร้ซึ้งความหวั่นกลัว
“เจ้าเปลี่ยนไปมากจริง ๆ เยว่หลัว อย่าลืมตัวนักเลยเจ้าก็แค่สตรีที่เซียวหรานไม่เคยเหลียวแลหากไม่ได้แม่สามีเช่นข้าช่วยมีหรือเจ้าจะยังยืนอยู่ในจวนไป๋เชิดหน้าชูคอเช่นนี้!”
เยว่หลัวไม่สะทกสะท้าน ไม่แม้จะลดสายตาที่เฉียบคมลง นางเพียงพยักหน้าให้อาหลี ก่อนที่นางกำนัลสาวจะก้าวขึ้นมาวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงตรงหน้าแม่สามี
ซูเสวี่ยถงเหลือบลงไป เห็นอักษรสองคำเขียนเด่นชัด ใบขอหย่า ใบหน้าของนางซีดเผือด ก่อนเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยโทสะ
“เจ้า…เจ้า!”
เยว่หลัวเอื้อมมือเกลี่ยชายแขนเสื้อของตนเองเบา ๆ น้ำเสียงอ่อนหวานแต่เยือกเย็นกรีดแทงชัดเจน
“ใช่แล้ว ข้าคือองค์หญิงสี่ผู้มีสายเลือดเดียวกับฝ่าบาท แต่ดูท่าฮูหยินซูจะลืมไปเสียแล้วว่าตนเป็นใคร คิดจะเหยียบย่ำราชวงศ์เพื่อผลประโยชน์ไม่เห็นหัวข้าไม่พอยังหลอกใช้หน้าไม่อายอีกด้วย สตรีเช่นข้าก็ไม่ขอทนนับแต่นี้ข้าไม่ใช่สะใภ้ตระกูลไป๋อีกต่อไป!”
ซูเสวี่ยงับริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความเดือดดาล แต่ก็ไม่กล้าก้าวข้ามเส้นนั้นได้แต่มองอดีตลูกสะใภ้ที่เดินจากไปอย่างไม่เหลียวมอง...
เยว่หลัวก้าวออกจากห้องโถงใหญ่ด้วยความสง่างาม ผ้าไหมสีม่วงปักดิ้นทองพลิ้วสะบัดราวกลีบโบตั๋นกลางลมยามเช้า
อาหลีรีบตามมาติด ๆ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความกังวลไม่เสื่อมคลาย
“องค์หญิงเพคะ…หากคุณชายไป๋กลับมาแล้วไม่ลงนามในใบหย่านี้ เกรงว่าความลำบากจะตามมาอีกนะเพคะ”
เยว่หลัวไม่หลุดเดินแม้แต่น้อยนางหันมองอาหลีรอยยิ้มมั่นคง แววตาเปล่งประกายไม่มีแม้แต่ความหลาดกลัวหลงเหลืออีกต่อไป
“อาหลี ข้าคิดทุกอย่างไว้แล้ว หากตระกูลไป๋คิดว่าข้าจะยอมให้พวกมันจูงจมูกอีก… ก็เท่ากับดูแคลนข้าเกินไป นับแต่นี้ไป ข้าจะใช้ชีวิตของข้าเอง โสด สวย และร่ำรวย จนทั่วแคว้นต้องสั่นสะท้าน เจ้าก็แค่เฝ้าดูข้าก็พอ...”
