บทที่ 10
นางถูกคนรมกำยานกำหนัดเสียแล้ว
“คารวะองค์หญิงพะยะค่ะ”
คุณชายหลี่เว่ยหรงโค้งคำนับ วันนี้เขาแต่งกายหรูหราสมตระกูล ใบหน้าคมสันประดับรอยยิ้มสุภาพ ทว่าลึกในแววตากลับมีประกายคาดหวังที่ยากจะซ่อน
“วันนี้ข้ามา มิใช่เพื่อเปิดโอกาสใด หากแต่เพื่อบอกแก่คุณชายตามตรง ว่าเรื่องสมรสระหว่างเรามิอาจเกิดขึ้นได้ ข้าขอให้ท่านเข้าใจ…นี่มิใช่การดูแคลนตระกูลหลี่ เพียงแต่ข้าเลือกจะอยู่เพียงลำพังนับจากนี้ไปเท่านั้น”
คำพูดตรงไปตรงมา ทำให้รอยยิ้มของคุณชายหลี่แข็งค้างไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็รีบเก็บอารมณ์เพื่อการใหญ่ต้องสุขุมและใจเย็นเข้าไว้ แม้จะถูกปฏิเสธเช่นนั้นแต่เขาก็ยังต้องดำเนินตามแผนขั้นต่อไป หลี่เว่ยหรงรินชาใส่ถ้วยชาส่งให้นาง
“กระหม่อมเข้าใจพ่ะยะค่ะ…ทรงเสด็จมาครานี้เพียงแค่ได้สนทนากับองค์หญิงก็เป็นเกียรติยิ่งแล้ว กระหม่อมจึงเตรียมน้ำชาหอมพิเศษไว้ หวังให้องค์หญิงได้ลิ้มรสก่อนจากลาพ่ะย่ะค่ะ”
เยว่หลัวเหลือบตามองถ้วยชา ยกขึ้นจรดริมฝีปากเพียงเพื่อรักษามารยาทแต่ไม่คิดดื่มเข้าไปจริง ๆ นางวางถ้วยลงในท้ายที่สุด ฟังอีกฝ่ายที่พรรณนาว่าเขาเองก็มิได้เห็นด้วยกับการคลุมถุงชนไประหว่างนั้นก็มีเหตุให้อาหลีที่ยืนอยู่ไม่ไกลจำเป็นต้องออกไปข้างนอก
“องค์หญิงเพคะ พอดีมีคนของโรงน้ำชามาแจ้งว่า รถม้าของเราเกิดปัญหาให้หม่อมฉันไปช่วยยืนยันบางอย่างเพคะ” อาหลี่เอ่ยอย่างร้อนรน
เยว่หลัวเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าให้นางกำนัลออกไป และไม่ลืมกระซิบบอกว่าหากจัดการเสร็จก็เตรียมรถม้าให้พร้อมออกได้เลย เพราะนางคิดว่าอีกเดี๋ยวก็จะขอตัวออกไปแล้วเช่นกัน อย่างน้อยอยู่ในห้องนี้นานพอที่องครักษ์ของไทเฮาที่รอด้านนอกก็สามาถกลับไปยืนยันว่านางทำตามรับสั่งของไทเฮาที่มาดูนิสัยใจของคุณชายที่พระนางหามานานมากเกินพอแล้ว
เยว่หลัวคิดไว้ว่าพอนางกลับไปก็จะแจ้งไทเฮาว่านางคุยแล้วไม่ถูกชะตากลับคุณชายหลี่ เรื่องรสรสคงไม่อาจเกิดขึ้นได้
ทว่าเวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ที่อาหลีออกไปจากห้อง ร่างกายนางกลับรู้สึกประหลาดขึ้นมา หัวใจเต้นแรงเกินควบคุม ลมหายใจร้อนวูบวาบทั่วอก นางข่มใจฝืนลุกขึ้นเพื่อจบการสนทนาก่อนจะเกิดอาการอันใดไปมากกว่านี้ ทว่าขาอ่อนแรงเกินพยุงกายฝ่ามือที่ยันโต๊ะไว้สั่นระริก
คุณชายหลี่เว่ยหรงเพียงมองด้วยสายตาเจือรอยยิ้มที่ไม่อาจตีความได้
“องค์หญิงสี่…ชีวิตพระองค์เดียวนั้นโหดร้ายนักให้กระหม่อมได้ปกป้องพระองค์ดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดแฝงเลศนัยเหมือนห่วงใยแต่ในหูเยว่หลัวกลับขมขื่นยิ่งนัก นางดูถูกความทะเยอะทะยานของคนเกินไปเสียแล้ว ในเมื่อนางไม่ได้ดื่มชาเหตุใดถึงได้...
“เจ้า…” เสียงนางสั่นพร่า “เจ้ากล้าหรือ…”
“กระหม่อมเพียงช่วยให้พระองค์ผ่อนคลาย” เขายกมือประคองร่างบางที่กำลังเอนล้มลงเพราะกำยานที่เขาให้คนจุดไว้ก่อนหน้านี้ไม่นาน ในเมื่อเขาได้โอกาสเป็นว่าที่พระสวามีขององค์หญิงสี่แล้วเหตุใดจะปล่อยให้คลาดไปเล่า
ดีที่เขาเตรียมแผนสองไว้ ใครจะคิดว่าองค์หญิงจะดื้อด้านทำให้เขาได้ใช้วิธีนี้ในที่สุด
“ยามนี้พระองค์อาจยังไม่มีใจให้กระหม่อมแต่เมื่อจบช่วงบ่ายวันนี้ไป ข่าวลือเรื่องที่พระองค์และกระหม่อมอยู่ในห้องส่วนตัวในโรงน้ำชาสองต่อสองนานกว่าชั่วยามแพร่กระจายออกไปถึงครานั้นเมื่อกระหม่อมได้สมรสกับพระองค์แล้วก็จะเชิดชูเกียรติยิ่งกว่าคุณชายไป๋แน่นอน”
เยว่หลัวพยายามข่มใจสลัดกายออกจากการกอดประคองแต่ร่างกลับโอนเอนไร้เรี่ยวแรง สายตาเริ่มพร่ามัว ร่างกายร้อนรุ่มประหนึ่งเพลิงลามเลีย ความร้อนแล่นวูบไปทั่วแขนขา หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิดออกมา
เยว่หลัวกัดฟันฝืนเรียกสติด้วนการสะบัดหัวทว่ากลับยิ่งทำให้มึนเบลอมากขึ้นไปอีก
ก่อนเกิดเรื่องร้ายแรงบานประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างรุนแรง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามา พร้อมรัศมีเย็นเยียบที่กดทับทั้งห้อง บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดราวหิมะโปรยปรายในฤดูหนาว
อ๋องจิ้นหยางในอาภรณ์ดำเข้มยืนอยู่ตรงหน้าประตูที่ปิดลงทันใดแล้ว ประกายตาคมเฉียบเหมือนคมดาบกวาดมองภาพตรงหน้าสตรีน้อยในอ้อมแขนของชายอื่น ปากของเขากดแน่นเป็นเส้นตรง ใบหน้าไร้อารมณ์ หากแต่กลิ่นไอสังหารกลับรุนแรงเสียจนหลี่เว่ยหรงหน้าถอดสี
“ปล่อยนาง!”
หลี่เว่ยหรงชะงักหน้าถอดสี แต่ยังพยายามยิ้มเก้อ ๆ “ท่านอ๋อง…กระหม่อมเพียงหวังดีชะช่วยประ...”
ฉับพลัน เงาดำวูบหนึ่งเคลื่อนไหวเข้ามาทางหน้าต่าง ทหารเงาปรากฏตัวโดยไร้เสียง คมมีดสั้นกดลงบนจุดชีพจรตรงคอของคุณชายหลี่จนเขาไม่อาจขยับ แม้หายใจก็ลำบาก แววตาตื่นตระหนกแทบขาดใจ
จิ้นหยางก้าวเข้ามาใกล้เพียงหนึ่งก้าว ดวงตาคมเย็นดุจเหล็กกล้า
“กล้าแตะต้ององค์หญิงแห่งราชวงศ์ฉู่… เจ้ากล้าลองดีถึงเพียงนี้ต้องรับผลแห่งการกระทำ...”
เขาไม่ตะโกน ไม่สร้างความวุ่นวายให้เป็นที่สนใจ เพียงเอ่ยเสียงเรียบ แต่คำสั่งนั้นคือคำพิพากษาแท้จริง ทหารเงากดมือลงทำให้ร่างหลี่เว่ยหรงก็หมดสติทันที ก่อนถูกลากหายลับไปทางหน้าต่างโดยไม่มีผู้ใดภายนอกล่วงรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้อง
ห้องส่วนตัวกลับเงียบลงอีกคราเหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่ของเยว่หลัว นางนั่งพิงกำแพงห้องด้วยอาการไม่สู้ดีนัก ดวงหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก แววตาเลื่อนลอยพร้อมเสียงครางแผ่ว
“อา… อาหลี…”
ดวงตาคมกริบหันมาจับจ้องร่างน้อยตรงหน้า ใบหน้าสุขุมปราศจากรอยยิ้ม แต่ในดวงตาลึกกลับแฝงความกังวลที่ไม่เคยเปิดเผยแก่ผู้ใด เขายื่นแขนประคองร่างบางที่แทบจะหมดเรี่ยวแรง ซบลงกับอกกว้างอันเย็นสงบทันทีที่เขาสัมผัส
นางกำลังจะถูกกลืนหายเพราะความชั่วของคนเหล่านั้น… คิดได้ดังนั้นความโกรธก็ลุกวาบในใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความห่วงใยที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้อีกต่อไปแล้ว
เขาให้องครักษ์จัดการคนให้ออกไปจากลู่ทางที่เขาจะอุ้มนางผ่านไป ก่อนเร่งฝีเท้าอุ้มร่างเยว่หลัวในอ้อมแขนออกจากโรงน้ำชาทางประตูหลังให้เงียบที่สุด กลิ่นกายสตรีลอยแตะจมูกทุกครั้งที่นางขยับยามไม่สบายตัว ทรวงอกอิ่มแนบอยู่กับอกกว้างอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ความร้อนจากร่างนางซึมเข้าสู่กายเขาไม่หยุดจนแทบทำให้เขาตบะแตกเสียให้ได้
“เสด็จอา…หรือ ชะ ช่วยข้าด้วย ข้าทรมานเหลือเกิน...”
เสียงเล็กพร่าเรียกคล้ายครางไปในตัว ริมฝีปากแดงเรื่อขยับเบา ๆ ใกล้ลำคอเขา ดวงตาพร่ามัวลืมมองตอนที่เขาวางนางในรถม้าคันใหญ่เรียบร้อยแล้ว นางกลับยังคงจำได้ว่าใครคือผู้ช่วยชีวิตตนไว้ แต่กายเร่าร้อนก็ชวนให้นางคิดเรื่องอื่นไม่ได้นอกจากความปรารถนาจะปลดเปลื้องชุดออกให้หมด
“ร้อนเหลือเกิน…ร้อน...”
