บทที่ 7.2
เยว่หลัวถอนหายใจยาวพยักหน้าให้กลุ่มนางกำนัลผู้มาใหม่ก่อนจะส่งสัญญาณให้อาหลีไล่พวกนายโลมออกไป ส่วนตนเองก็เดินเข้าห้องบรรทมไปหาชุดที่ดูหรูหราแต่ไม่ปิดมิดชิดแบบเคย เป็นชุดที่เปิดเว้าบริเวณหน้าอกเล็กน้อยเท่านั้น แต่นั่นก็พอให้ใครเห็นเขินอายไปตาม ๆ กันแล้วนั่นแหละ
ตำหนักไทเฮาอบอวลด้วยกลิ่นกำยานอ่อน ๆเช่นเคย ไทเฮาประทับอยู่บนเก้าอี้พนักสูงลายดอกโบตั๋นที่มีเพียงผู้สูงศักดิ์เท่านั้นจะนั่งได้ พระพักตร์เปี่ยมอำนาจ แต่เมื่อสายตาคมกริบทอดมาที่เยว่หลัว ก็คล้ายเต็มไปด้วยความห่วงใยปนไม่พอใจเมื่อเห็นชุดแปลกตานั่น
“เยว่หลัว เจ้าเป็นองค์หญิงสี่แห่งราชวงศ์ฉู่ จะทำสิ่งใดต้องระวังมิใช่ว่าอยากทำอันใดก็ทำได้นะ”
เยว่หลัวก้มหน้าน้อมรับคำติอย่างไร้คำโต้เถียง เพราะนางอยากให้ทั้งวังรู้ว่านางจะใช้ชีวิตโสดเพื่อเป็นการปูทางสู่อิสรภาพของนาง …แต่ต่อหน้าสตรีมากอำนาจจะอ้างเหตุผลนั้นตรง ๆก็คงไม่ได้
ไทเฮายังคงเอ่ยต่อ
“ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปว่าเจ้ามัวแต่เรียกนายโลมเข้าตำหนักนั้นหากแพร่ออกไปกว้างกว่านี้จะเสียทั้งชื่อเสียงของเจ้าและราชวงศ์ ข้าไม่อยากเห็นหลานรักต้องถูกนินทาไปมากกว่านี้ …ไว้ไม่นานข้าจะจัดงานชมดอกไม้ขึ้น เชิญบุตรหลานตระกูลใหญ่ให้มาพบปะกัน เจ้าเพียงเปิดใจรับก็พอ...”
ถ้อยคำสุภาพแต่ชัดเจนว่าคือการบอกจะหาสามีให้ เยว่หลัวฟังแล้วรู้สึกหดหู่อย่างไม่คาดคิดทันใด
สิ่งที่นางต้องการไม่ใช่ทำให้ตนเองมีสามีเร็วขึ้นเสียหน่อย เหตุใดเรื่องนางจะใช้ชีวิตเป็นโสดมันช่างยากเย็นเพียงนั้นได้เล่า
เยว่หลัวสูดหายใจลึกก่อนเงยหน้าส่งยิ้มละมุนเสียงอ่อนหวานเจือออดอ้อนดังขึ้นอย่างที่นางถนัด
“เสด็จยายเพคะ ตัวหลานหลานเอง…เพิ่งผ่านเรื่องลำบากมา ไม่อยากให้ใจต้องเจ็บอีกแล้ว หากต้องมีคู่ทั้งที่เขามิได้รัก…หลานขออยู่เงียบ ๆ เพียงลำพังมิได้หรือเพคะ”
ไทเฮาเลิกพระคิ้ว แววตาแฝงความละมุนแต่ยังแน่วแน่เช่นเดิม “สตรีในราชวงศ์ ไม่อาจอยู่อย่างไร้ที่พึ่งได้หรอกหลานรัก เรื่องหาคู่ ข้าเองจะคัดให้เหมาะสม จะไม่เร่งรัด เจ้าค่อยเลือกเอาในงานชมดอกไม้ที่ข้าจะจัดให้ ระหว่างนี้เจ้าก็ใช้ชีวิตให้สบายในตำหนักก็พอ”
เยว่หลัวหัวใจห่อเหี่ยวลงทันตา นอกจากจะไม่ได้โสดแล้วนางยังถูกกักบริเวณโดยอ้อมอีกหรือ ทว่านางก็รู้ดีว่าคำของผู้ใหญ่มากอำนาจผู้นี้ยากจะขัด นางได้เพียงยิ้มบางก้มศีรษะรับพระบัญชา
“หลานรับทราบเพคะ”
ไทเฮามองสีหน้านั้นแล้วถอนพระทัยเบา ๆ พลางโบกพระหัตถ์
“เจ้ากลับไปพักเถิด รักษาตัวให้แข็งแรง ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครมาพูดจาดูแคลนเจ้าได้หรอก เรื่องในวันนี้และที่ผ่านมาก็ทำเหมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้นแล้วกัน”
เยว่หลัวคำนับแล้วลุกขึ้นก้าวถอยออกจากตำหนักด้วยท่วงท่าสงบ แต่ในใจกลับหนักอึ้งยิ่งนัก ในหัวคิดแต่ว่านางจะทำอย่างไรให้ตนไม่ต้องแต่งออกไปดี ความโปรดปรานของร่างนี้ในใจไทเฮามิอาจเอาชฯธรรมเนียมปฏิบัติที่ฝังรากลึกมานัยร้อยนับพันปีได้....
ทันทีที่พ้นเขตตำหนักไทเฮา เยว่หลัวก็ถอนหายใจแรงมากจนนับครั้งไม่ถ้วน อาหลีรีบก้าวเข้ามารับ สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“อาหลี คืนนี้ข้าอยากดื่มเหล้าคลายทุกข์สักหน่อย จัดหม้อไฟกับเหล้าเลิศรสมาให้ด้วย”
อาหลีเบิกตากว้างแทบร้องไห้ออกมา “ว่าอย่างไรนะเพคะ! องค์หญิงเพิ่งถูกไทเฮาตักเตือนเรื่องนี้มาเองนะเพคะ จะทรง…”
“หึ หรือเจ้าจะให้ข้าหนีออกไปดื่มเหล้านอกวังดีล่ะ” เยว่หลัวเลิกคิ้วแววตาพราวระยับคล้ายเจ้าเล่ห์ อาหลีรีบก้มหน้าส่ายหัวจนแทบหลุดจากบ่า “ไม่…ไม่เพคะ!”
สีหน้าของเยว่หลัวคลายลงบ้างแล้วเมื่อนึกถึงหม้อไฟสุดโปรด
“ดี เช่นนั้นรีบไปเถอะ ข้าจะร่างแบบหม้อไฟเอง เอาไปให้ช่างเหล็กตีให้ทันภายในคืนนี้” นางพูดพลางเดินไปพลาง น้ำเสียงสดใสราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่ราวกับเมื่อครู่นั้นไม่ใช่ตัวนาง
“เจ้าเตรียมกระดาษกับพู่กันมา ข้าจะเขียนรายนามวัตถุดิบที่ต้องการด้วย…เนื้อวัว เนื้อแกะ ผักสด น้ำซุปเผ็ดร้อน…”
เพียงแค่พูดถึง กลิ่นรสชาติจากยุคเดิมก็แทบจะผุดขึ้นมาในความทรงจำ ริมฝีปากแดงเรื่อของนางยกยิ้มจนตาพริ้ม อารมณ์ที่หดหู่เมื่อครู่หายไปสิ้น กลายเป็นเสียงหัวเราะใสกังวาน “คืนนี้…จะเป็นคืนหม้อไฟที่เลิศที่สุดในวัง!”
อาหลีมองเจ้านายของตนแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่สุดท้ายได้แต่ปลงตกจำยอมต้องรับชะตากรรม
องค์หญิงสี่ผู้นี้…วันใดจะหยุดสร้างเรื่องให้หัวใจบ่าววายบ้างเล่า
