บทที่ 7
ศึกแย่งชิงองค์ชายเจ็ด
องค์ชายเจ็ดยังคงนั่งเงียบบนก้อนหิน ใบหน้าขาวนวลเปื้อนดินแต่หายไปเพราะเยว่หลัวลูบออกให้
“เจ็บมากไหม?”
เด็กน้อยขยับริมฝีปากเล็กน้อย คล้ายอยากพูด แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับเบาเสียยิ่งกว่าเสียงลมพัด
“ไม่เจ็บพะย่ะค่ะ…องค์หญิงสี่”
เยว่หลัวชะงักไปทันที ดวงตากลมโตเบิกเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจได้ในบัดดลกับคำเรียกแสนจะเหินห่างคงเพราะร่างเดิมเคยสั่งให้เขาเรียกเช่นนี้…
นางสูดลมหายใจแผ่ว ๆ แล้วยิ้มบาง “เจ้าจะเรียกข้าว่าองค์หญิงได้อย่างไรกัน? เรียกพี่เสด็จ…หรือจะเรียกท่านพี่ก็ได้ข้าอนุญาต”
เด็กชายกะพริบตาปริบ ๆ คล้ายลังเล ทว่าในที่สุดเสียงเล็กแผ่วเบาก็หลุดออกมา “เสด็จพี่หญิง…”
เพียงคำเดียวเท่านั้นแต่ทำให้หัวใจเยว่หลัวอ่อนยวบลงในทันตา นางยกยิ้มกว้างขึ้น ลูบแก้มใสเบา ๆ เด็กน้อยตรงหน้าช่างน่ารักจนนางอยากปั้นแล้วกลืนลงท้องเสียยิ่งกระไร
“นั่นล่ะ ดีแล้ว มีตรงไหนเจ็บอีกหรือไม่?”
องค์ชายเจ็ดส่ายศีรษะเบา ๆ แต่ยังคงก้มหน้าด้วยท่าทางเก้อเขิน ระหว่างนั้นนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง เยว่หลัวไม่แม้หันไปมอง ใจคิดเอาเองว่าเป็นนางกำนัลคู่ใจแน่ นางจึงยกมือค้างไว้รอรับของแต่กลับไม่มีสิ่งใดมาวางในมือ นางขมวดคิ้ว ความหงุดหงิดผุดขึ้นทันที กำลังจะเงยหน้าขึ้นจะเอ็ด
แล้วสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า อ๋องจิ้นหยาง
เยว่หลัวหน้าตึงในบัดดล “ที่แท้เป็นท่านอ๋อง…ข้าคิดว่าเป็นอาหลี เสียมารยาทแล้วเพคะ”
น้ำเสียงเรียบเย็น ก่อนนางจะหันกลับไปหาน้องชาย ราวไม่อยากต่อความยาวสาวความอีก แต่ที่ทำให้นางฉงนก็คงเป็นท่าทีของเด็กน้อยตรงหน้านั่นแหละ
ดวงตากลมใสขององค์ชายเจ็ดที่กลั้นน้ำตาไว้อยู่ตลอด กลับเบิกกว้างก่อนริมฝีปากเล็กจะเบะและร้องออกมารายเจอที่พึ่ง
“ฮืออ ท่านอา...”
เสียงสะอื้นที่อัดแน่นมาตลอดพลันแตกออก เด็กน้อยยกแขนเล็กโผไปหาจิ้นอ๋องทันใด
อ๋องจิ้นหยางก้าวเข้ามาเงียบ ๆ อุ้มร่างเล็กขึ้นแนบอก เด็กชายซบลงทันที ร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่เสียงค่อย ๆ เบาลงราวกับได้เจอที่พึ่งแท้จริง
เยว่หลัวตะลึงงัน เมื่อครู่ฉู่หวงอี้ยังเกร็งกลัวนางอยู่แท้ ๆ ตอนนี้กลับยอมให้เขาอุ้มง่ายดายราวสายเลือดจริงเป็นเขาไม่ใช่นาง
เยว่หลัวมีหรือจะยอมง่าย ๆ นางเอื้อมมือออกไป “หม่อมฉันจะพาน้องกลับตำหนักเองเพคะ ไม่รบกวนเสด็จอา...”
ทว่ากระนั้นแต่แขนเล็กของหวงอี้กลับโอบรอบคอของจิ้นหยางแน่นไม่ยอมปล่อย เยว่หลัวกัดริมฝีปากแน่น ความไม่พอใจแล่นพล่านในอกแต่ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากยื่นแขนค้างไว้เช่นนั้น หากเด็กน้อยไม่กลับคืนมานางก็ไม่อาจยอมเสียหน้าหุบแขนคืนได้เช่นกัน
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้น คราวนี้เป็นอาหลีจริง ๆ นางถือหีบยาเล็ก ๆ วิ่งเข้ามาหน้าตื่น “องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันมาละ...ถวายพระพรจิ้นอ๋องเพคะ”
เยว่หลัวหันไปมองนางกำนัล ก่อนเอ่ยเสียงเรียบทั้งที่ข่มความขุ่นใจไว้เต็มที่มือลดลงอย่างมีเห็นผลพอดี
“อ้อ หม่อมฉันมีธุระต้องรีบไปพอดี ในเมื่อหวงอี้ยอมอยู่กับเสด็จอา ก็ฝากพระองค์ทรงทำแผลให้เขาด้วยเถิดเพคะ”
เยว่หลัวก้มลงมองน้องชายอีกครั้ง นางเอ่ยเสียงอ่อนลงอย่างเอ็นดูขณะเดินผ่านอย่างไม่ยอมแพ้
“หวงอี้ ไว้คราวหลังเจ้ามาที่ตำหนักของพี่เมื่อไรก็ได้นะ พี่มีขนมอร่อยและของเล่นมากมาย”
เด็กน้อยไม่เอ่ยตอบ มีเพียงเสียงสะอื้นเล็กน้อยและการขยับซุกอกของจิ้นหยางมากขึ้นเป็นการแสดงออกว่าน่าจะรับรู้คำพูดของนาง เยว่หลัวฝืนยิ้มบางยกพัดขึ้นบังสีหน้าก่อนหมุนกายจากไปทิ้งอารมณ์ไม่พอใจให้คนข้างหลังรับรู้...
บ่ายวันหนึ่งนั้นเอง ตำหนักขององค์หญิงสี่คลาคล่ำด้วยเสียงหัวเราะรื่นเริงยิ่งกว่าเคย นายโลมบุรุษรูปงามขึ้นชื่อแห่งเมืองหลวงนั่งบรรเลงพิณและดีดเครื่องสายประสานเสียงขลุ่ย เสียงดนตรีก้องกังวานดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ เยว่หลัวเอนกายอยู่บนตั่งสูง หัวเราะเบา ๆ อย่างมีความสุขกับจุดเริ่มต้นของชีวิตโสดที่นางต้องการ
อาหลีก้มหน้าเงียบ ๆ ไม่กล้าออกความเห็น แต่ในใจร้อนรุ่ม กังวลว่าหากข่าวนี้เล็ดลอดไป คงถูกนินทาทั่วเมืองอย่างไม่ต้องเดา…
และไม่ต้องรอให้ผ่านพ้นวันจนข่าวกระจายออกไปงานรื่นเริงก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าคนหลายคนดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ทุกคนหันไปก็เห็นนางกำนัลจากตำหนักของตู้ไทเฮา ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสุภาพ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มคลุมเครือ
อาหลีงุนตกใจทันใดได้แต่มองไปที่เจ้านายสาวที่บัดนี้กำลังจัดชุดตนเองให้เรียบร้อยเนื่องจากก่อนหน้าเจ้านายของนางสวมชุดสำหรับพักผ่อนในตำหนัก ทั้งบางและเปิดเผยเนื้อหนัง
“ไทเฮาต้องการพบองค์หญิงสี่บัดเดี๋ยวนี้เพคะ”