บทที่ 6.2
คำพูดเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยตรรกะชัดเจนจนโถงใหญ่เงียบกริบ ฮ่องเต้เลิกพระขนง แววตาเต็มไปด้วยความฉงน
“หึ…ไม่น่าเชื่อ ว่าความคิดของเจ้าจะคล้ายคลึงกับที่อ๋องจิ้นหยางเสนอเมื่อครู่ ราวกับนัดกันไว้ก็ไม่ปาน”
หัวใจเยว่หลัวสะดุ้ง ตรงกันอย่างนั้นหรือ…? แต่ยังคงยิ้มไว้ ก้มหน้าน้อมรับคำชม
“ลูกเพียงพูดตามที่เห็น หากบังเอิญตรงกับท่านอ๋อง ก็คงเพราะเป็นความจริงที่ทุกคนย่อมมองเห็นเพคะ”
ทว่าในใจนางกลับไม่คิดเช่นนั้น อ๋องมากอำนาจผู้นี้ช่างมีความคิดก้าวไกลยิ่งนัก น้อยคนนักจะคิดเห็นเช่นนี้ ไม่รวมเยว่หลัวเองที่เอาความคิดทางการเมืองพวกนี้มาจากยุคที่นางจากมา
ครานี้เสียงทุ้มเย็นดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม
“ไม่คิดเลยว่าองค์หญิงสี่…จะมองการณ์ไกลเช่นนี้ด้วย หากไม่บอกว่าทรงไม่ชอบวิชาการเมืองก็คงจะคิดว่าทรงอ่านหนังสือ หรือมีประสบการณ์มามากนักต่อนัก”
น้ำเสียงเรียบ หากแววตากลับเหมือนทะลุถึงก้นบึ้งวิญญาณที่มาจากยุคอนาคตของเยว่หลัว
ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ “พูดได้เข้าท่านัก! อย่างน้อยข้าก็เห็นว่าเจ้าไม่ใช่เด็กดื้อที่ไม่มีหัวคิดอีกแล้ว”
เยว่หลัวตอนนี้แม้จะพูดจนเป็นที่ถูกใจของบิดาแต่นางก็ไม่พร้อมให้ใครมาตรวจตราอีกแล้วนางจึงค้อมศีรษะเอ่ยขอตัวทันที
“เสด็จพ่อเพคะ…ลูกเริ่มมึนหัว เกรงว่าหากฝืนอยู่ต่ออาจเสียมารยาท ขอพระองค์โปรดอนุญาตให้กลับไปพักก่อนเพคะ”
ฮ่องเต้เลิกพระขนงแต่โบกพระหัตถ์อนุญาต “ไปเถิด”
เยว่หลัวคำนับแล้วเร่งฝีเท้าออกมา หัวใจยังสั่นสะท้านเหมือนเพิ่งรอดจากขุมนรก นางเดินฉับ ๆ ไปตามทางในวัง อาหลีวิ่งตามแทบไม่ทัน นางไม่เข้าใจว่าเจ้านายรีบเดินราวหนีอะไรออกมา
“องค์หญิงเพคะ…ช้าลงสักหน่อยเถิดเพคะ!”
แต่เจ้านายสาวกลับไม่หยุด ก้าวยาวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ริมฝีปากเอ่ยพึมพำเสียงแผ่วทว่าหนักแน่นด้วยความขุ่นเคืองตลอดเช่นกัน
“หึ…สายตานั่น จับผิดทุกถ้อยคำที่ข้าพูด…คิดว่าข้าไม่รู้หรือ”
ไม่ทันสิ้นเสียงร่างบางก็รู้สึกถึงแรงกระแทกเข้าที่ต้นขา
“โอ๊ย!” เสียงเล็กแหลมดังขึ้นจากเบื้องล่าง
เยว่หลัวก้มลง มองเห็นเด็กชายตัวน้อยในชุดไหมหรูหราล้มอยู่บนพื้น ก้นกระแทกแรงจนเบะปาก
หัวใจนางกระตุกวูบ องค์ชายเจ็ด…น้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันของร่างเดิม
ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นทันทีองค์หญิงสี่มักหันหลังใส่เด็กน้อยตรงหน้า เพราะโทษว่าการเกิดของเขาคือสาเหตุให้กุ้ยเฟยมารดาของตนสิ้นพระชนม์ เพียงแค่กุ้ยเฟยคลอดองค์ชายเจ็ดแล้วป่วยหนักและจากไปภายหลังก็เท่านั้น
ทว่าภาพตรงหน้า เด็กวัยสามขวบพยายามข่มความเจ็บ ปล่อยให้น้ำตาคลอแต่ไม่กล้าร้องออกมา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเคยชินที่จะถูกพี่สาวตำหนิ หากออกวิ่งได้โดยไม่ถูกว่าก็คงทำไปแล้ว
ในความคิดของนาง ความตายของมารดาของร่างเดิม มิใช่ความผิดของเด็กน้อยคนนี้เลย เหตุใดต้องเอาความเสียใจไปลงที่เด็กน้อยไม่รู้ความด้วย
นางก้าวเข้าไปช้า ๆ ย่อกายลงยื่นมือออกไป “มาเถิด พี่จะช่วยเจ้า”
แต่เด็กน้อยกลับสะดุ้งถอยหลังเล็กน้อย ใบหน้าซีดเผือด แสดงชัดว่าหวั่นเกรงนางยิ่งนัก เยว่หลัวเห็นแล้วก็เม้มริมฝีปาก ไม่โกรธเลยสักนิด หากยิ่งสงสารจนใจอ่อนกว่าเดิม นางโน้มตัวลงต่ำกว่าเดิม แขนเรียวโอบร่างเล็กขึ้นมาแนบอกอย่างอ่อนโยน
“อย่ากลัว เจ็บก็ต้องมีคนช่วย เจ้าจะทนคนเดียวไปเพื่ออะไร”
น้ำเสียงนุ่มนวลจนต่างไปจากที่เด็กคุ้นเคยโดยสิ้นเชิงทำให้เขาอ่อนตัวรับความช่วยเหลือในที่สุด
องค์ชายเจ็ดนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ยอมให้โอบอุ้ม น้ำหนักเบาราวแมวน้อย เยว่หลัวอุ้มเขาไปนั่งบนหินในสวน วางร่างเล็กอย่างทะนุถนอม มือเรียวลูบเส้นผมยุ่งเหยิงเบา ๆ
“ไหน…ขอดูซิ เจ็บตรงไหนบ้าง” นางก้มลงตรวจเข่าที่ถลอกแดงเล็กน้อย แล้วหันไปบอกอาหลี “รีบไปนำยามา ข้าจะทำแผลให้องค์ชายเจ็ด”
อาหลีเบิกตากว้าง มองเจ้านายของตนอย่างแทบไม่เชื่อสายตา องค์หญิงสี่ที่เคยเมินเฉยต่อองค์ชายเจ็ดทุกครา บัดนี้กลับอุ้มแนบอกด้วยแววตาอ่อนโยนราวกับแม่ประคองลูก
เยว่หลัวก้มลงสบดวงตากลมโตที่ยังคลอด้วยหยดน้ำตา ส่งรอยยิ้มอบอุ่นไปให้ “อย่ากลัวเลยนะ แผลนิดเดียวเอง อีกเดี๋ยวก็หาย”
เด็กน้อยเม้มปากแน่น ไม่กล้าพูด แต่สายตาที่หวาดกลัวเมื่อครู่ค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยแม้จะไม่หมดไปก็ตาม
