บท
ตั้งค่า

บทที่ 6

โอ้ นางก็มีน้องชายด้วยนี่นา

เยว่หลัวนั่งลงตรงตั่งแล้ว ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองบุตรสาวด้วยสายตาพินิจเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามเสียงขรึมวางท่าทีรู้ทัน

“เจ้าไม่ได้มาเข้าเฝ้าข้าเสียหลายวัน คราวนี้มาด้วยเรื่องใด?”

เยว่หลัวค้อมศีรษะแย้มรอยยิ้มบางส่ายหน้าแกมบอกทำนองว่าท่านรู้ทันข้าเสียได้เพื่อปล่อยเสน่ห์ที่ผู้ใหญ่มักเอ็นดูไปก่อนเอ่ยตอบเสียงหวาน

“ลูกเพียงห่วงใยเสด็จพ่อเพคะไม่ได้มีธุระอันใด ลูกก็แค่อยากรู้ว่าเสด็จพ่อทรงพักผ่อนพอหรือไม่ เสวยได้ตามปกติหรือเปล่าก็เท่านั้นเพคะ”

ฮ่องเต้สรวลเบา ๆ “เจ้านี่นะ เมื่อก่อนเอาแต่ทำตามอำเภอใจ วันนี้กลับพูดจาเป็นห่วงเป็นใย ข้าล่ะไม่คุ้นเอาเสียเลย”

เยว่หลัวทำท่าเจื่อนแต่ยังยิ้มอยู่ “ลูกเติบโตขึ้นบ้างก็ดีไม่ใช่หรือเพคะ ครั้งก่อนทำให้เสด็จพ่อต้องผิดหวังนัก คราวนี้ลูกไม่อยากให้พระองค์ทรงกังวลพระทัยอีก”

ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ สีพระพักตร์อ่อนลง “รู้จักคิดได้ก็ดีแล้ว”

เยว่หลัวเห็นช่องจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อเลี่ยงสายตาที่กดดันจากอีกฟากที่มีมาแต่ต้นเสียเลย

“อ้อแล้ววันนี้ เสด็จพ่อกับเหล่าขุนนาง…ตรัสเรื่องบ้านเมืองเสร็จสิ้นแล้วหรือเพคะ? ลูกกลัวว่าจะเข้ามาแทรกกลางสนทนาสำคัญทำให้เสียเวลาไป”

ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์อย่างไม่ใส่ใจทันที “เสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงสนทนาเล็กน้อย ไม่ได้รบกวนอันใดนักหรอก”

เยว่หลัวพยักหน้ารับ รีบหันไปยิ้มอ่อน “เช่นนั้นก็ดีเพคะ ลูกก็สบายใจขึ้น”

นางตั้งใจจะคุยต่อกับบิดาอีกเล็กน้อย แต่ทันใดนั้น เสียงทุ้มเย็นของอ๋องจิ้นหยางดังแทรกขึ้นมาชัดเจน

“องค์หญิงสี่…เจ้าดูพูดเก่งขึ้นไม่น้อย ช่างต่างจากองค์หญิงสี่เมื่อก่อนที่ข้าเคยรู้จักนัก”

ประโยคสั้น ๆ แต่เหมือนคมมีดกรีดผ่าน เยว่หลัวชะงักไปชั่ววูบ เขาทำราวกับจะบอกว่านางไม่ใช่องค์หญิงสี่อย่างไรอย่างนั้น

ฮ่องเต้หัวเราะหึ ๆขัดการโต้ตอบทางสายตาของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีทันที “จริงของเจ้านะ แต่ก่อนบุตรสาวคนนี้เอาแต่ใจจริงแต่ก็มิพูดเก่งรู้เรื่องเช่นนี้ บัดนี้กลับโตขึ้นมากแล้วจนข้าแทบจำไม่ได้มิต่างกัน”

เยว่หลัวฝืนยิ้มแม้ในใจพลุ่งพล่าน สายตาของอ๋องจิ้นหยางยังจับจ้องมาราวจะทะลวงถึงวิญญาณ ทุกคำที่นางเอ่ยดูเหมือนถูกชั่งน้ำหนักไปเสียหมด หากนางไม่รีบแก้ไขความเข้าใจของบิดาก็ไม่รุ้ว่าจะถูกเอาไปชวนสงสัยให้สืบเสาะเพียงไหน

“หม่อมฉันว่าก็เป็นธรรมดาเพคะ โตขึ้น มองเห็นความเป็นไปมากขึ้น ย่อมต้องเรียนรู้จะพูดมากขึ้นบ้าง หาไม่ก็คงถูกคนเอาเปรียบตลอดไปสิเพคะ”

ฮ่องเต้หัวเราะหึ ๆ อย่างเห็นด้วย

เยว่หลัวก้มศีรษะนอบน้อม รีบหันไปชวนบิดาคุยต่อเพื่อเปลี่ยนเรื่องให้ออกจากหัวข้อนี้อย่างเร็ว

“เมื่อครู่ลูกได้ยินว่าขุนนางล้วนมาถวายรายงานเรื่องบ้านเมือง เสด็จพ่อทรงต้องใช้ความคิดหนักแน่เลยใช่หรือไม่เพคะ?”

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรกองฎีกาเบื้องหน้าถอนพระทัยเสียงดังตอบรับทันใด “ทั้งบ้านเมือง ทั้งชายแดน ล้วนถาโถมมาจนปวดหัว ฎีกาที่ข้าได้รับทุกวันมากเสียจนแทบเผาเป็นเชื้อไฟไม่มีวันหมด”

จากนั้นก็เหลือบพระเนตรมาที่เยว่หลัว “ในเมื่อเจ้ามาเยี่ยมข้าในวันนี้ ก็เสนอความเห็นหน่อยเถอะ …หากต้องเลือกระหว่างทุ่มทรัพยากรให้กองทัพ หรือพัฒนาแผ่นดิน เจ้าคิดว่าอันใดสำคัญกว่ากัน?”

เยว่หลัวก้มศีรษะนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางคลี่ขึ้น มุมปากเอื้อนเสียงอ่อนน้อมแต่มั่นคง

“เสด็จพ่อเพคะ บ้านเมืองจะมั่นคงด้วยกองทัพก็จริง แต่หากราษฎรอดอยาก ไร้แรงใจ แม้มีทัพใหญ่เพียงใดก็สู้ได้ไม่นาน…หากพัฒนาผู้คนให้มีชีวิตที่ดีด้วย ส่วนกองทัพก็หมั่นฝึกให้เข้มแข็งพร้อมรับศึกจากนอกลูกว่าน่าจะดีเพคะ”

เยว่หลัวหยุดครู่หนึ่งเพราะนางคิดถึงยุคที่นางจากมา ที่การปกครอบแบบกษัตริย์เป็นใหญ่ถูกล้มล้างหมดแล้วก่อนกล่าวเสริมอีก

“ลูกเห็นว่า หากส่งเสริมให้ราษฎรค้าขายสะดวกนอกจากจะเป็นครอบครัวขุนนางผูกขาด ลดการเอาเปรียบจากขุนนางท้องถิ่น เมืองเล็กก็จะเติบโตเป็นเมืองใหญ่ เงินภาษีไหลเข้าไม่ขาด นั่นย่อมทำให้มีเงินไหลเข้ามาจุนเจือกองทัพเองเพคะ”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel