บทที่ 5
ขออยู่เป็นโสดอย่างเป็นสุขไม่ได้หรือ
รุ่งเช้าวันใหม่ ลมอ่อนพัดกลีบดอกเหมยโปรยปราย เยว่หลัวในชุดผ้าไหมสีครามอ่อนปักลายดอกโบตั๋นก้าวเข้าสู่ตำหนักฉือหนิงกง นางกำนัลโค้งกายเบิกทางอย่างนอบน้อมยามเยว่หลัวเดินมา
ภายในโถงใหญ่กลิ่นกำยานสมุนไพรลอยคลุ้ง เครื่องเรือนล้วนสง่าหรูหรา พื้นพรมทอด้วยไหมสีงาช้าง ตรงกลาง ไทเฮาตู้จิ่นเหยาประทับบนเก้าอี้พนักสูงแกะลายเมฆมงคล พระเกศาดำแซมขาวเกล้าขึ้นด้วยปิ่นทอง ใบหน้าอ่อนล้าตามกาลเวลา แต่ยังคงสง่างามเต็มราศี
เมื่อพระนางทอดพระเนตรเห็นหลานสาว ก็มิได้เปล่งเสียงต้อนรับ กลับเมินสายตาเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิแทน
“เจ้าเด็กนี่ แต่งออกไปตั้งนานจนหย่ากลับมาแล้ว เหตุใดเพิ่งคิดได้ว่าควรจะกลับมาหาข้า…คงมิได้คิดถึงข้าเลยสินะ?”
เยว่หลัวรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าลงแทนที่จะนั่งยังเก้าอี้แล้วเงยขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“หลานผู้นี้ผิดเองเพคะ มาช้าไป หากเสด็จยายกริ้ว โปรดลงโทษได้ตามพระทัย แต่หากลงโทษด้วยการไม่ยอมเอ็นดูหลานอีก…หลานยอมไม่ได้นะเพคะ”
น้ำเสียงอ่อนน้อมปนละไม ทำเอานางกำนัลรอบข้างแอบก้มหน้ายิ้ม ไทเฮาพยายามทำเข้มแต่ริมพระโอษฐ์ก็คล้ายจะยกขึ้นอยู่รอมร่อ
ครั้นจะเปล่งเสียงตอบ พลันกระแอมไอสะท้านติดต่อกันสองสามครั้ง เสียงนั้นทำให้ความงอนกลายเป็นความเงียบ เยว่หลัวรีบประคองถ้วยชาเข้าไปใกล้ด้วยสองมือทันที
“เสด็จยายเพคะ อย่าฝืนตรัสมากเลย เมื่อครู่หลานเห็นพระองค์ทรงไอ…หลานอดห่วงมิได้ เดี่ยวหลานสั่งให้หมอหลวงจัดสมุนไพรบำรุงปอดไว้ตอนบ่ายจะนำมาถวายทันกาล”
ไทเฮาชะงักเล็กน้อย พระเนตรที่ขุ่นคลายลงทันใด ความเอาใจใส่เรียบง่ายของเยว่หลัวทำให้พระทัยอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ดวงหน้าเคร่งขรึมคลี่รอยยิ้มอ่อนโยนแล้ว
“เจ้ารู้จักเอาใจผู้ใหญ่ตั้งแต่เมื่อไร …ช่างไม่ต่างจากหลานสาวของข้า ตู้กุ้ยเฟย หากนางยังอยู่คงดีใจที่ได้เห็นเจ้าวันนี้”
เมื่อสิ้นคำบรรยากาศในตำหนักกลับเงียบสงบลง พระเนตรไทเฮาพร่าเล็กน้อย ความเศร้าโศกเมื่อคิดถึงหลานสาวผู้ล่วงลับเอ่อล้นขึ้นมา
เยว่หลัวรู้สึกได้ทันที จึงก้าวเข้าใกล้เอ่ยเสียงอ่อนหวานเจือความมั่นใจ
“เสด็จยายโปรดอย่าโศกนักเลยเพคะ หลานยังอยู่ตรงนี้ แล้วในวันนี้หลานได้นำขนมมาถวายด้วยเพคะอยากให้ทรงลองชิม”
ไทเฮามองหลานสาวเนิ่นนาน ดวงเนตรที่เคยเฉียบขาดอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความรักและความคิดถึงกุ้ยเฟยผู้ล่วงลับสะท้อนชัดในแววตา พระโอษฐ์คลี่ยิ้มบาง น้ำเสียงสั่นน้อย ๆ
“ช่างปากหวานเหมือนแม่ของเจ้าไม่ผิดเพี้ยน…เจ้าคือหลานที่ข้าเฝ้าถนอมมาตั้งแต่เล็กจริง ๆ เจ้ากลับมาอยู่ในวังก็ดีแล้ว”
“เพคะ หลานอยากอยู่ใกล้เสด็จยายยิ่งนัก”
“อ้อ หลัวเอ๋อร์…ข้าได้ยินข่าวเรื่องเจ้ากับคุณชายไป๋แล้ว เจ้าตัดสินใจแน่แล้วใช่หรือไม่? หากอยากให้ข้าช่วยอันใด บอกมาเถิดข้าไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้าอีกแน่”
เยว่หลัวยิ้มอบอุ่นทันใด ในใจรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเพราะเพียงออดอ้อนไม่เท่าไหร่นางก็ได้ที่พึ่งอีกคนมาเสียแล้ว ช่างน่าอิจฉาร่างเดิมยิ่งที่มีคนรักเอ็นดูเช่นนี้ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงได้ไปเฝ้าตามติดคนที่ไม่รักอยู่ได้กัน
“เสด็จยายเพคะ หลานตัดใจแล้วไม่ต้องเป็นกังวลให้หนักพระทัยเพคะ “..ที่ผ่านมาเป็นเพราะหลานมองผิดเอง มอบใจให้คนไม่เห็นค่า จากนี้ไปหลานจะใช้ชีวิตที่ดีขึ้นด้วยตัวเองขอแค่ให้เสด็จยายช่วยเอ็นดูหลานก็พอเพคะ”
นางคลี่ยิ้มบาง มุมปากยกขึ้นด้วยความมั่นคง “ต่อให้ไม่มีครอบครัวไปตลอดชีวิต…หลานก็ยังมีความสุขได้ ขอมีเพียงที่เสด็จยายและเสด็จพ่อเพคะ ไม่จำเป็นต้องมีสามีก็ได้”
ไทเฮาขมวดคิ้วทันที สีหน้าแสดงชัดถึงความประหลาดใจ คนในยุคนี้ล้วนเชื่อว่าสตรีจะมีชีวิตสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีครอบครัวเป็นของตนเอง คำพูดของเยว่หลัวจึงเหนือคาดนัก สุดท้ายทรงเพียงถอนพระทัยเงียบ ๆ ไม่โต้แย้งในเวลานั้นเพราะเข้าใจดีว่าหลานสาวของตนคงพูดเพราะเสียใจอยู่
“เอาเถอะ ช่วงนี้เจ้าก็พักผ่อนให้สบายเถอะ”
เยว่หลัวค้อมศีรษะ “วันนี้หลานมาเยี่ยมเสด็จยายให้หายคิดถึง อีกครู่จะต้องไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อแล้วเพคะ”
เงาหลังในชุดครามอ่อนค่อย ๆ เลือนลับหลังม่านแพร ไทเฮายังคงทอดพระเนตรตาม แววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งห่วงหา ทั้งเวทนา
ครู่หนึ่ง พระองค์จึงเอ่ยกับนางกำนัลสูงวัยที่ยืนรับใช้ใกล้ชิด หม่าม่าเจียง ผู้ติดตามมาหลายสิบปี
“หม่าม่า…หลานรักของข้าช่างดื้อรั้นนัก เอ่ยปากว่าจะอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต เช่นนั้นข้าจะวางใจได้อย่างไร” พระสุรเสียงแผ่วทว่าเด็ดขาด “บางที ข้าคงต้องหาบุรุษที่คู่ควรมาเป็นคู่ครองให้เยว่หลัวเร็ว ๆเสียแล้ว”
หม่าม่าเจียงก้มศีรษะน้อมรับ “เพคะ ไทเฮา หม่อมฉันจะคัดเลือกบุรุษที่เหมาะสมถวายให้พระองค์พิจารณาอย่างเร็วเพคะ”
ไทเฮาพยักหน้าช้า ๆ พระเนตรยังทอดไปทางที่หลานสาวจากไป รอยยิ้มจางเผยขึ้นบนริมพระโอษฐ์
เยว่หลัวก้าวมาถึงหน้าตำหนักที่ฮ่องเต้ประทับ เสียงพูดคุยของขันทีและนางกำนัลดังแทรกกันไปมา คลาคล่ำยิ่งกว่าปกติ
“เหตุใดวันนี้ผู้คนมากกว่าทุกครั้งนัก?”
ไม่ทันไร หลี่กงกงก็รีบก้าวเข้ามาอธิบาย “องค์หญิงสี่…ท่านอ๋องจิ้นหยางกำลังเข้าเฝ้าอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
เยว่หลัวชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ หัวใจเต้นแรงราวทะลุจากอกก่อนยกยิ้มบางให้หลี่กงกงตรงหน้า
“เช่นนั้น…ข้าจะมาพบเสด็จพ่อภายหลังละกัน ตอนนี้คงตรัสเรื่องสำคัญอยู่”
นางหมุนกายเตรียมผละจากไป ทว่าทันใดนั้น เสียงทรงพลังดังก้องออกมาจากด้านในตำหนัก
“เยว่หลัว เข้ามาเถิด!”
ร่างบางชะงักงัน มุมปากแข็งเกร็งไปชั่วครู่จำเป็นต้องหมุนกายกลับมาอย่างทำอันใดไม่ได้ ก่อนจะค้อมศีรษะเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปอย่างเสียไม่ได้
ภายในโถงตำหนักประดับเรียบขรึมด้วยม่านสีทอง ฮ่องเต้ฉู่เสวียนจวิ้นประทับอยู่กลางห้อง แต่สิ่งที่ทำให้เยว่หลัวชะงักคือบุรุษที่นั่งสงบอยู่ฝั่งหนึ่ง อ๋องจิ้นหยาง ใบหน้าสุขุมดั่งน้ำแข็ง สายตาลึกมองตรงมาอย่างสำรวจยังแขกที่มาใหม่
เยว่หลัวก้มศีรษะคำนับทั้งสอง “ข้าน้อยเยว่หลัวถวายบังคมฝ่าบาท ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ”
“เชิญนั่งเถิด”
ฮ่องเต้ตรัส นางถูกพาไปยังตั่งฝั่งตรงข้าม และเมื่อเงยหน้าขึ้นก็ตรงกับสายตาของอ๋องจิ้นหยางพอดี
ที่นั่งตรงนี้ทำเยว่หลัวหายใจไม่ทั่วท้องยิ่งนัก !
