บทที่ 2
พบปะประชาชีด้วยลุคใหม่
ตำหนักส่วนตัวขององค์หญิงสี่ที่เคยเงียบเหงากลับพลันคึกคักอีกครั้ง เยว่หลัวเอนกายบนตั่งไม้เนื้อละเอียด ร่างอรชรห่มชุดไหมสีม่วงสดแหวกอกเล็กน้อย เผยแนวไหล่ขาวผ่องรับกับส่วนโค้งเอวอันพอดิบพอดี กระโปรงบางเบายาวไล้แนบเรียวขา ทุกชิ้นล้วนถูกปรับแต่งจนกลายเป็นแฟชั่นที่ไม่มีสตรีใดในแผ่นดินเคยแต่ง เพราะนางล้วนร่างแบบและส่งให้ฝ่ายตัดเย็บในวังให้เองกับมือ
ข้างหนึ่งมีนางกำนัลโบกพัด อีกข้างนวดบ่า อีกคนประคองถ้วยผลไม้เข้ามาป้อน บรรยากาศผ่อนคลายราวกับนางไม่ใช่ผู้ที่เพิ่งหย่าขาดจากสามีเพียงไม่กี่วันก่อน
อาหลีสาวกำนัลคนสนิทเดินเข้ามาเงียบ ๆ ดวงตากวาดมององค์หญิงก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย
“องค์หญิงเพคะ…ฉลองพระองค์ออกจะ…เปิดเผยไปหรือไม่เพคะ?”
น้ำเสียงทั้งกังวลทั้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสมองเนินเนื้อขาวผ่องครู่หนึ่งก็เบนสายตาออกทันใด
เยว่หลัวเลิกคิ้ว มุมปากยกยิ้มงามเย้ายวน
“อาหลี นี่เรียกว่า แฟชั่น ของข้า” นางหยิบปลายผ้าคลุมไหล่สะบัดเบา ๆ พลางเอนตัวให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าชัดยิ่งขึ้น “หย่าแล้วข้าจะกลายเป็นองค์หญิงคนใหม่ที่ใครต่างก็เหลียวหลัง ครั้นจะให้แต่งเชย ๆ ตามสตรียุคนี้ ก็คงไม่ใช่เยว่หลัวคนใหม่แล้ว”
อาหลีเม้มปาก ไม่กล้าเอ่ยรีบเปลี่ยนประเด็นเป็นเรื่องที่ทำให้นางเข้ามาขอพบยามพักผ่อนเช่นนี้แทน
“องค์หญิงเพคะ…หม่อมฉันได้ข่าวมาแล้วเพคะ ขบวนเสด็จคณะผู้ตรวจการกำลังเสด็จกลับเข้าเมืองหลวงอีกสองวันข้างหน้าเพคะ”
เยว่หลัวขยับพยักหน้าช้า ๆ ดวงตายังทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่กังวลอันใด
“อืม แล้วอย่างไร”
อาหลีลังเลไปครู่ ก่อนก้มหน้าพูดเสียงเบา “ได้ข่าวว่า…คุณชายไป๋เดินทางมากับขบวนเดียวกันกับ อ๋องจิ้น เพคะ”
เยว่หลัวเลิกคิ้วแววตาแฝงความฉงนทันใด
“ไป๋เซียวหราน ข้าไม่แปลกใจ แต่…จิ้นอ๋อง? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อคนผู้นี้เลย”
อาหลีนิ่งไปราวกับเจอเรื่องไม่คาดฝันทันใด นางก้มต่ำลงกระซิบแก่เยว่หลัวสีหน้าเคร่งเครียดยิ่ง
“องค์หญิงอย่าตรัสเช่นนั้นให้ผู้อื่นได้ยินเชียวนะเพคะ เรื่องนี้…ท่านอ๋องจิ้นหยางเป็นที่ผู้คนหย่าเกรงทั่วแคว้นไม่เว้นแม้กระทั่งพระองค์เอง ทรงจะลืมได้อย่างไรเพคะ”
เยว่หลัวหรี่ตา สายตาคมสะท้อนความสงสัย
...ความทรงจำของร่างนี้ชัดเจนทุกเรื่อง นางจดจำบุคคลที่เคยผ่านมาในชีวิตขององค์หญิงสี่เจ้าของร่างได้หมด แต่เหตุใดจึงไม่มีเงาของบุรุษที่นามว่าจิ้นหยาง หรือ จิ้นอ๋องผู้ นี้เลย?
ความทรงจำของร่างนี้ขาดตกบางคนไปหรือ?
“อ้อขนาดนั้นเชียวหรือ ไหนเจ้าลองเล่าเกี่ยวกับท่านอ๋องหน่อยสิ ข้าอยากฟังเรื่องเล่าในมุมมองของเจ้าบ้างว่างเขาน่าหย่ำเกรงอย่างไร”
อาหลีนั่งลงกวาดตามองซ้ายขวาก่อนกระซิบ
“ท่านอ๋องจิ้นหยาง…คือพระอนุชาของฝ่าบาทเพคะ แต่พระมารดาที่แท้จริงของพระองค์…ไม่มีใครรู้แน่ชัด บ้างว่าทรงเป็นโอรสลับของฮ่องเต้พระองค์ก่อนกับสตรีชาวบ้าน บ้างว่ามีเงื่อนงำอื่น ทว่าที่แน่ ๆ คือ นามของพระองค์ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันเมื่อหลายปีก่อน และได้ร่วมกอบกู้บัลลังก์ร่วมกับฝ่าบาท จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นตำแหน่งอ๋องในภายหลัง อำนาจในราชสำนักมิได้ด้อยไปกว่าฝ่าบาทนัก ขุนนางทั้งหลายล้วนหวั่นเกรง ส่วนองค์หญิงเองก็มักจะหลบเลี่ยงท่านอ๋องเพราะพระองค์คือบุคคลที่โปรดปรานไม่แพ้กันเพคะ”
เยว่หลัวนิ่งฟัง ไม่กล่าว ดวงหน้าสงบแต่ในใจพลันผุดคำถามนับไม่ถ้วน เหตุใดร่างเดิมจึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย ทั้งที่ดูแล้วองค์หญิงสี่ร่างเดิมกับจิ้นอ๋องก็ดูมีเหตุให้ต้องพบเจอกันไม่น้อย
“เขากับข้า เสด็จพ่อโปรดปรานใครมากกว่ากัน?”
อาหลีเหลือบสายตามองเจ้านาย ก่อนรีบก้มลงอีกครั้ง น้ำเสียงสั่น
“หม่อมฉันไม่อาจเทียบได้เพคะ องค์หญิงโปรดเมตตาหม่อมฉันด้วย”
เยว่หลัวหัวเราะเบา ๆ เสียงอ่อนหวานแต่ทอแววเย็นเยียบ “เช่นนั้นหรือ อาหลีน้อย…ข้ายิ่งอยากรู้แล้วสิ ว่าบุรุษที่ทำให้ไม่กล้าการันตีนั้น จะเป็นเช่นไร”
นางคงต้องเจอเขากับตัวก่อนถึงจะรู้ว่าควรจัดการบุคคลมากอำนาจผู้นี้อย่างไรดี