บทที่ 1.2
คำตวาดหนักแน่นประหนึ่งฟ้าผ่าลงตรงหน้า อาหลีที่อยู่ไกล ๆ ยังสะดุ้งเฮือก แต่เยว่หลัวกลับนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด เพราะนางคาดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้
นางยกหน้าขึ้น มุมปากคลี่ยิ้มบาง ๆแกมเศร้าเช่นเคย “ลูกยอมรับว่าตัดสินใจผิดมหันต์เพคะ ผิดที่ครั้งนั้นไม่ฟังคำทัดทานของเสด็จพ่อ หลงเชื่อว่าความรักของตนจะเอาชนะได้ทุกสิ่ง สุดท้ายกลับเป็นเพียงหม่อมฉันที่ถูกเย้ยหยัน…ถูกใช้ประโยชน์โดยมิคิดถึงศักดิ์ศรีของราชวงศ์เลยแม้แต่น้อย ลูกสมควรถูกทำโทษ”
ฮ่องเต้กำมือแน่น เสียงของพระองค์อัดแน่นด้วยความโกรธไม่เสื่อมคลาย
“เจ้าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา แต่กลับทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ข้าควรจะลงโทษเจ้าอย่างไรดี!”
พระสุรเสียงทรงพลังเสียดแทงหู แต่เยว่หลัวกลับก้มศีรษะลงนอบน้อม เสียงนุ่มทว่ามั่นคงดังขึ้นชัดถ้อยคำ “ลูกทราบว่าลูกทำให้เสด็จพ่อต้องผิดหวัง แต่ลูกคิดถี่ถ้วนแล้วเพคะ ชีวิตที่ถูกกักขังอยู่ในจวนไป๋…ไร้ทั้งเกียรติ ไร้ทั้งคนที่รักลูกจริง ยิ่งทนยิ่งทำให้ลูกกลายเป็นเพียงเครื่องมือให้ผู้คนย่ำยีนั้นลูกพอทน แต่ถูกเหยียบย่ำไม่ไว้หน้าราชวงศ์ลูกยอมทนไม่ได้จริงเพคะ”
สายพระเนตรคมกล้าหรี่ลงนิดหนึ่ง ความเงียบงันปกคลุม ก่อนริมพระโอษฐ์จะยกยิ้มเย็นอย่างมีเลศนัย นางคิดว่าฮ่องเต้ที่เจอเล่ห์กลมานักต่อนักน่าจะเข้าใจความหมายที่นางสื่อ
...หากนางถูกลดศักดิ์พอทน หากแต่เป็นราชวงศ์นางยอมไม่ได้ นั่นหมายความว่าคนตระกูลไป๋ทำเรื่องที่นางยอมไม่ได้นั่นเอง
“หึ เจ้าโตขึ้นมากจริง ๆ เยว่หลัว…แต่ความดื้อรั้นของเจ้าก็ยังไม่เคยเปลี่ยน...”
เยว่หลัวเงยหน้าช้า ๆ ดวงตากลมสวยพราวประกาย “ลูกดื้อรั้นนักหนา…ก็เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีแห่งราชวงศ์ฉู่เพคะ”
นางไม่เอ่ยถึงความอัปยศที่เคยถูกครอบครัวไป๋ย่ำยี แต่เชื่อมั่นว่าบุรุษตรงหน้าฉลาดพอจะเชื่อมโยงได้เอง
เยว่หลัวก้มศีรษะลง น้อมรับโดยไม่โต้เถียง ดวงตาเป็นประกายเงียบสงบ
“ลูกเพียงขอสิ่งหนึ่งเพคะ… ขอเสด็จพ่อมีพระเมตตา ออกรับสั่งหย่าขาดระหว่างลูกกับไป๋เซียวหราน ไม่ว่าพระองค์จะลงโทษเช่นไรลูกยินดีรับมันทั้งหมดเพคะ”
ความเงียบปกคลุมทั้งตำหนัก ฮ่องเต้เพียงสะบัดพระหัตถ์ เสียงเย็นเฉียบดังขึ้น “เจ้ากลับไปพักที่ตำหนักเดิมก่อน เราตัดสินใจอย่างไรจะให้คนไปบอกอีกที”
เยว่หลัวคำนับนอบน้อม “เพคะ”
ยามนางออกมาหน้าตำหนักแล้วก็มีหลี่กงกงตามมาส่ง
“องค์หญิงสี่ไม่ต้องกังวลพ่ะย่ะค่ะ ถึงฝ่าบาทจะพูดเช่นนั้น แต่หัวพระทัยนั้นหาได้แข็งกระด้างไม่ โดยเฉพาะกับพระธิดาองค์โปรดเช่นพระองค์”
เยว่หลัวเพียงยิ้มบาง ดวงตายังเศร้าหมองไม่เสื่อมคลายจนกระทั่งหลี่กงกงเดินหายไปในตำหนักและนางกำนัลผู้หนึ่งเดินนำอยู่ห่าง ๆ นำพวกนางไปยังตำหนักเดิมของนาง
“องค์หญิงเพคะ…” เสียงสั่น ๆ ของอาหลีหลุดออกมาในที่สุด “หม่อมฉันเกรงเหลือเกินว่า ฝ่าบาทจะลงโทษพระองค์ ทรงกริ้วถึงเพียงนั้น หากไม่ทรงออกพระราชโองการหย่า…”
เยว่หลัวหยุดก้าว หันมามองนางกำนัลคนสนิทด้วยสายตาสงบอย่างยิ่ง รอยยิ้มที่ไม่บ่อยนักจะปรากฏบนใบหน้าโผล่ขึ้นมาเล็กน้อยต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“อาหลี เจ้าไม่ต้องกังวลนักหรอก เสด็จพ่อของข้า ปากร้าย ใจอ่อนยิ่งนัก ขนาดพระองค์ยังไม่ให้คนไปสืบเรื่องของข้าตอนอยู่ที่จวนไป๋ ข้ายังได้กลับไปพักยังตำหนักเดิมของข้าเลย ...ข้ารับรองว่าไม่นานตระกูลไป๋จะได้รับในสิ่งที่คู่ควร โดยที่ข้าไม่จำเป็นต้องพูดอันใดไปมากกว่านี้...”
“...”
อาหลียืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะน้อมรับ
“อาหลี เจ้านำถุงเงินไปมอบให้พ่อค้าเครื่องประดับเมื่อเช้าเสีย บอกว่า…เป็นสินน้ำใจเล็กน้อยจากข้า หากในวันหน้าเขาถูกถามถึงเรื่องวันนี้ ก็จงพูดความจริง”
อาหลีเบิกตากว้าง “จะ…จะติดสินบนหรือเพคะ?”
เยว่หลัวหัวเราะน้อย ๆ ก่อยเอ่ยตอบ “ไม่ใช่สินบนหรอก เรียกว่าค่ารักษาความจริงก็พอ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเช่นไรให้พูดเช่นนั้น หากเราไม่ซื้อเสียงก็ต้องมีคนซื้อเสียงที่ไม่ใช่เราอยู่ดี”
อาหลียังคงอึ้ง แต่ก็พยักหน้ารับ “เพคะ”
“แล้วก็อีกเรื่อง…เจ้าหาโอกาสบอกหลี่กงกงทีเถอะ ว่าสินเดิมของข้ายังอยู่ในตระกูลไป๋ แต่ทำทีเหมือนเจ้าพูดไปเพราะเผลอ…ไม่ใช่ข้าตั้งใจให้บอกนะจำเรื่องนี้ไว้อย่าพลาดเป็นอันขาด”
อาหลียกมือขึ้นทาบอก พยักหน้าเข้าใจจุดประสงค์ของเจ้านายสาวแล้ว นางกำนัลคนสนิทก้มศีรษะซ่อนรอยยิ้มตื้นตัน ทั้งตื่นกลัวและนับถือปะปนกันในอก เจ้านายผู้อ่อนแอในวันวานได้หายไปแล้ว…ตรงหน้าคือองค์หญิงสี่ผู้มั่นคง ฉลาดเฉียบคม และพร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสง่างาม
