บทที่ 1
องค์หญิงสี่คนใหม่
ทันทีที่ก้าวออกจากห้องรับรองหลังจากโยนใบหย่าแล้ว เยว่หลัวไม่ได้เร่งรีบกลับวังหลวงแต่นางกลับไปยังเรือนพักภายในจวนไป๋ก่อน
“ไปเอาชุดที่เก่าที่สุดมาให้ข้าเปลี่ยนตอนนี้”
อาหลีเหลือบตาขึ้นมองอย่างตกใจ “พระองค์ว่าอย่างไรนะเพคะ? แต่…เหตุใด เอ่อ ฉลองพระองค์ที่สง่างามก็ยังมีอีกมาก...”
“ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ”
เยว่หลัวตอบสั้น ริมฝีปากแย้มยิ้มบาง รอยยิ้มที่ทำให้อาหลีนึกไม่ออกว่าเจ้านายกำลังคิดสิ่งใดอยู่แต่ก็จำเป็นต้องรีบทำตาม
ภายในเวลาไม่นาน องค์หญิงสี่ก็ปรากฏกายในชุดผ้าไหมแต่เก่าสีซีดจาง อาภรณ์สูงศักดิ์ที่เคยอวดสายตาผู้คนถูกเก็บลงในหีบหมดสิ้น นางหันไปหยิบเพียงห่อผ้าเล็ก ๆ เก็บของส่วนตัวไม่กี่ชิ้นไว้และให้อาหลีสะพายตามติดมือมาเท่านั้น
อาหลียิ่งงงหนัก เพราะหากจะให้ทิ้งของมีค่าไว้ที่จวนตระกูลไป๋ก็ดูจะเป็นการใจดีกับพวกนั้นมากเกินไป
“องค์หญิงเพคะ…อย่างน้อยสมบัติสินเดิมก็...”
“ไม่ต้อง” เยว่หลัวส่ายหน้าเบา ๆ “สิ่งที่สำคัญ ข้าถืออยู่แล้ว สิ่งที่เหลือ…เราค่อยให้มันตามกลับไปภายหลังโดยที่เราไม่ต้องเปลืองแรง”
ดวงตาของอาหลีหลี่มองอย่างไม่เข้าใจ นางเม้มปากไม่กล้าถามต่อ แม้ในใจเต็มไปด้วยคำถามก็ตาม
เมื่อออกมาที่ประตูจวนไป๋โดยไม่มีใครกล้ามาขวางแล้วเยว่หลัวก็บอกให้อาหลีไปเรียกรถม้ารับจ้างที่เก่าที่สุดมา
“องค์หญิงเพคะ? รถม้าของจวนยังจอดอยู่…เหตุใดถึงเรียกรถรับจ้างเก่าคร่ำคร่าเช่นนั้นมาแทนเล่าหรือเพคะ”
“เพราะวันนี้…ข้าไม่ต้องการความหรูหรา”
เยว่หลัวก้าวขึ้นรถม้าเรียบง่าย พลางกวักมือเรียกอาหลีขึ้นตามมา นางทำไปล้วนมีจุดประสงค์เดี๋ยวไม่นานไม่ว่าอาหลีหรือใครก็ตามก็จะเข้าใจเอง...
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าไร้อุปสรรคใด เมื่อถึงประตูวัง เหล่าองครักษ์ที่ยามปกติแม้แค่ก้าวเดียวก็ตรวจสอบเข้มงวด กลับเพียงก้าวถอย ก้มศีรษะให้ผ่านทางราวล่วงรู้แล้วว่าองค์หญิงสี่เสด็จกลับเข้าวังโดยใช้ป้ายผ่านทางพิเศษที่มีแค่เจ้านายชนชั้นสูงไม่กี่คนเท่านั้นถึงจะมีในครอบครอง
เยว่หลัวก้าวไปทางตำหนักพักผ่อนของอ๋องเต้แคว้นฉู่ผู้เป็นบิดา หลี่กงกง ขันทีอาวุโสผู้มากประสบการณ์รีบออกมาต้อนรับ ดวงตาเหี่ยวย่นของเขากวาดมององค์หญิงสี่ที่มาแบบไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ในใจสะท้อนคิดกลับไปมาเล็กน้อย
สตรีสูงศักดิ์อภิเษกออกไปในชุดโอ่อ่า มาบัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าในอาภรณ์ซอมซ่อกับห่อผ้าเพียงเล็กน้อย
“กงกง ข้าประสงค์เข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”
น้ำเสียงของเยว่หลัวมิได้ดังนัก แต่สั่นสะเทือนความสงบภายในใจใครก็ตามที่ได้ยิน แววตาของนางเศร้าลึกแต่ไม่ได้ฟูมฟาย
หลี่กงกงมองอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม “องค์หญิง โปรดประทับรอที่ตำหนักรับรองก่อนเถิด กระหม่อมจะรีบเข้าไปกราบทูลฝ่าบาทเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เขาพยักหน้าให้นางกำนัลเข้ามานำทางองค์หญิงสี่ไปตำหนักรับรอง ขณะเดียวกันตัวเองก็ก้าวเร่งรีบออกไปทางท้องพระโรง ใจครุ่นคิดหนักไม่ตก
หากองค์หญิงสี่ถึงขั้นกลับวังในสภาพเช่นนี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในตระกูลไป๋คงมิใช่เรื่องเล็กแน่…
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของหลี่กงกงก็ดังขึ้นมา
“องค์หญิงสี่ ฝ่าบาททรงอนุญาตให้เข้าเฝ้าแล้ว เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เยว่หลัวก้าวช้า ๆ ตามนางกำนัลไป ภายนอกดูเหมือนสงบแต่ภายในกลับพลุ่งพล่านตื่นเต้น ตั้งแต่ทะลุเข้ามาในร่างนี้ นางเพิ่งจะได้เห็นด้วยตาตนเอง…
บุรุษผู้เป็น บิดาในชาตินี้ ฮ่องเต้แคว้นฉู่เสวียนจวิ้น ยามยืนต่อหน้ารัศมีอำนาจจากพระองค์กดทับทุกผู้คนให้ต้องก้มหน้าทันใด
“เยว่หลัว…เจ้าแต่งออกไปยังไม่พ้นครึ่งปี เหตุใดถึงกลับมาวังด้วยสภาพเช่นนี้?”
น้ำเสียงก้องกังวานหากแฝงด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเจน เยว่หลัวก้าวเข้าไปด้านใน คุกเข่าลงช้า ๆ เงยหน้าสบตาพระบิดาด้วยแววแน่วแน่
“เสด็จพ่อ ลูกมาขอพระราชทานรับสั่งให้ลูกหย่าขาดจากไป๋เซียวหรานเพคะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ฮ่องเต้พลันฟาดจอกชาลงกับโต๊ะ เพล้ง! เสียงดังสะท้อนทั้งตำหนัก
“หย่างั้นรึ! ตอนเจ้ามาขอแต่งกับมันก็ร้องห่มร้องไห้แทบขาดใจ บัดนี้เพียงไม่นาน กลับจะสลัดทิ้งง่ายดายดั่งผ้าเช็ดเท้า! เจ้าคิดว่าตำแหน่งองค์หญิงสี่ เป็นเรื่องเล่นสนุกหรือ!”