บทที่ 11
เขามิอาจหยุดได้ HOT
รถม้าแล่นไปในความมืดที่เริ่มย่างกายเข้ามา เสียงกีบม้าดังก้องเป็นจังหวะ ทว่าในห้องโดยสารกลับอึดอัดด้วยเสียงหอบหายใจร้อนผ่าวของเยว่หลัวผสานกับเสียงเสียดสีกันของเสื้อผ้าเนื้อดี
“ร้อน…เหลือเกิน”
เสียงครางพร่าเอื้อนเอ่ย นิ้วเรียวสั่นระริกเลื่อนลงดึงสาบชุด พยายามปลดออกให้หลุดจากกาย ใบหน้าสีระเรื่อราวหยกต้องเปลวไฟ เนื้อขาวเนียนเผยโผล่ให้เห็นวับแวม
“อย่า!” จิ้นหยางรีบคว้าข้อมือนางไว้ แววตาคมเจือร้อนระอุดุดัน “เยว่หลัว เจ้าไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่”
แต่ยิ่งห้ามนางยิ่งดิ้นรน ปลายนิ้วเล็กหลุดออกไปคว้าชุดอีกด้าน จนเนื้อขาวเนียนเผยโผล่ในสายตาเขา ร่างบางโอนเอนเอนเข้าหาแนบอกกว้าง กลิ่นกายหอมหวานเจือกลิ่นชาชั้นดีแตะจมูกจนเลือดในกายเขาเดือดพล่าน
ริมฝีปากแดงเรื่อของเยว่หลัวเผยอใกล้จนลมหายใจอุ่นปะทะแก้มเขา ดวงตาพร่ามัวฉายประกายวิงวอนคล้ายลูกแมวน้อยไร้ที่พึ่ง เยว่หลัวใช้สิ่งที่ชำนาญเงยหน้าส่งสายตาออดอ้อน ก่อนจู่โจมเริ่มจากไล้เลียริมฝีปากเขาทั้งบนและล่างสลับไปมาราวกำลังขอร้องให้เขาปลดปล่อยความทรมานให้นางด้วยเถิด
“เยว่หลัว…เจ้าคิดดีแล้วหรือเจ้ากำลังไม่มีสติ เจ้าจะ...”
จิ้นหยางกัดกรามแน่นพยายามเอ่ยเรียกสตินางกลับมาทว่าการกระทำนี้เองที่นางฉวยโอกาส
ร่างบางโน้มเข้าจุมพิตเขาลึกซึ้งทันใด ปลายลิ้นเล็กชื้นแทรกเร่งเร้าอย่างเงอะงะแต่เต็มไปด้วยความหิวกระหาย มือบางสั่นระริกถกสาบชุดสีดำของคนตัวใหญ่ให้คลายออก เผยแผ่นอกแข็งกร้าวให้อกนุ่มร้อนของตนแนบชิดหวังได้สัมผัสเย็นบรรเทาอาการทรมาน
“อือ…”
เสียงครางพร่าดังลอดขณะนางกดอกอวบร้อนถูไถเข้ากับอกแข็งกร้าวของเขา ทุกสัมผัสสะเปะสะปะกลับยิ่งเร้าไฟในกายให้ลุกโชนริมฝีปากเล็กบดเบียด ดูดดึงลิ้นของอีกฝ่ายที่เอาแต่ถอยหนี นางขยับเร่งเร้าจนเสียงหวานฉ่ำดังสะท้อนในห้องโดยสารแคบ
เสี้ยวอึดใจนั้นสติที่เขาครอบครองมาทั้งชีวิตแตกสลายในพริบตา จิ้นหยางเปลี่ยนจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุกอย่างฉับพลัน ปากหยักบดขยี้ตอบอย่างดุดัน มือใหญ่รั้งท้ายทอยน้อยแนบแน่นจนไร้ทางถอย ลิ้นร้อนสอดส่ายควบคุมอีกฝ่ายทุกจังหวะ กวาดกลืนลมหายใจนางไปจนหมดสิ้น
มือใหญ่ของเขาเลื่อนไปโอบเอวน้อย กดขยำแนบแน่นจนร่างบางสะท้านไหว จากนั้นลากช้า ๆ ผ่านสะโพกกลมกลึงดึงนางขึ้นมาคร่อมบนตักเขาให้ถนัดขึ้น ความแนบชิดทำให้สัมผัสได้ถึงความแข็งขึงที่แทบทะลุผ่านชั้นผ้าออกมาดุนดันเยว่หลัวให้ครางหวิว นางโอบแขนรัดต้นคอเขาแน่น ใบหน้าซบลงบนบ่ากว้างพร้อมเสียงหอบกระเส่าอยู่ข้างหูเขาไม่หยุด
“อ้ะ อา จิ้นหยาง...”
นางบดเบียดอกอวบร้อนกับอกแข็งแกร่งของเขา กลีบเนื้อร้อนเบื้องล่างเสียดสีไปมาจนเขาแทบคลั่ง มือใหญ่ที่ประคองเอวน้อยสั่นระริก ลูบไล้ขึ้นตามแนวสันหลัง
เยว่หลัวสะท้านเฮือกทั้งกาย เสียงหวานครางสั่นพร่า หลับตาแน่นพลางโน้มตัวเอนหลังแต่ก็ถูกเขาดึงให้เอนกลับมารับจุมพิตเร่าร้อนอีกครา นางถูกเขาดูดซับลมหายใจไม่หยุด มือบางเล็กไล้ไปตามแผ่นอกเปลือยของเขา ปลายนิ้วเย็นปะทะกับกล้ามเนื้อร้อนผ่าวก่อนจะเลื่อนลงต่ำช้า ๆ เสียดสีจนเขาหอบหายใจแรงขึ้น
จิ้นหยางขบกรามแน่น หยาดเหงื่อซึมที่ขมับ เขากดจุมพิตตอบอย่างดุดัน ครอบครองปากน้อยที่ไม่รู้ประสาด้วยแรงปรารถนาเต็มพลัง มือใหญ่เลื่อนขึ้นบีบเนินอกอวบผ่านชั้นผ้าบาง กดคลึงจนเสียงหวานครางหลุดพร่าแม้นางจะถูกเขาครอบครองริมฝีปากอยู่ก็ตาม
ร่างเล็กบิดเร่าในอ้อมแขน ยิ่งเสียดสีกายก็ยิ่งแนบชิดกว่าเดิม
เขาแทบจะปล่อยสติให้กับไฟปรารถนากลืนกินเสียสิ้น ทุกจังหวะหายใจร้อนผ่าว ทุกสัมผัสถูไถเร้าใจจนสติพร่าเลือน…
กึก!
รถม้าชะงักหยุดกะทันหัน ราวสายฟ้าฟาดลงกลางใจ
เสียงบ่าวดังลอดเข้ามา “ถึงที่หมายแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาเกือบหยุดไม่ได้แล้ว หากเขาได้ร่างกายของนางมาครอบครองก็คงไม่ต่างจากพวกชั่วช้าพวกนั้น
“เจ้า…กำลังฆ่าข้าช้า ๆ เยว่หลัว”
รุ่งเช้าถัดมา แสงอาทิตย์ลอดผ้าม่านทอเป็นริ้วอุ่นเรืองรอง เยว่หลัวขยับกายพลางครางเบา ๆ ความปวดเมื่อยแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังและเอว ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกบางอย่างกลืนกินร่างกายนี้ราวกับผ่านการขึ้นเขาลงห้วยมาอย่างไรอย่างนั้น
ดวงตากลมค่อย ๆ ลืมขึ้น พอเพ่งรอบห้องก็ชะงักทันที ที่นี่…ไม่ใช่ตำหนักของนาง ผนังไม้เข้มสลักลวดลายเรียบหรู เครื่องเรือนทุกชิ้นดูเคร่งขรึม ไม่เหมือนห้องนอนของสตรีแม้แต่น้อย
“ที่นี่…ที่ไหนกัน?”
นางพึมพำสะลึมสะลือ หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ ความทรงจำสุดท้ายที่ยังติดอยู่คือห้องส่วนตัวในโรงน้ำชา พิษกำหนัดที่เล่นงานจนแทบเสียสติ และร่างสูงในอาภรณ์ดำที่บุกเข้ามาช่วย…
...เสด็จอา อ๋องจิ้นหยางมาช่วยนางไว้
ทันใดนั้นประตูก็แง้มเบา ๆ นางกำนัลแปลกหน้าในชุดเรียบสีจืดก้าวเข้ามา
“องค์หญิงสี่ โปรดวางพระทัยเพคะ ที่นี่คือจวนนอกวังของท่านอ๋องจิ้นหยางเพคะ คืนวานองค์หญิงน้อยถูกวางยากำหนัด ท่านอ๋องทรงช่วยเหลือไว้ และทรงกำชับไว้กับหม่อมฉันว่าให้แจ้งพระองค์ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นท่านอ๋องจะมิให้เรื่องร้ายแพร่งพรายออกไปเพคะ”
เลือดในกายเยว่หลัวเย็นวาบทันทีหลังฟังจบ
นางถูกเขาช่วยไว้จากพิษกำหนัด… เยว่หลัวก้มมองสภาพตนเองที่แม้ยังอยู่ในชุดเดิมแต่กลับดูกระเซอกระเซิงดูผ่านการเกลือกกล้ำวจนเสื้อผ้ายับย่น ไหนจะความปวดเมื่อยทั่วกายราวผ่านเหตุการณ์บางอย่างมา
ความทรงจำหลังจากเขาเข้ามาช่วยกลับเลือนหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงสะโพกที่ปวดหนึบ และตามทั่วกายที่หลงเหลือความเมื้อยล้า
ริมฝีปากนางสั่นระริก หรือว่า…นางกับอ๋องจิ้นหยางจะ...
ความเป็นไปได้ฟาดแล่นราวสายฟ้ากลางอก หากเขาใช้ร่างกายตนถอนพิษให้นางจริง นั่นก็เท่ากับว่าตนได้มีอะไรกับผู้มีสายเลือดเดียวกัน ความอับอายแล่นซ่านท่วมทั้งอก มือเล็กกำผ้าห่มแน่นจนสั่นเทา
“ไม่นะ…”
นางขบกรามแน่น แต่ยิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพแผ่นอกและเรือนร่างสูงสง่าที่ไม่ประติดประต่อก็ยิ่งแทรกในห้วงคิดราวกับย้ำว่าคนผู้นั้นคือผู้เดียวที่อยู่กับนางทั้งคืน
“เอ่อ ท่านอ๋อนช่วยถอนพิษข้าอย่างไร?”
นางกำนัลยังคงก้มหัวอยู่ข้าง ๆส่ายหน้าจนใจ “หม่อมฉันเพิ่งถูกพาตัวมาถึงจวนนี้เมื่อเช้าตรู่เพคะ จึงไม่ทราบเรื่องนั้น หากองค์หญิงทรงอยากรู้หม่อมฉันจะ...”
“ไม่ต้อง เจ้าออกไปเถอะข้าอยากอยู่คนเดียว”
“เพคะ องค์หญิงสี่พักผ่อนต่อได้ตามที่พระองค์ประสงค์เลยเพคะ ท่านอ๋องได้รับราชโองการด่วนเสด็จออกนอกเมืองแต่เช้าตรู่ กระหม่อมเพียงได้รับคำสั่งให้ดูแลพระองค์จนกว่าจะฟื้น หากอาการดีแล้วหม่อมฉันจะแจ้งให้องครักษ์ไปส่งกลับวังหลวงเพคะ”
เขาไม่อยู่แล้ว…? ดียิ่งนัก หากนางเจอหน้าเขาก็ไม่รู้ควรขอบคุณหรือต่อว่าดี หากไม่ได้เขาช่วยไว้จากพิษกำหนัดนางก็คงไม่อาจนั่งคิดมากอยู่ตรงนี้ได้
หัวใจยิ่งหนักอึ้ง ความจริงจะเป็นเช่นไร นางรู้อยู่แก่ใจ นางไม่อยากให้ใครอื่นล่วงรู้ความผิดศีลธรรมนี้ ความร้อนรุ่มที่ยังติดอยู่ในกาย และอาการปวดเมื่อยที่ย้ำเตือนว่า มีบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วทำให้เยว่หลัวเอนกายนอนหลับตาหลีกหนีจากฝันร้ายนี้
