บทที่ 12
นางตั้งครรภ์หรือ
ยามสายหลายวันถัดมา ในตำหนักกลิ่นสมุนไพรอุ่น ๆ จากหม้อที่อาหลีคอยต้มและนำมาให้คลุ้งไปทั่ว ทว่ากลับไม่ได้กินเสียทีเมื่อบนโต๊ะนั้นอาหารยังคงไม่พร่องแม้แต่น้อย เยว่หลัวเอนกายพิงตั่ง ใบหน้าอ่อนล้าไร้สีสันไม่มีอารมณ์อยากอาหารเลยแม้แต่น้อย ดวงตางามที่เคยสดใสหม่นหมองราวไร้ชีวิตชีวา
“องค์หญิงเพคะ…ไม่เสวยอีกแล้วหรือ” อาหลีเอ่ยอย่างแผ่วเบา ดวงตากังวลมองเจ้านายที่เอาแต่นิ่งเงียบหลายวันมานี้ “หม่อมฉันเห็นพระองค์ทอดพระเนตรออกไปไกล ๆ ทุกวัน พระองค์มีเรื่องไม่สบายพระทัยอันใดหรือเพคะ?”
เยว่หลัวเพียงยกมือกดขมับ ไม่ตอบแม้สักคำ ความคิดวนเวียนไม่สิ้นสุดเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนหลังถูกพิษกำหนัดเหมือนหนามแหลมทิ่มแทง ไม่อาจสลัดหลุดได้
เสียงขันทีหน้าตำหนักดังขึ้นอีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไรในหลายวันนางก็จำไม่ได้แล้ว
“คุณชายไป๋เซียวหราน ขอเข้าเฝ้าองค์หญิงสี่พ่ะย่ะค่ะ”
อาหลีเหลียวมองอย่างลำบากใจ “องค์หญิง… หากปฏิเสธอีก เกรงว่าผู้คนจะเริ่มนินทา...”
ไป๋เซียวหรานมาขอเข้าเฝ้านางหลายวันแล้วไม่มีวันไหนที่นางให้เขาเฝ้าเลยสักวัน
เยว่หลัวหลับตาลงสูดลมหายใจลึก ก่อนลืมตาขึ้นด้วยสายตาที่เรียบสงบ “เช่นนั้น…ให้เขาเข้ามาเถิด”
บานประตูเปิดออก เผยร่างชายหนุ่มผู้เคยเป็นดั่งดวงใจของร่างเดิม ไป๋เซียวหรานก้าวเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาสะท้อนแววตาประหลาดใจทันทีที่เห็นนางที่แปลกตากว่าทุกครา
เยว่หลัวไม่ได้แต่งกายด้วยชุดงดงามประณีตเช่นทุกครั้ง หากแต่เป็นเพียงอาภรณ์ผ้าไหมสีอ่อนธรรมดา เส้นผมดำปล่อยสยายตามธรรมชาติไร้การจัดทรง ดวงหน้างามไม่ประดับเครื่องประดับสักชิ้น กลับดูบริสุทธิ์ละมุนตาอย่างที่เขาไม่เคยเห็น
เขาพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบหลังตั้งสติได้
“องค์หญิงสี่ หม่อมฉันมาเพื่อพูดเรื่องการหย่าของเรา…พระองค์ก็รู้ดีว่าการหย่าครานั้นกระหม่อมไม่ได้รู้เห็นด้วยแม้แต่น้อย หากพระองค์เสด็จกลับไปตอนนี้หม่อมฉันจะอภัยให้ทั้งหมด”
เยว่หลัวเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักกลับนิ่งเย็นจนเขาสะท้านในอก
“คุณชายไป๋กล่าวราวกับว่าข้าจำเป็นจ้องไปง้อท่าน!” นางเอ่ยเบา ๆ แต่ทุกถ้อยคำกลับบาดลึก “ที่ผ่านมาข้ามอบทั้งใจ ทั้งทรัพย์สินให้ ท่านตอบแทนเพียงความเฉยชาและการย่ำยีศักดิ์ศรี ข้า… บัดนี้ข้าไม่คิดเหลียวหลังอีกแล้ว อย่าได้คุยเรื่องนี้กันอีกเลย”
ไป๋เซียวหรานชะงักสีหน้าหม่นวูบลงทันที หญิงสาวตรงหน้ามิใช่คนเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่สตรีที่เคยคอยตามติด วิ่งไล่ตามเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
...แต่เป็นองค์หญิงสี่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างสง่างามและห่างไกลเกินเอื้อม
หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางเปลี่ยนไป… เป็นองค์หญิงสี่ที่เขาอยากจะเชยชมมากกว่าเก่าก่อนเสียอีก
ทว่าทิฐิและศักดิ์ศรียังคงกดทับให้เขาไม่อาจยอมรับความรู้สึกว่าสนใจนางออกมได้
“...ใจคนยากเปลี่ยนนักองค์หญิงไม่คิดเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ในหัวของไป๋เซียวหรานยังคิดว่านางคงโกรธหนักกว่าทุกคราจึงใช้เวลางอนนาน เขาก็ไม่คิดโอ้เอ้ไปให้เสียเวลามากกว่านี้
เยว่หลัวหัวเราะเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าไม่ใช่จากเรื่องของเขาแต่เป็นเรื่องอื่นมากกว่า ทว่าท่าทีเหนื่อยอ่อนนี้กลับทำให้ใครบางคนคิดเข้าข้างตนเองเสียแล้ว
“คุณชาย ข้าอยู่ได้โดยไม่ต้องมีท่านได้สบาย โปรดกลับไปเถิด” นางลุกขึ้นหันหลังให้เขาอย่างเด็ดขาด
“กระหม่อมทูลลา องค์หญิงอยู่ที่นี่ก็ทรงดูแลพลานามัยด้วย”
ไป๋เซียวหรานก้าวออกจากตำหนักด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยแต่แววตาเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
แม้ท่าทีของนางที่ไม่แล ดูไม่ใส่ใจ ไม่เหลียวมองเขาแม้แต่เพียงแวบเดียว จะทำให้เหมือนว่านางตัดใจได้แล้ว ทว่านั้นมันช่างตรงกันข้ามกับความเป็นอยู่และสีหน้าที่ยากปิดบังยิ่งนัก
“หึ…ก็แค่สตรีในกำมือผู้หนึ่ง ข้าจะสนใจไปไย ของ ๆ ข้าอย่างไรก็คือของ ๆ ข้าอยู่วันยังค่ำ”
เขาพึมพำทว่าเสียงกลับสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างไม่ทราบสาเหตุ
หลายคืนแล้วที่เยว่ไม่อาจข่มตาหลับสนิทได้ เพราะมีอาการคลื่นไส้แทรกขึ้นบ่อยครั้ง สายตาของอาหลีที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ เต็มไปด้วยความกังวลอยากจะไปตามหมอหลวงมาตรวจอาการแต่ก็ถูกเจ้านายของตนห้ามเสียทุกครา
จนกระทั้งผ่านมาหลายวันร่างกายที่เครียดหนักผสมกับไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอก็ทำให้ทรุดหนักลงทุกที สาเหตุที่เยว่หลัวไม่ให้อาหลีไปตามหมอมาตรวจนั้นเป็นเพราะนางหวาดหวั่นยิ่งกลัวว่านางจะตั้งครรภ์… แน่นอนว่าพ่อของเด็กจะเป็นใครไปไม่ได้หากไม่ใช่อาของนางเอง !
ยิ่งคิดก็ยิ่งใจสั่น ทั้งกลัว ทั้งอับอาย จินตนาการถึงวันที่ทุกคนรู้ว่านางมีสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับอาคนในสายเลือดเดียวกันแล้วก็ทำให้นางร้องไห้ออกมาจนพาลให้ร่างกายอ่อนแอจนหมดสติลงในวันหนึ่ง
ครานี้อาหลีไม่ขออนุญาตเยว่หลัวอีกแล้ว นางรีบไปตามหมอหลวงมาตรวจอาการอย่างรวดเร็ว เยว่หลัวฟื้นพอมีสติก็ถูกหมอหลวงจับชีพจรเรียบร้อยแล้ว
“องค์หญิงมิได้ประชวรหนักพ่ะย่ะค่ะ...”
ก็ใช่น่ะสิ ข้าไม่ได้ป่วยแต่เป็นอาการแพ้ครรภ์ต่างหาก... ในเมื่อเรื่องนี้จะไม่อาจปิดบังได้ต่อไปแล้วนางก็คิดแผนสำรองเลยแล้วกัน
เยว่หลัวปิดเปลือกตาลงเงี่ยหูฟังเสียงของหมอหลวง
“ที่ทรงประชวรเช่นนี้เป็นเพราะความกังวลและความเครียดสะสม ทำให้กระเพาะมิอาจรับอาหารได้ตามปกติ จึงเกิดอาการอาเจียนและอ่อนเพลีย หากพักผ่อนและคลายใจบ้างก็จะค่อย ๆ ทุเลาพ่ะย่ะค่ะ”
เยว่หลัวที่นอนหลับตาลืมตาขึ้นโดยพลัน นางมองหมอหลวงที่เดินออกไปโดยมีอาหลีตามติดเพื่อรอสูตรบำรุงร่างกายให้นาง จนกระทั่งในห้องเหลือเพียงนางเพียงคนเดียว น้ำตาสีใสไหลออกมาอย่างมิอาจห้ามได้
เยว่หลัวลืมตาค่อย ๆ ผ่อนหายใจออกยาว ความกังวลหนักหน่วงคลายไปแล้ว ดวงตาที่ขุ่นหมองปรากฏแววโล่งอก
ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มที่เห็นได้คราหนึ่งในรอบหลายวันมานี้ บางทีหากนางไม่หนีปัญหาก็คงไม่ต้องเครียดหนักเช่นนี้...
ที่ผ่านมาจะเกิดอะไรก็ชั่งแต่นับแต่นี้เยว่หลัวคนเดิมจะกลับมาทวงคืนความสุขแล้ว...
