บท
ตั้งค่า

9

ที่นางบอกว่าป่วยก็คือป่วยจริง ๆ เพราะหลังจากนั้นนางก็เอาแต่นอนซมจับไข้อยู่บนเตียงด้วยพิษไข้ ตอนจูซินช่วยเช็ดตัวให้นาง อีกฝ่ายเห็นร่องรอยต่าง ๆ บนกายนางแล้ว แต่กระนั้นก็ปิดปากเงียบไม่เอ่ยถามสิ่งใด อีกทั้งยังเป็นคนจัดการดูแลนางด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด ทำให้ในงานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพ องค์หญิงเยียนจือจิ้งแทบไม่ปรากฏตัวให้ผู้ใดพบเห็น

ในขณะที่วันเกิดของเสด็จพ่อมีงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ข้ามวันข้ามคืน แต่วันเกิดของนางซึ่งตรงกับวันที่สิบห้าเดือนเจ็ด เทศกาลจงหยวน

กลับไม่เคยถูกจัดอย่างสมเกียรติเลยสักครั้ง มีเพียงการส่งสิ่งของล้ำค่ามาประดับตำหนักประชดประชันความเอาแต่ใจของนางเท่านั้น นางเคยแอบคิดว่าคงเป็นเพราะตนเกิดในวันอัปมงคลปล่อยผี วังหลวงจึงละเลยหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึง

กระทั่งเข้าวันที่สาม ร่างกายนางจึงดีขึ้นบ้างแล้ว แต่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ปกติแล้วเสด็จพ่อและเสด็จพี่จะเป็นห่วงนางมากที่สุด ทุกครั้งที่รู้ว่านางล้มป่วย แม้จะทรงงานยุ่งเพียงไรก็มักจะเจียดเวลาเล็กน้อยมาพบนางเสมอ แต่นี่ผ่านมาถึงสามวันแล้วกลับไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนสักคน แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเวลานี้กำลังมีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของเสด็จพ่อ ทั้งสองพระองค์อาจจะกำลังยุ่งวุ่นวายกับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอยู่ก็เป็นได้

เยียนจือจิ้งคิดในแง่ดี ที่พวกเขาไม่ปรากฏตัวอาจเป็นเพราะกำลังทำหน้าที่อันหนักหน่วงแทนนางอย่างไรเล่า...

นับตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งวันนี้ก็ผ่านมาแล้วถึงสามวัน แต่ทว่าเสิ่นเสว่หยางกลับไม่สามารถหาร่องรอยของสตรีผู้นั้นได้เลย นางหายตัวไปราวกับหมอกควันในคืนนั้น หากไม่ใช่เพราะเห็นรอยฟันฝังลึกที่แขน เขาคงจะเชื่อไปแล้วว่าค่ำคืนอันเร่าร้อนนั้นเขาอาจจะแค่เพียงฝันไป

ปกติแล้วเขาไม่โปรดปรานการร่วมงานเลี้ยง แต่ในระยะเวลาสามวันหลังจากที่เกิดเรื่องในวันนั้น เขากลับเข้าร่วมทุกวันไม่มีขาด อีกทั้งยังคอยสังเกตสตรีในวังหลวง ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงและสามารถเข้านอกออกในวังหลังได้ แต่ทว่ากลับไม่พบว่ามีสตรีใดมีร่องรอยอย่างที่เขาพยายามตีตราเอาไว้บนกายนางเลยสักคนเดียว

เสิ่นเสว่หยางกวาดสายตามองเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในงานเลี้ยงด้วยความหงุดหงิดใจที่เพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ สตรีในวังหลวงต้าเยียนส่วนใหญ่ล้วนสวมใส่อาภรณ์พิธีการหนาหนักเพื่อต้อนรับฤดูหนาวที่กำลังจะผ่านพ้น เสื้อคลุมตัวยาวปิดชิดขึ้นไปจนถึงลำคอและคลุมยาวไปจนถึงข้อมืออย่างเรียบร้อย ทำให้ความหวังที่จะมองหารอยตราประทับสีแดงกุหลาบที่เขาจงใจฝากไว้บนผิวเนื้อนุ่มของนางกลายเป็นเรื่องยากเย็น

ทว่า จู่ ๆ ราวกับมีประกายไฟวาบผ่านเข้ามาในหัวสมองอันมืดมน เสิ่นเสว่หยางชะงักงันไปชั่วอึดใจเมื่อนึกขึ้นได้ถึงรายละเอียดสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่เขามองข้ามไปตลอดสามวันมานี้

นอกจากรอยตีตราประทับและรอยฟันบนแขนของเขาแล้ว... มือข้างหนึ่งของนางยังพันแผลเอาไว้ด้วยผ้าพันแผลผืนหนา!

ความรู้สึกสากระคายของเนื้อผ้าหยาบ ๆ ที่เฉียดผ่านต้นคอแกร่งของเขาในยามที่นางเอื้อมมือขึ้นเหนี่ยวรั้งคล้องคอเขาลงไปจูบอย่างเร่าร้อน

รวมถึงยามที่เขาดึงมือน้อยข้างนั้นมากุมประสานไว้หลังเสร็จสิ้นบทรักครั้งแรก สัมผัสถึงความอุ่นวาบของพิษไข้จากรอยแผลพุพองด้านใน

ทุกความทรงจำอันวาบหวามพลันแล่นย้อนกลับมาอย่างแจ่มชัด

ใช่แล้ว! สตรีนางนั้นได้รับบาดเจ็บที่มือจนต้องพันผ้าสีขาวเอาไว้

สายตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวของลิ่นอ๋องพลันเปลี่ยนทิศทางทันที จากที่คอยลอบมองซอกคอและลาดไหล่ของสตรีแต่ละนางอย่างเสียมารยาท เขาเปลี่ยนมากวาดสายตาจับจ้องไปที่ข้อมือและหลังมือของพวกนางแทน

หากใช้เบาะแสเรื่องผ้าพันแผลที่มือ ขอบเขตการค้นหาหญิงสาวผู้ลึกลับในคืนนั้นย่อมแคบลงทันตาเห็น!

แต่ยิ่งผ่านมานานหลายวัน เบาะแสของนางก็ยิ่งค่อย ๆ จางหายไปเรื่อย ๆ เสิ่นเสว่หยางรู้สึกมืดแปดด้านจริง ๆ

“ผ่านมาสามวันแล้ว แต่องค์หญิงอิ๋งซางกลับไม่ปรากฏตัวเลยสักวัน” เสียงของสตรีนางผู้หนึ่งพูดขึ้น

เสิ่นเสว่หยางเบื่อหน่ายชื่อเสียงของสตรีผู้นี้เต็มที ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็มีแต่ข่าวเสียหายของนาง แต่มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกแปลกอยู่หนึ่งเรื่อง ได้ยินว่าองค์จักรพรรดิโปรดปรานองค์หญิงอิ๋งซางมากมิใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้นางถูกนินทาว่าร้ายจนชื่อเสียงเสียหายถึงเพียงนี้เล่า หรือจริง ๆ พระองค์ทรงห้ามแล้วแต่มันเปรียบเสมือนกระดาษที่ห่อไฟ ไม่ว่าจะห่อหุ้มความชั่วร้ายของนางเอาไว้มิดชิดเพียงไรก็ห่อได้ไม่มิด

เรื่องนั้นอาจจะเป็นจริงอย่างที่เสิ่นเสว่หยางคิดเอาไว้ก็ได้

“เจ้ารู้หรือไม่ เขาว่ากันว่าองค์หญิงอิ๋งซาง ไม่ใช่พระธิดาของฝ่าบาทล่ะ”

เสิ่นเสว่หยางที่กำลังจะเดินจากไปจากที่ตรงนั้นเพราะรำคาญเสียงซุบซิบนินทากลับหยุดชะงักงัน เพราะดันมีเรื่องน่าสนใจลอยมาให้ได้ยิน เขาอยากรู้เหมือนกันว่าพวกนางจะพูดถึงเรื่องนี้เช่นไร
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel