องค์หญิงตัวร้ายมิปรารถนาความรัก

28.0K · อัพเดทล่าสุด
รอรีวัน
20
บท
40
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

หลังค่ำคืนอันวุ่นวาย เยียนจือจิ้งเลือกเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับ นางไม่คิดเรียกร้องความรับผิดชอบจากเขา และยิ่งไม่คิดฝากชีวิตไว้กับบุรุษที่เกลียดชังนาง เยียนจือจิ้งคือองค์หญิงผู้เอาแต่ใจแห่งต้าเยียน ในค่ำคืนวันนั้นนางถูกมือดีวางยาปลุกกำหนัด และเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงจึงได้รู้ว่าบุรุษที่นอนร่วมเตียงกับนางคือเสิ่นเสว่หยาง ลิ่นอ๋อง เทพสงครามแห่งแคว้นเป่ยชางที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เกลียดชังนางเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่าความผิดพลาดในค่ำคืนวันนั้น กลับก่อเกิดสายสัมพันธ์ลับ ๆ ที่ผูกมัดโยงใยทั้งนางและเขาเอาไว้ด้วยกันอย่างที่นางเองก็ไม่ทันจะได้รู้ตัว

นิยายจีนโบราณแม่ทัพองค์หญิงกลอุบายในวังพาลูกกหนีจีนโบราณมีลูกดราม่าโรแมนติก18+

1

“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ เขาว่ากันว่าองค์หญิงอิ๋งซางมักจะพาบุรุษไปร่วมหลับนอนในตำหนักของนางอยู่เป็นประจำ”

“เขาว่ากันว่าพวกราชองครักษ์ประจำวังหลวง หากใครหน้าตาดีหน่อยก็มักจะถูกนางเรียกใช้งานไม่ขาด”

“พูดแล้วข้าก็อยากเป็นชายบำเรอขององค์หญิงอิ๋งซางบ้างเสียจริง”

“เจ้ามันหน้าตาอัปลักษณ์ มีหรือจะได้เป็นชายบำเรอของนาง ฝันไปเถอะ!”

ข่าวลือคาวโลกีย์เกี่ยวกับองค์หญิงอิ๋งซางเป็นที่กล่าวถึงทั่วทั้งเมืองหลวงต้าเยียน ทันทีที่เสิ่นเสว่หยางเหยียบย่างเข้าสู่แผ่นดินเยียนก็ได้ยินชื่อเสียงฉาวโฉ่ของนางไม่หยุดไม่หย่อน ว่ากันว่าเยียนจือจิ้งเป็นองค์หญิงที่มีรูปโฉมงดงามล่มเมือง แต่กลับถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตั้งแต่ยังเยาว์ ทำให้นางมีนิสัยเอาแต่ใจตนเองอย่างร้ายกาจ

นอกจากความงดงามแล้ว เรื่องราวพฤติกรรมอันเหลวแหลกของนางยังคงลือเข้าหูเขาไม่ขาดสาย เสิ่นเสว่หยางที่นั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่ได้แต่ทอดถอนใจอย่างเบื่อหน่าย

เพราะเชื้อพระวงศ์เป็นเช่นนี้ บ้านเมืองจึงอ่อนแอ นางเสวยสุขอยู่บนความทุกข์ยากของประชาชน เสิ่นเสว่หยางมองไม่เห็นเลยว่าในวันข้างหน้าแผ่นดินเยียนจะมีชะตากรรมเป็นเช่นไร นอกจากชื่อเสียงขององค์หญิงแล้ว ยังมีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับความเชื่อด้านโชคลางของฮ่องเต้ต้าเยียน ที่ทุกอย่างต้องพึ่งพิงสำนักพรต จนทำให้พวกเขามีอิทธิพลเทียบเท่ากับขุนนางขั้นหนึ่ง

นั่นทำให้เสิ่นเสว่หยางนึกถึงเรื่องราวของแคว้นที่ล่มสลายไปแล้วในอดีต หากไม่ใช่เพราะขันทีชั่ว ก็เพราะขุนนางชั่ว ผนวกกับความโง่เง่าเบาปัญญาของกษัตริย์ ซึ่งย่อมทำให้บ้านเมืองฉิบหายล่มจมในท้ายที่สุด

ความจริงหากไม่ใช่เพราะเขาเล่นหมากกระดานนั้นแพ้ฮ่องเต้แห่งแคว้นตนเอง วันนี้เขาก็คงไม่ได้มาเหยียบแผ่นดินเยียนให้รู้สึกเป็นเสนียด กลับไปคงต้องอาบน้ำสักหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้กลิ่นอายน่ารังเกียจบนแผ่นดินเยียนจางหายไปเสียที

 

อาการวิงเวียนเริ่มต้นขึ้นหลังจากนางดื่มสุราจอกนั้น เยียนจือจิ้งปรายตาไปยังเสด็จพ่อที่ประทับอยู่บนพระที่นั่งอันสง่างาม หญิงสาวเห็นสายตาของพระองค์จ้องมองกลับมาเฉกเช่นเดียวกัน

“องค์หญิงเมามายเช่นนี้ได้อย่างไรกัน” พระสุรเสียงของพระบิดาดังขึ้น โดยที่น้ำเสียงนั้นเจือความตำหนิเล็กน้อย

“หม่อมฉัน...” นางกำลังจะเอ่ยปากบอกว่าดื่มไปเพียงหนึ่งจอกเท่านั้น ปกติแล้วนางดื่มสุราแทนน้ำหมดเป็นสิบไหก็หาได้เคยเมาไม่ เหตุใดเมื่อดื่มสุราไปเพียงจอกเล็ก ๆ จอกเดียวจึงเมามายเช่นนี้ได้

เพล้ง!

อีกฝั่งหนึ่งของงานเลี้ยงเกิดเสียงดังขึ้น เยียนจือจิ้งพยุงสติของตนเองและมองไปยังภาพเหตุการณ์ตรงหน้า นางกำนัลผู้หนึ่งไม่ทันได้ระมัดระวังตนเอง เผลอทำกาสุราตกใส่ใครสักคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น หญิงสาวพยายามนึกให้ออกว่าที่ตรงนั้นเป็นที่นั่งของอาคันตุกะจากที่ใด กระทั่งได้ยินนางกำนัลผู้นั้นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“...อ๋อง หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ”

อ๋อง! ก่อนหน้าคำว่าอ๋อง นางกล่าวคำว่าอันใดนะ น่าเสียดายที่เยียนจือจิ้งฟังคำแรกไม่ได้ยิน ท่ามกลางภาพตรงหน้าที่เลือนราง นางเห็นบุรุษผู้หนึ่งลุกขึ้นยืน ค้อมกายถวายบังคมให้เสด็จพ่อหนึ่งครั้ง จากนั้นจึงเดินช้า ๆ เนิบนาบออกไปจากโถงจัดเลี้ยง

“...” หลังจากเขาจากไป เยียนจือจิ้งผินหน้ากลับไปมองยังองค์จักรพรรดิที่ประทับอยู่ที่เดิม นางเห็นเสด็จพ่อหันไปออกคำสั่งบางอย่างกับสือเชี่ยน ซึ่งเป็นขันทีข้างกายประจำพระองค์ อีกฝ่ายพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเดินลงมาหานาง

“องค์หญิง... ฝ่าบาทตรัสว่าพระองค์ทรงเมามายมากแล้ว กลับตำหนักเถิดพ่ะย่ะค่ะ” สือเชี่ยนกระซิบเสียงแผ่ว

ยังไม่ทันที่เยียนจือจิ้งจะได้กล่าวคำพูดใดออกไป ขันทีสองคนก็ค่อย ๆ พยุงนางให้ลุกขึ้นยืนช้า ๆ

หลังจากถูกนางกำนัลทำกาสุราหกรดเสื้อผ้าจนกลิ่นสุราคละคลุ้งติดกาย เสิ่นเสว่หยางจำใจลุกขึ้นจากที่นั่งเดินออกไปจากงานเลี้ยง เพื่อกลับตำหนักรับรองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความจริงเขาก็ตั้งใจจะหาทางออกมาจากงานเลี้ยงแสนน่าเบื่อนั่นเต็มทีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อสบโอกาสเสิ่นเสว่หยางจึงไม่อิดออดและรีบเร่งออกมาในทันที

ระหว่างเดินทางเพื่อกลับตำหนักรับรองอยู่นั้น จู่ ๆ อากาศรอบตัวก็พลันเกิดหมอกหนาเข้าปกคลุม อาจจะเป็นเพราะนี่เป็นปลายเหมันต์ที่ใกล้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิเต็มที กอปรกับอากาศต้าเยียนเองก็มีความชื้นสูงยิ่งนักจึงไม่แปลกที่จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น

เสิ่นเสว่หยางเร่งรุดเดินเร็วยิ่งกว่าเดิม เพราะอยากไปให้ถึงตำหนักเต็มที แต่เดินมาได้ไม่นาน อาการรุ่มร้อนแปลก ๆ ก็เข้าเล่นงานอย่างไม่ทราบสาเหตุ ภาพตรงหน้าพร่ามัวลงทุกขณะ ยิ่งออกแรงเดินมากเท่าไร อาการก็ยิ่งกำเริบหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ

สติที่เคยมีอยู่เริ่มเลือนรางเต็มที แต่ในชั่วเวลาพริบตาเดียวหมอกหนาพวกนั้นก็จางหายไป เสิ่นเสว่หยางงุนงง ไม่รู้ว่าตนเองเดินหลงทางมาอยู่ที่ใดกันแน่

หมอกควันเหล่านั้นคล้ายกับต้องการนำทางเขาไปที่ใดสักแห่ง เมื่อพวกมันทำหน้าที่ของตนเองเสร็จสิ้นก็สลายหายไป ถึงตอนนี้เสิ่นเสว่หยางจึงได้รู้ว่าตนกำลังถูกวางยาอย่างไม่ต้องคาดเดา

“ช่วยด้วย”