10
“ข้าก็ได้ยินมา... ท่านป้าของข้าในสมัยอดีต ก่อนที่ฮองเฮาจะสวรรคตเคยเข้าเฝ้าฮองเฮาอยู่หลายครั้ง นางมักจะพูดอยู่บ่อย ๆ ว่าองค์หญิงอิ๋งซางหน้าตาไม่คล้ายกับฮองเฮาเลยสักนิด” นางเอ่ย
“พูดแล้วข้าเองก็เพิ่งจะสังเกต ว่านางเองก็ไม่ได้คล้ายกับองค์จักรพรรดิเช่นกัน หากเปรียบเทียบกับองค์รัชทายาทแล้ว พระองค์นั้นกลับมีความสง่างามคล้ายกับฝ่าบาทยิ่งกว่า”
“หรือจริง ๆ แล้วนางเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง”
สตรีเหล่านั้นกล่าวจบก็หัวเราะคิกคักเดินจากไป
“สามวัน” ฉีอิงเอ่ยขึ้น
“...” เสิ่นเสว่หยางผินหน้าหันกลับมามองที่องครักษ์ของตน
“ในบทสนทนาของพวกนางบอกว่า องค์หญิงอิ๋งซางทรงไม่ได้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงเป็นเวลาสามวันแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ใช่นาง” ฉีอิงยังไม่ทันจะได้เอ่ยเรื่องใดต่อ เสิ่นเสว่หยางก็พูดแทรกขึ้นเสียงแข็ง
“พระองค์มั่นใจได้อย่างไรว่าไม่ใช่นาง แล้วถ้าหากสุดท้ายแล้วเป็นนางเล่าพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อฉีอิงกล่าวประโยคนั้นจบ ใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นนายก็ดำคล้ำขึ้นมาเพราะโทสะในทันที
ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อนตอนที่ลิ่นอ๋องเสด็จมาถึงเมืองหลวงต้าเยียนแรก ๆ องค์หญิงอิ๋งซางเป็นคนมาต้อนรับเขาด้วยตนเอง กิริยามารยาทไม่ได้มีสิ่งใดผิดปกติ แม้นางจะขึ้นชื่อเรื่องมีนิสัยเอาแต่ใจ แต่ก็ปฏิบัติตนได้เหมาะสมตามธรรมเนียม
ตอนที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น กลับมีนางกำนัลผู้หนึ่งทำน้ำชาร้อน ๆ หกรดมือของนาง เยียนจือจิ้งชักมือกลับแล้วตบหน้าของนางกำนัลผู้นั้นจนอีกฝ่ายล้มคว่ำ โดยไม่สนใจว่าใครจะมองนางอยู่ก็ตาม
“ไม่มีตาหรืออย่างไร” เยียนจือจิ้งแผดเสียงดังลั่น
“องค์หญิงหม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ” นางกำนัลผู้น่าสงสารโขกศีรษะกับพื้นหินอยู่หลายครั้งจนหน้าผากช้ำเลือด
เสิ่นเสว่หยางยืนดูเงียบ ๆ เห็นนางแล้วทำให้นึกเปรียบเทียบกับหลาน ๆ ของเขาที่เป่ยชาง พวกนางไม่มีใครมีกิริยามารยาทต่ำทรามเช่นนางสักคน
ขันทีและนางกำนัลของเยียนจือจิ้งสองคนรีบพุ่งตรงไปดูที่มือของนาง เป็นเพราะพวกเขายืนบังทำให้เสิ่นเสว่หยางมองไม่เห็นว่านางได้รับบาดเจ็บเพียงไร แต่โดยปกติแล้วน้ำชามักจะไม่ร้อนจนเกินไปอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เขาเดาว่านางก็แค่เล่นใหญ่ไปเองเท่านั้น
หลังจากทั้งสองคนยืนดูบาดแผลที่มือของผู้เป็นนายแล้ว ขันทีประจำกายของนางก็หันมาออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
“บ่าวชั้นต่ำผู้นี้ ทำให้องค์หญิงอิ๋งซางได้รับบาดเจ็บ ให้นำตัวไปโบยหนึ่งร้อยไม้ หากไม่ตายองค์หญิงจะไม่เอาความ”
นางกำนัลตัวเล็ก ๆ เมื่อทราบว่าตนเองจะถูกโบยถึงหนึ่งร้อยไม้ก็ร่ำไห้น้ำตานองหน้า
“องค์หญิงหม่อมฉันผิดไปแล้ว องค์หญิงหม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ องค์หญิงให้อภัยหม่อมฉันด้วย”
ลงโทษโบยหนึ่งร้อยไม้หากไม่ตายจะต้องพิการอย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องของต้าเยียน แน่นอนว่าเสิ่นเสว่หยางจะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้
หลังจากนางกำนัลผู้นั้นถูกลากออกไปนางก็เดินเข้ามาถามไถ่
“ท่านอ๋อง ทรงตกใจหรือไม่เพคะ” เยียนจือจิ้งเดินเข้ามาสอบถาม เพราะนางสอดมือข้างที่ได้รับบาดเจ็บเข้าไปใต้แขนเสื้อ เสิ่นเสว่หยางจึงมองไม่เห็นว่าบาดแผลของนางหนักเพียงไร
ดูจากสีหน้าท่าทางที่ยังคงปกติดี เดาว่าคงไม่หนักสักเท่าไร
“ตกใจ? ข้าผ่านความเป็นความตายกลางสนามรบมานับไม่ถ้วน ย่อมไม่ตกใจกับเลือดของบ่าวไพร่ เพียงแต่... กำลังนึกเลื่อมใสในความเมตตาขององค์หญิงต่างหาก บาดแผลเพียงน้อยนิดกลับประทานรางวัลให้ถึงหนึ่งร้อยไม้ ช่างเป็นพระกรุณาที่ยิ่งใหญ่ นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาแล้ว”
พูดออกไปแล้วบรรยากาศรอบด้านกลับเงียบกริบ เสิ่นเสว่หยางเห็นร่องรอยความขุ่นเคืองพาดผ่านใบหน้างดงามที่กำลังแสร้งยิ้ม
“เพคะ” เยียนจือจิ้งยิ้มรับตอบแค่เพียงสั้น ๆ จากนั้นผายมือส่งเขาเดินทางไปยังตำหนักรับรองในทันที
สิ่งที่ฉีอิงกล่าวมานั้นก็พอจะมีเหตุผล ทำให้เสิ่นเสว่หยางฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าแล้วถ้าหากเป็นนางจริง ๆ เล่าเขาจะทำอย่างไร เขาจึงพยายามไม่ยอมรับความจริงที่ว่าสตรีในค่ำคืนนั้นอาจจะเป็นนาง แม้จะคิดเช่นนั้น แต่เขาก็มิอาจขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านพวกนั้นออกไปจากสมองของตนเองได้เลย
เข้าสู่วันที่สี่อาการของนางจึงดีขึ้น แม้จะล้มป่วยจับไข้ไปหลายวัน แต่นางมีเรื่องสำคัญที่จะต้องเล่าให้เสด็จพี่ฟัง เรื่องที่สือเชี่ยนวางยาและอาจจะกำลังคิดแผนการใหญ่นั้น นางจะต้องเล่าให้เสด็จพี่ฟังให้ได้ ร่างเล็กสวมอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว ก็เร่งรีบออกเดินทางไปยังตำหนักบูรพาในทันที
โชคดีที่วันนี้เสด็จพี่ออกไปประชุมราชกิจช้ากว่าปกติ ทำให้นางมาทันได้พบเขาพอดี
“เสด็จพี่” ครั้นเห็นหน้าพี่ชาย ผู้เป็นน้องสาวก็ยิ้มร่าวิ่งเข้าไปหาเขาอย่างไม่รักษามารยาทกุลสตรี
เยียนหลิงโจวมองน้องสาวที่วิ่งอย่างรีบร้อนเข้ามาหาเขาด้วยสายตาเอ็นดู