7
ในตอนที่กำลังคิดหาวิธีการและทบทวนเรื่องราวอยู่นั้น เยียนจือจิ้งก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากหน้าตำหนักอาคเนย์ นางรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลก ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อคืนนางถูกคนวางยา อีกทั้งลิ่นอ๋องแห่งเป่ยชางมาปรากฏตัวอยู่ในห้องเดียวกับนาง หากนี่ไม่ใช่แผนการร้าย แล้วจะเป็นสิ่งใดไปได้
อีกทั้งเช้าวันนี้จู่ ๆ ก็มีคนมาเยือนตำหนักของนาง เยียนจือจิ้งคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี สุดท้ายแล้วจึงตัดสินใจใช้แป้งทาหน้าสีขาวทาริมฝีปากของตนเองให้ขาวซีด จากนั้นหยิบเสื้อคลุมหนา พร้อมผ้าพันคอมาปกปิดร่องรอยบนกายของตนเอง
“องค์หญิงอิ๋งซางอยู่ด้านในหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
นั่นเป็นเสียงของสือเชี่ยน เยียนจือจิ้งลุกขึ้นช้า ๆ กระแอมไอเบา ๆ เมื่อเห็นว่าใบหน้าของตนเองซีดเซียวเพียงไรแล้ว จึงส่งเสียงตอบรับอีกฝ่ายไป
“สือกงกงอย่างนั้นหรือ” คนตัวเล็กดัดเสียงให้แหบพร่าขานรับออกไป
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงทรงเปิดประตูให้กระหม่อมได้หรือไม่” สือเชี่ยนเอ่ยอย่างมีมารยาท
เมื่อคืนเขาสั่งให้คนพานางกลับมาที่ตำหนัก จากนั้นใช้หมอกนำทางหลอกล่อให้เสิ่นเสว่หยางมาที่นี่ หากด้านในมีคนอยู่ด้วยกันกับนาง จะต้องไม่ยอมเปิดประตูอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นก็จะได้มีข้ออ้างในการเอาเรื่องนางได้อย่างชอบธรรม
เยียนจือจิ้งมองตนเองในกระจกครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเดินช้า ๆ พลางกระแอมไอไปเปิดประตูให้แก่สือกงกง
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ” เมื่อประตูเปิดออก นางจึงได้เห็นราชองครักษ์กลุ่มหนึ่งยืนอยู่เบื้องหลัง นอกจากนั้นยังมีขันทีและนางกำนัลไม่คุ้นหน้าอีกจำนวนหนึ่ง
“ค้น!!” ผู้เป็นขันทีคลี่ยิ้มเล็กน้อย และไม่ได้เอ่ยคำใดอีกนอกจากนั้น
สือเชี่ยนพูดเพียงคำเดียว บ่าวไพร่และนางกำนัลก็เข้าค้นห้องบรรทมของนาง ส่วนราชองครักษ์คนอื่น ๆ เปิดประตูเข้าออกห้องนั้นห้องนี้ราวกับต้องการจะหาใครบางคน เยียนจือจิ้งได้แต่ภาวนาให้เสิ่นเสว่หยางตื่นและออกไปจากตำหนักแห่งนี้แล้ว
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ เหตุใดจึงเข้ามาในตำหนักของข้าเช่นนี้” ร่างเล็กแผดเสียงดังเจือความแหบพร่าอย่างเอาแต่ใจ หากนางนิ่งเงียบเกินไปจะเกิดพิรุธ หญิงสาวจึงไม่ละทิ้งนิสัยส่วนตัวของตน
“องค์หญิงอย่าทรงกริ้วเกินไป เมื่อคืนมีนางกำนัลผู้หนึ่งไปรายงานฝ่าบาท บอกว่ามีบุรุษบุกรุกพระตำหนักอาคเนย์ ฝ่าบาทได้ยินแล้วก็เป็นกังวลเกรงว่าองค์หญิงจะทรงได้รับอันตราย จึงรีบส่งคนมาตรวจสอบให้แน่ใจว่าพระองค์จะปลอดภัย” สือเชี่ยนกล่าว ใบหน้ายังคงเจือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าเป็นแผนการของสือเชี่ยนอย่างแน่นอน เยียนจือจิ้งกำหมัดแน่น แต่ไหนแต่ไรมาขันทีผู้นี้มักจะมองนางด้วยสายตาเหยียดหยามอยู่เสมอ ภายใต้สีหน้าและภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนเคารพนบนอบ แต่กลับมีบางอย่างที่แสดงออกว่ารังเกียจนางอย่างชัดเจน
“งั้นก็ดี ตรวจให้แน่ใจว่ามีใครบุกรุกหรือไม่ หากพบว่ามีคนบุกรุก เรื่องนี้เป็นความผิดของเหล่าทหารราชองครักษ์ทุกคนที่บกพร่องต่อหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้คนนอกย่างกรายเข้ามาถึงพระราชฐานชั้นใน ต่อให้พวกเจ้ามีสิบหัวก็ไม่พอให้ข้าตัด” เยียนจือจิ้งชี้หน้าด่ากราด ไม่ได้สนใจด้วยว่าสือเชี่ยนจะเป็นใครยิ่งใหญ่มาจากไหน หรือแม้กระทั่งว่าคนผู้นั้นจะเป็นคนโปรดของเสด็จพ่อหรือไม่
“...” สือเชี่ยนกัดฟันกรอด แต่กระนั้นใบหน้าของขันทีวัยกลางคนก็ยังคงเจือรอยยิ้มเย้ยหยันอยู่เช่นเคย หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่นางได้แสดงท่าทีเช่นนั้น พวกนกกระจอกที่แย่งรังของหงส์ กล้าดีอย่างไรจึงมาแสดงท่าทีเย่อหยิ่งเช่นนี้
แต่พวกองครักษ์ชั้นต่ำพวกนั้นค้นหาทั่วตำหนักอาคเนย์อยู่นาน ก็ไม่มีทีท่าว่าจะพบสิ่งใดผิดปกติ สือเชี่ยนเริ่มร้อนใจ เมื่อคืนนี้หมอกอาคมได้นำทางให้เสิ่นเสว่หยางเดินมาจนถึงตำหนักแล้ว ผู้ที่ต้องฤทธิ์หมอกอาคมจะส่งผลให้สติเลอะเลือนไปชั่วขณะ อีกทั้งเขายังถูกวางยาปลุกกำหนัด อย่างไรก็คงหนีไปไหนไม่รอด
นางยืนมองอยู่นาน แต่ทว่าก็ไม่มีวี่แววว่าคนที่สือเชี่ยนนำมาจะค้นพบหลักฐานใดเอาผิดนาง ในใจของเยียนจือจิ้งจึงรู้สึกโล่งใจอยู่ไม่น้อยที่พวกเขาหาเสิ่นเสว่หยางไม่พบ แม้จะเป็นห้องพักเล็ก ๆ ที่นางใช้ร่วมกับเขาเมื่อคืนก็ตาม นั่นแสดงว่าเขาจากไปแล้วและไม่เหลือร่องรอยใด ๆ ให้เห็นอีกด้วย
“พบใครหรือไม่” เยียนจือจิ้งแผดเสียงแหบพร่าของตน ตวาดใส่สือเชี่ยนอย่างไม่ไว้หน้า
เป็นเวลาเดียวกันกับที่เหล่าองครักษ์และนางกำนัลต่างก็กลับมารวมตัวกันที่ลานกว้างในตำหนัก สือเชี่ยนเดินไปสอบถาม แล้วทุกคนก็เอาแต่ส่ายหน้า เป็นการยืนยันว่าไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ในตำหนักของนาง เมื่อรู้ตนว่าคว้าน้ำเหลว สือเชี่ยนจึงหันกลับไปโค้งกายให้กับสตรีเจ้าตำหนักอย่างนอบน้อม
“ไม่พบพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของสือเชี่ยนไม่ดีนัก นางมองย้อนกลับเข้าไปในห้องบรรทมของตนเองที่ถูกค้นจนข้าวของกระจัดกระจายแล้วอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะต้องการหาเหตุผลให้ได้ว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร นางจะปล่อยเขาไปก่อน
“อย่างไร การที่สือกงกงทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะต้องการหาตัวคนร้ายผู้บุกรุก เพราะเจ้าเป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของเสด็จพ่อ เช่นนั้นข้าจะไม่เอาเรื่อง”
เมื่อถูกเปรียบเทียบกับสุนัข สีหน้าของสือเชี่ยนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ในเมื่อวันนี้จับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นางก็เป็นเพียงนกกระจอกตัวหนึ่งเท่านั้น
“ขอบพระทัยองค์หญิงอิ๋งซาง” จากนั้นก็โบกมือเพียงครั้ง ผู้คนที่เต็มตำหนักเมื่อครู่นี้จึงค่อย ๆ ทยอยพากันออกไป
