บทที่ 3.2
“แต่เห็นชัดว่าพวกนางจงใจเข้าหาท่าน”
“อย่างน้อยพวกนางก็มาอย่างเปิดเผย”
“จนมีพิรุธ” หานเยี่ยนหรงต่อประโยคให้ผู้เป็นพี่สาว
“ฉลาด” หานเชี่ยนหนิงหัวเราะ “เรารู้อยู่แล้วว่าพวกนางมีจุดประสงค์ เลี่ยงไปแล้วก็ไม่เกิดผลดีอะไร อย่างน้อยผูกมิตรเอาไว้ ยังดีกว่าสร้างศัตรู”
“ถึงท่านจะพูดถูกแต่ข้ากลับไม่ชอบเอาเสียเลย ดูพวกนางจงใจแต่งตัวมาโอ้อวดเช่นนี้ จะบอกว่าบังเอิญผ่านมาแต่เช้าตรู่ถึงเพียงนั้นแต่กลับแต่งกายประณีตงดงาม”
มองใบหน้าบูดบึ้งของน้องสาว หานเชี่ยนหนิงก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา นางเองก็ตระหนักแต่เรื่องเช่นนี้เลี่ยงไปจะได้สักกี่ครั้งเล่า
นางเป็นบุตรสาวเจ้าเมือง จะอย่างไรก็ต้องคบหาสตรีจากตระกูลต่างๆ ทำหน้าที่ในส่วนที่มารดาไม่อาจทำได้
“วันนี้ตอนเที่ยงเราไปส่งอาหารกลางวันให้ท่านพ่อด้วยกัน ยังมีมือปราบทั้งสี่คนที่เพิ่งย้ายมา”
“ข้ากำชับเอาไว้เรียบร้อยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเราไปดูกันเถิด อย่างน้อยคงต้องลงมือทำเองสักสองอย่างเพื่อแสดงความจริงใจ”
“ท่านจะลงครัวเองหรือเจ้าคะ!”
“ดีใจอะไรกัน มิใช่ทำให้เจ้า แต่ทำอาหารกลางวันไปยังที่ว่าการต่างหาก”
หานเยี่ยนหรงหัวเราะ ก่อนแอบคิดในใจว่านางไม่มีทางพลาด อย่างน้อยต้องแอบชิมอาหารที่พี่สาวทำอย่างแน่นอน!!!
ง่วนอยู่ในครัวครู่ใหญ่ ในที่สุดหานเชี่ยนหนิงและน้องสาวก็นั่งรถม้ามายังที่ว่าการ หลังจากจัดโต๊ะเสร็จน้ องสาวซึ่งบอกว่าจะไปตามบิดากลับยังไม่กลับมา ดังนั้นหญิงสาวจึงให้สาวใช้รออยู่ ก่อนที่นางจะเดินออกมานอกห้อง
ริมทางเดินทอดยาวจากด้านหน้าที่ว่าการ สองฟากฝั่งมีต้นอวี้หลิงปลูกเอาไว้เรียงรายจนถึงเรือนพำนัก ลำต้นไม่สูงมากนักกำลังออกดอกบานสะพรั่ง
กลีบดอกเล็กๆ ที่ส่งกลิ่นหอมจางๆทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไป ก่อนจะนั่งลงแล้วลูบไล้กลีบดอกบอบบางนั้น
บิดาของนางเคยเล่าให้ฟังว่าฮูหยินของเจ้าเมืองคนก่อนชมชอบดอกอวี้หลิง ดังนั้นทั่วทั้งเรือนพำนักและที่ว่าการจึงเต็มไปด้วยดอกอวี้หลิง
ฟังว่านางมักจะเดินไปทั่วจวนว่าการ จากนั้นหากนึกสนุกก็จะนอนลงไปบนพื้นหญ้าข้างต้นอวี้หลิง กระทั่งหลับใหลไปโดยไม่รู้ตัว
ตอนได้ยินเรื่องนี้นางยังคิดว่าบุรุษเช่นนี้คงจะเป็นคนดีมาก เพราะเขาเอาใจใส่ฮูหยินของตนถึงเพียงนี้ หากแต่เมื่อได้ยินว่าเขาเป็นขุนนางกังฉิน นางถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว
เดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางทางเดินซึ่งมีดอกอวี้หลิงเป็นปราการ ด้านหนึ่งกลับปรากฏเงาของบุรุษในชุดมือปราบ
หญิงสาวหยุดยืนนิ่งก่อนจะมองซ้ายขวา เพราะเพิ่งรู้ว่าตนเดินมาไกลมาก เมื่อตัดสินใจหันหลังเดินกลับ นางกลับต้องชะงัก
“หากเปลี่ยนเส้นทางเพราะข้า เช่นนั้นต้องขออภัย”
น้ำเสียงทุ้มน่าฟังทำให้หานเชี่ยนหนิงชะงัก นางลังเลว่าสมควรจะหันกลับไปหรือไม่ เพราะรอบกายยามนี้มีเพียงความเงียบงัน อาจเพราะนางเดินเข้ามายังส่วนใน ดังนั้นจึงไร้เงาของผู้คนโดยสิ้นเชิง
“แม่นางหาน”
อีกฝ่ายดูเหมือนจะรู้จักนาง ดังนั้นจะหนีก็คงไม่ทันแล้ว ทางเลือกเดียวก็คงได้แต่หมุนกายไปเผชิญหน้า
“หากข้ามารบกวนท่านต้องขออภัยด้วย ข้าเพียงเดินชมดอกอวี้หลิงมาเรื่อยๆ กระทั่งมาถึงที่นี่โดยไม่รู้ตัว”
“ข้าหาได้ต้องการตำหนิเจ้า อย่าได้เข้าใจผิด” ร่างสูงเดินอ้อมแนวต้นอวี้หลิง ก่อนหยุดลงตรงหน้าหญิงสาว
หานเชี่ยนหนิงเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษตรงหน้าด้วยความตกตะลึง “ท่าน...ท่าน”
นางพูดไม่ออก ไม่คาดคิดว่าจะได้พบชายหนุ่มอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์น่าขายหน้าถึงสองครั้งสองครา
“ดีใจที่รู้ว่าเจ้ายังจำข้าได้” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินใต้เท้าบอกว่าบุตรสาวสองคนจะมาส่งอาหารกลางวันเพื่อเลี้ยงต้อนรับ ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง”
รอยยิ้มของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกขัดเขิน หากไม่ใช่เพราะมือใหญ่ผายมือให้นางออกเดิน หาไม่นางคงไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรและต้องวางมือวางไม้ไว้ตรงไหน
เส้นทางที่เขาชี้นำให้นางออกเดิน ก็คือเส้นทางที่นางเพิ่งจะเดินผ่านมา ร่างสูงก้าวเข้ามาเดินเคียงข้าง โดยเว้นระยะห่างพอสมควร จากนั้นจึงชวนนางสนทนาด้วยรอยยิ้มละมุน
“เดินทางจากเมืองยินมายังอันหยางลำบากมากกระมัง”
“ไม่เลยเจ้าค่ะ”
เห็นนางถามคำตอบคำ หยางอวี่หาได้รู้สึกขุ่นเคือง เขายังคงมีรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า ก่อนเดินไปเรื่อยๆ ด้วยความรื่นรมย์ “ได้ยินว่าหานฮูหยินอาการไม่ใคร่จะดี ข้ายังไม่มีโอกาสได้เยี่ยมคารวะ สักวันคงต้องหาเวลาให้ได้”
“ท่านเกรงใจไปแล้ว ท่านแม่ดีขึ้นมากแล้ว แต่...”
“พี่ใหญ่”
เสียงของหานเยี่ยนหรงทำให้คนทั้งสองชะงัก ใบหน้าที่มองมายังหญิงสาวและชายหนุ่ม ทำให้หานเชี่ยนหนิงลอบถอนหายใจ
...น้องสาวของนางผู้นี้ ช่างไม่รู้จักเก็บงำความสงสัยเอาเสียเลย
“นี่น้องสาวของข้าเอง เยี่ยนหรง”
“คุณหนูรอง” หยางอวี่ทักทายนางอย่างเป็นกันเอง
“ท่านคือ...”
“แซ่หยาง นามสั้นๆ ว่าอวี่ เรียกข้าว่าพี่อวี่ก็ได้ ข้าเพิ่งย้ายมาเป็นมือปราบที่นี่” เขาแนะนำตัว
“คนกันเองๆ” หานเยี่ยนหรงรู้สึกถูกชะตากับชายหนุ่มไม่น้อย “ท่านเรียกข้าว่าหรงเอ๋อร์ได้ ส่วนพี่ใหญ่”
“เชี่ยนเชี่ยน” หยางอวี่เอ่ยออกมาในทันที
หานเชี่ยนหนิงเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจ ส่วนหานเยี่ยนหรงอ้าปากค้าง “ดูเหมือนท่านทั้งสองจะสนิทสนมกันแล้ว หาไม่พี่ใหญ่ยังไม่เคยให้ใครรู้ชื่อนี้ของนางเลย ทุกคนต่างคิดว่าชื่อเล่นของนางคือหนิงเอ๋อร์”