บทที่ 3.3
หยางอวี่เพียงยิ้มบางไม่เอ่ยอะไร ตรงข้ามกับหานเชี่ยนหนิงที่ขมวดคิ้วมุ่น แต่ถึงอย่างนั้นนางกลับไม่กล้าเอ่ยถาม
ก่อนหน้านี้นางเสียกิริยา ทั้งยังได้เขาช่วยเหลือเอาไว้ ตอนนี้เพิ่งพบหน้า ยังไม่ได้ขอบคุณเขาอีกครั้งอย่างเป็นทางการ จะให้ซักถามเขาก็ดูจะเป็นการเสียมารยาท
คิดได้เช่นนั้นจึงได้แต่เดินตามน้องสาวและหยางอวี่ ซึ่งดูเหมือนจะสนทนากันถูกคอเป็นอย่างยิ่ง เสียงพูดคุยซักถามของหานเยี่ยนหรงพร้อมกับเสียงหัวเราะ ยิ่งทำให้หานเชี่ยนหนิงส่ายหน้า
น้องสาวของนางคนนี้แม้จะปักปิ่นแล้ว แต่กลับยังซุกซนเหมือนเด็ก เพียงโดนหลอกล่อด้วยเรื่องน่าสนใจเข้าหน่อย นางก็เอาแต่อยากรู้อยากเห็นจนลืมทุกอย่างเสียสิ้น
ในระหว่างที่คิดสายตาของหญิงสาวพลันเหลือบไปเห็นขอบบางอย่างที่ถูกฝังดินอยู่ใต้ต้นอวี้หลิง เมื่อก้มลงไปมองก็พบว่าเป็นขอบของกล่องไม้แกะสลัก
ด้านบนของขอบยังสลักลวดลายแปลกตาเอาไว้...
มือเล็กลูบไล้ลงไปเพื่อปัดเศษดินออก หากแต่เมื่อพยายามดึงขึ้นกลับพบว่ามันถูกฝังแน่นลงไปในดิน
“พี่ใหญ่”
เสียงเรียกของหานเยี่ยนหรง ทำให้นางละมือมาจากกล่องใบนั้น นางไหนเลยจะคิดว่านั่นคือของสำคัญ เพราะหากใช่ผู้ใดเล่าจะเอามาฝังดินเช่นนี้
กล่องไม้ที่ถูกฝังดินนานเข้าก็สามารถผุพังได้ เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนอะไร ดังนั้นนางจึงไม่คิดว่านั่นคือของสำคัญแต่อย่างใด
ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตา หลังจากร่างอรชรเดินจากไป สายลมวูบหนึ่งกลับพัดพาเอาเศษใบไม้แห้งทับถมกล่องไม้จนมิด กระทั่งมองไม่เห็นถึงความผิดปกติ เนื่องจากจุดที่กล่องไม้นั้นอยู่ คนดูแลสวนมักจะกวาดใบไม้ลงไปพอดี
มองดูหัวหน้าของตนเดินเข้ามาในห้องโถง ซึ่งอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารเลิศรส หูพานพลันหันไปสบตากับสหายอีกสองคนด้วยความประหลาดใจ
ยิ่งในยามที่เขามองเห็นดวงตาอ่อนโยนของหยางอวี่ พวกเขาทั้งสามก็ยิ่งคิดว่านี่ออกจะเหลือเชื่อ เสียงหัวเราะของหญิงสาวดังขึ้นกระทั่งทั้งสองเดินเข้ามาในห้อง
“ท่านพ่อ” หานเยี่ยนหรงเดินไปยืนข้างบิดา
“เชี่ยนเชี่ยนเล่า”
“ข้าอยู่นี้เจ้าค่ะท่านพ่อ”
น้ำเสียงของสตรีอีกคน ทำให้มือปราบอีกสามคนหันไปมอง
ใบหน้าคุ้นเคยทำให้หูพานอ้าปากค้าง จากนั้นก็ยิ่งมั่นใจว่านางเป็นคนเดียวกัน เนื่องจากบัดนี้หยางอวี่เองมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่เขาใช้สายตามองผู้ใด
“ข้าขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือบุตรสาวของข้าเอง ตนโตเชี่ยนหนิง คนเล็กเยี่ยนหรง เชี่ยนเชี่ยน หรงเอ๋อร์รีบคารวะมือปราบทั้งสี่เสียสิ ทั้งสี่เพิ่งจะย้ายมาจากเมืองหลวง”
“คารวะท่านทั้งสี่”
หานเชี่ยนหนิงและหานเยี่ยนหรงทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนที่หานลู่จะเชิญให้มือปราบทั้งสี่คนนั่งลง
“อาหารในวันนี้สองอย่างบุตรสาวของข้าเป็นคนนำมาส่ง”
“พี่ใหญ่ลงมือทำเป็ดยัดไส้เกาลัดกับน้ำแกงเก้ามงคลเจ้าค่ะ” หานเยี่ยนหรงรีบเอ่ย “ท่านพ่อเองก็ชอบมาก”
เพราะพอจะมองออกจากท่าทีของมือปราบหนุ่ม ดังนั้นหานเยี่ยนหรงจึงรีบเอ่ย จากนั้นจึงโดนผู้เป็นพี่สาวลอบหยิกด้านหลัง
แม้เจ็บแต่นางยังคงรักษากิริยา รอยยิ้มจึงดูฝาดเฝื่อนลงเล็กน้อย
หานเชี่ยนหนิงส่ายหน้าช้าๆ ก่อนรีบขอตัวเพราะอย่างไรหน้าที่ของนางก็เสร็จสิ้นแล้ว การจะรั้งอยู่นานคงไม่ใคร่จะดีนัก หญิงสาวทิ้งบ่าวไพร่เอาไว้สองคนเพื่อเก็บโต๊ะ ก่อนจะพาน้องสาวออกมาจากที่ว่าการ
“พี่ใหญ่ ท่านกับพี่อวี่นี่ดูอย่างไรอยู่นะ”
รอยยิ้มระรื่นของน้องสาว ทำให้หานเชี่ยนหนิงระอา “หรงเอ๋อร์เจ้านี่จริงๆ เลย”
“ข้าพูดจริงนะเจ้าคะ สายตาที่เขามองท่าน ให้ดูอย่างไรก็มีบางอย่างชัดๆ” กล่าวจบก็ใช้ไหล่สะกิดผู้เป็นพี่สาว จากนั้นใช้สายตาวิบวับเจ้าเล่ห์หยอกเย้ามองอีกฝ่าย
“เจ้าปักปิ่นแล้วหาใช่เด็กๆ กิริยาควรจะสำรวมมากกว่านี้”
“พี่ใหญ่ ท่านกำลังเขินอายใช่หรือไม่”
จบประโยคก็หัวเราะลั่น ทั้งยังรีบวิ่งหลบมือที่กำลังจะฟาดลงมา ร่างเล็กวิ่งขึ้นรถม้าไป ปล่อยให้หานเชี่ยนหนิงยืนหน้าแดงก่ำอยู่คนเดียวด้วยความจนใจ
นางเองก็รู้สึกว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นของหยางอวี่มีนัย แต่นางก็ไม่อยากจะคิดไปเอง อย่างไรเสียก่อนหน้านี้ก็บังเอิญพบกันไม่กี่ครั้ง นางไม่ได้รู้จักเขาดีพอ เช่นกันกับเขาที่ก็คงไม่รู้ว่านางเป็นคนเช่นไร
มือปราบที่ย้ายมาจากเมืองหลวง มีหรือจะไม่เคยพบหญิงสาวตระกูลใหญ่ ตัวนางเป็นเพียงหญิงสาวจากจวนเจ้าเมืองที่ไม่โดดเด่น จะอย่างไรก็เทียบกับสตรีจากจวนขุนนางใหญ่หาได้ไม่