บทที่ 2.3
เด็กน้อยคงปีนป่ายต้นท้อขึ้นไปอย่างนึกสนุก จากนั้นจึงลงมาไม่ได้ ร้อนถึงหญิงสาวที่ผ่านมาพบเข้าจึงปีนขึ้นไปปลอบโยนและช่วยเหลือ
เพียงแต่...เขาเดาไม่ออกเลยว่าสตรีงดงาม ทั้งยังท่วงท่าเรียบร้อยเช่นนั้น จะกล้าปีนป่ายต้นไม้ อีกทั้งนางจะช่วยเด็กน้อยผู้นั้นให้ลงมาอย่างปลอดภัยได้อย่างไร ในยามที่สถานการณ์ตรงหน้า แตกต่างจากเหตุการณ์ไฟไหม้วันนั้น
‘เกิดอะไรขึ้นหรือ’
หูพานเอ่ยถามขึ้น ทำให้สาวใช้และเด็กอีกคนที่อยู่เบื้องล่างสะดุ้ง
‘ท่านน้า ช่วยพี่ชายของข้าด้วย เขาลงมาไม่ได้’ เด็กน้อยวิ่งมาหาเขาพร้อมเสียงร้องไห้
‘คุณชายท่านนี้ รบกวนท่านช่วย...’
หญิงสาวยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค หยางอวี่ก็หันไปมองหูพาน ร่างปราดเปรียวกระโดดเพียงครั้งเดียว คว้าเด็กน้อยเอาไว้กับอกก่อนกระโจนลงมาจากต้นไม้
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว ซึ่งกำลังมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาตกตะลึง เขารู้สึกขันเล็กน้อยที่พบว่ามองมือทั้งสองของนางเกาะกิ่งไม้แน่น
‘เจ้าเล่า’
เขาเอ่ยถามอย่างนึกขัน มองออกถึงแววหวาดหวั่นในดวงตาของนาง ตัวเองก็กลัวถึงเพียงนี้ไยจึงยังกล้าปีนขึ้นไปหวังช่วยผู้อื่นอีกเล่า
ดวงตาที่ส่องประกายงดงามหันมามองเขา ก่อนจะกะพริบตาราวไม่เข้าใจคำถาม
‘ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่’
เขานึกสนุกจึงยื่นสองมือออกไป หมายให้นางกระโดดเข้าสู่อ้อมแขน ในใจเอ่ยกับตัวเองอย่างติดตลกว่า
‘หากกล้าก็จงกระโจนลงมาสู่กับดักนี้เถิด’
หญิงสาวมีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด นางมองดูความสูงที่ตนไม่คิดว่าตัวเองจะปีนขึ้นมา ก่อนหันไปมองสาวใช้เป็นเชิงถาม ซึ่งดูเหมือนสาวใช้นางนั้นหวาดกลัวยิ่งกว่าตัวนางเสียอีก
‘ขะ...ข้าไม่คิดว่าจะสูงถึงเพียงนี้’
มองดูเด็กน้อยทั้งสองจูงมือกันวิ่งออกไปหลังจากขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือ นางก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเสียงเบา ‘ท่าน...’
‘หรือจะให้ข้าขึ้นไปพาเจ้าลงมา’
ภาพที่เด็กตัวเล็กถูกสหายของชายหนุ่มพาลงไปอย่างง่ายดาย กลับยิ่งสร้างความลังเล เพราะนางหาใช่เด็กตัวเล็กๆ ไม่ ซึ่งเรื่องนี้หยางอวี่เองก็มองออก เขามองความในใจของนางที่เผยออกมาทางดวงตาจนสิ้น ก่อนจะยิ้มที่มุมปาก
ร่างสูงไม่รอให้นางตกลง เขาเหินกายขึ้นไปก่อนคว้าร่างอรชรรั้งเข้าสู่อ้อมแขน หมุนตัวเหินกายลงมาบนพื้น
เสียงกรีดร้องแผ่วเบาด้วยความตกใจ พร้อมกับสัมผัสนุ่มนิ่มของคนที่ซบใบหน้าเข้ากับไหล่หนา เรียกรอยยิ้มของชายหนุ่มให้กว้างขึ้น
เขาค่อยๆ วางหญิงสาวลง กระทั่งมั่นใจว่านางยืนได้ด้วยตัวเองจึงคลายมือ แต่ถึงอย่างนั้นสองมือเล็กกลับยังไม่ยอมคลายจากการกอดรัด ร่างสั่นเทาราวกำลังหวาดกลัว ทำให้เขาอดที่จะปลอบโยนออกมาไม่ได้
‘ปลอดภัยแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว’
มือใหญ่ตบเบาๆ ยังไหล่เล็กที่ยังคงสั่นเทา และนั่นทำให้นางรู้สึกตัว หญิงสาวตัวเกร็งแข็งพร้อมกับดีดกายออกห่าง ซึ่งนั่นทำให้ขาทั้งสองข้างที่ยังคงไม่มั่นคงทรุดลงจนแทบล้ม ยังดีที่เขาคว้านางเอาไว้ได้ทัน
‘ขอบ...ขอบคุณท่าน’
นางก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน ดึงดันที่จะผละออกห่าง สองแก้มที่ซ่อนไว้แดงเรื่อ
กระทั่งสาวใช้เองก็วิ่งเข้ามาหาด้วยความห่วงใย นางจึงสามารถหาข้ออ้าง เพื่อให้ตัวเองหันหน้าไปมองด้านอื่น นอกเหนือไปจากหน้าอกของชายหนุ่มตรงหน้า
‘คุณหนูใหญ่ ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ บาดเจ็บหรือไม่’
‘ข้าไม่เป็นไร’
นางกระแอมแก้ขัดเขิน จากนั้นจึงหันมาขอบคุณเขาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้สนทนากันมากกว่านั้น หญิงสาวพลันหันไปตามเสียงเรียก
‘เชี่ยนเชี่ยน’
มองไปยังอีกฝั่งของป่าดอกท้อ สตรีวัยกลางคนพร้อมกับเด็กสาวกำลังมองมายังจุดที่พวกเขาอยู่
หยางอวี่มองดูเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนตรงหน้า ซึ่งเป็นจังหวะที่สายลมพัดพาเอาเส้นผมยาวสลวยปอยหนึ่งมาหาเขา มือใหญ่ยื่นออกไปอย่างเผลอไผล แต่ถึงอย่างนั้นกลับชะงักเมื่อสาวใช้นางนั้นเอ่ยขึ้นเสียก่อน
‘ฮูหยินกับคุณหนูรองเรียกแล้ว เรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ’
‘เช่นนั้น...’
หญิงสาวหันมาตั้งใจจะขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือนางเอาไว้ แต่นางกลับพบว่าชายหนุ่มทั้งสองเดินจากไปแล้ว มองแผ่นหลังองอาจในชุดสีเขียวเข้ม จากนั้นจึงละสายตากลับมาเพราะมารดาเรียกอีกครั้ง
‘เชี่ยนเชี่ยน เรากลับกันเถิด’
‘เจ้าค่ะท่านแม่’
เสียงตอบรับนั้นทำให้หยางอวี่หมุนกายกลับไปมองนางอีกครั้ง หูพานเองก็ไม่ต่าง เขาหันกลับไปก่อนมองหญิงสาวสลับกับหยางอวี่
รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมาที่มุมปาก
‘นั่นมิใช่หานฮูหยินหรอกหรือ’
‘หานฮูหยิน’ หยางอวี่เลิกคิ้วมองอีกฝ่ายเป็นเชิงถาม
‘ใต้เท้าหาน หานลู่อย่างไรเล่า’
หยางอวี่ส่งเสียงตอบรับก่อนกระโดดขึ้นไปบนหลังม้า เขามองตรงไปยังหญิงสาวที่เดินไปหามารดาและน้องสาว ดวงตาของเขาวูบไหวราวกับใช้ความคิด
‘เชี่ยนเชี่ยน’
เขาพึมพำนามที่ได้ยินมารดาของหญิงสาวเรียก ‘อย่าหันกลับมา’ เขาลอบพึมพำในใจ ‘หาไม่ข้าคงไม่อาจปล่อยเจ้า’
ร่างอรชรค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ทำให้หัวใจของหยางอวี่เต้นรัว เขานั่งนิ่งบนหลังม้า มองดูหญิงสาวจากจุดที่ห่างออกไปพอสมควร เสียงหัวเราะในลำคอพลันดังขึ้น
‘ท่านหัวเราะอะไร’ หูพานมองเห็นดวงตาที่ฉายแววหมายมาดชัดเจนก่อนเอ่ยถาม
หยางอวี่รีบเก็บรอยยิ้มกลับคืน ใบหน้าของเขากลับมาเรียบเฉย แต่ดวงตายังคงเปล่งประกาย
‘ไม่มีอะไรไปกันเถิด’