บทที่ 2.2
นิ่งไปเล็กน้อยหูพานกลับยิ้มออกมาที่มุมปาก “ที่ข้าศรัทธาคือท่านและพี่น้องของเราหาใช่ราชสำนัก”
“กลับไปพักผ่อนเถิด” หยางอวี่ยิ้มบางๆ ก่อนตอบออกมาแล้วปิดประตู
มองดูประตูที่ค่อยๆ ปิดลงหูพานได้แต่ถอนหายใจ เขาจำนนในคำพูดเมื่อครู่ของหยางอวี่ ‘ไม่มีคำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม มีแค่สิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว’
“เอาเถิด ข้าเชื่อใจท่านมาจนถึงวันนี้ เช่นนั้นข้าก็จะเชื่อต่อไป”
มองย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนแผ่นดินที่หยางอวี่และเสนาบดีเสิ่นวางแผนร่วมกัน เขาให้ตื่นตะลึงระคนเลื่อมใสยิ่งนัก
จะมีผู้ใดปราดเปรื่องไปกว่านี้อีก หูพานไม่อาจให้คำตอบได้จริงๆ การปฏิเสธฮ่องเต้นับว่าไม่ง่าย เพราะองค์หญิงหมิงจูนั้น นับเป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของราชวงศ์ ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่กล้าล่วงเกิน
อีกทั้งฮ่องเต้เองก็ทรงรักใคร่ ทะนุถนอมและตามใจนางยิ่งกว่าองค์รัชทายาท แน่นอนว่าเรื่องที่ต้องพระทัยหยางอวี่นั้น คนทั้งเมืองหลวงย่อมตระหนัก และต่างก็มั่นใจว่าหยางอวี่ไม่มีทางหลุดรอดไปได้
หากมิใช่ว่าเผิงอ๋องผู้เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ฮ่องเต้คิดก่อกบฏ แม้สามารถจับกุมได้ครั้งหนึ่ง แต่กลับยังคงหนีออกมาได้โดยมีขุนนางบางส่วนให้ความช่วยเหลือ
บัดนี้สายข่าวบอกมาอย่างชัดเจนว่าเผิงอ๋องกำลังซ่องสุมกำลังพลเพื่อก่อกบฏอีกครั้ง ฮ่องเต้ไหนเลยจะทรงปล่อยหยางอวี่เช่นนี้
เสนาบดีและหยางอวี่ร่วมมือกันใช้ทั้งสองเรื่องคานกันได้อย่างสมดุล ไม่เพียงสามารถทำให้ฮ่องเต้ทรงยินยอมแต่โดยดี แต่ยังทำให้หยางอวี่หลุดรอดจากฐานะราชบุตรเขยอีกด้วย!!!
หลังจากค้นทุกซอกทุกมุมของห้อง หยางอวี่จนใจจึงนั่งลงยังเก้าอี้พร้อมรินชาขึ้นจิบ เขามั่นใจว่าช่วงที่ปรับปรุงเรือนพำนักแห่งนี้ คนของเขาที่ปะปนอยู่ในจวนว่าการเมืองอันหยางจับตาอยู่ตลอด ดังนั้นหากมีสิ่งใดผิดปกติเขาก็ต้องได้รับรายงาน นั่นย่อมหมายความว่าแผนที่นั้นยังคงซุกซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่ง
นั่งครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นนวดขมับ เขาปลดกระบี่ที่ยังคงเหน็บข้างเอววางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงค้นห่อผ้าหนึ่งเดียวที่ติดตัวมา ในนั้นมีกล่องใส่ปิ่นปักผมของสตรีนอนนิ่งอยู่ เป็นปิ่นปักผมหยกมันแพะส่องประกาย
ปิ่นอันนี้เขาซื้อมาเมื่อนานมากแล้ว ทั้งที่รู้ดีว่าอีกนานกว่าจะได้พานพบและยากยิ่งกว่าจะหาทางมอบให้ แต่ทันทีที่เขาเห็นก็นึกถึงดวงตาคู่งามคู่นั้น ไม่ทันรู้ตัวเขาก็ซื้อกลับมาด้วยเสียแล้ว
สายตาที่จดจ้องปิ่นปักผมอ่อนโยนลงหลายส่วน ยิ่งในยามที่เขาหวนนึกถึงวันนั้น...
หนึ่งปีก่อนหน้านี้
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนด้วยความตกใจ เปลวเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วงบนชั้นสองของหอเถียนเตี่ยน ร้านขนมชื่อดังของเมืองยิน ผู้คนมากมายต่างก็พากันกระโดดลงมาจากชั้นสองกันจ้าละหวั่น
เสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ทำให้เหตุการณ์ยิ่งวุ่นวาย เจ้าหน้าที่แม้มีมากแต่กลับไม่อาจฝ่าเปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว
เงาร่างอรชรของแม่นางน้อยผู้หนึ่งโผล่ออกมายังระเบียง นางตะโกนลงมาให้คนที่อยู่ชั้นล่างช่วยรับตัวเด็กตัวเล็กๆ ที่พลัดหลงกับบิดามารดาท่ามกลางความวุ่นวาย
กลุ่มควันที่ยิ่งมาก็ยิ่งหนาทึบ ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ติดอยู่บนชั้นสองสำลักควันจนแทบหมดสติ เพราะความรีบร้อนและตกใจหลายคนกระโดดลงมาแข้งขาหัก แต่เสียงของหญิงสาวก็ทำให้ผู้คนเริ่มตื่นตัว
‘พวกท่านหาผ้าหนาๆ ผืนใหญ่มาได้หรือไม่’
ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านแพรพรรณ เถ้าแก่ของร้านเข้าใจว่านางต้องการทำอะไร จึงรีบสั่งคนให้นำแพรผืนหนามาทันที เมื่อมาถึงก็ให้บุรุษหลายคนช่วยกันจับคนละมุม ก่อนจะให้เด็กแต่ละคนกระโดดลงไปบนผืนแพรนั้น
เสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวของเด็กๆ ได้รับการปลอบประโลมจากหญิงสาวกับสาวใช้ที่คอยช่วยเหลือ นางลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนไม่ให้เด็กหวาดกลัว ทั้งยังคอยระวังไม่ให้เด็กหลายคนโดนไฟลวก กระทั่งไฟเริ่มลุกลามเข้ามาใกล้
ภาพร่างอรชรที่พยายามช่วยเด็กๆ เหล่านั้น ยังคงติดตรึงในความทรงจำของหยางอวี่ที่ควบม้าไปยังที่เกิดเหตุ ในวันนั้นเขาจำได้ว่าเป็นวันหยุดของตน เขาซึ่งกำลังจะออกนอกเมืองผ่านไปพอดีจึงเข้าไปดูเหตุการณ์
ภาพที่เขาเห็นทำให้เขารู้สึกชื่นชมในตัวหญิงสาว เช่นกันกับชาวบ้านคนอื่นๆ
ในขณะที่นางส่งตัวเด็กคนสุดท้ายลงมา ทั้งนางและสาวใช้กลับสำลักควันไฟจนหมดสติ เขาและหูพานรีบเหินกายขึ้นไปยังชั้นสองได้ทันท่วงที รีบพานางลงมายังที่ปลอดภัย ก่อนจะช่วยเจ้าหน้าที่กันความวุ่นวายของที่เกิดเหตุเอาไว้ได้
ใบหน้าสลบไสลแม้มอมแมมไปบ้าง แต่กลับไม่อาจบดบังความงดงามทั้งภายในและภายนอกของนางเอาไว้ได้
วันนั้นเขาจำได้ว่าเป็นคนช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้หญิงสาว แต่ก่อนที่นางจะฟื้นคืนสติ เขากลับตัดสินใจจากมาโดยหาได้รู้ไม่ว่านางเป็นบุตรสาวตระกูลใด
นับจากเหตุการณ์ไฟไหม้ผ่านไปหลายเดือน ไม่คาดคิดว่าจะได้พบนางอีกครั้ง และครั้งนี้ทำให้เขาตัดสินใจในที่สุด จำได้ว่าเขากำลังขี่ม้าออกนอกเมืองกับหูพานกลับต้องชะงัก
ด้านหน้าห่างออกไปจากถนนสายหลักของเมืองยิน ณ ป่าท้อซึ่งกำลังออกดอกบานสะพรั่งนั้น บนต้นท้อยังมีร่างของหนึ่งเด็กน้อยกับหนึ่งสาวงามนั่งอยู่
เบื้องล่างมีเด็กน้อยอีกคน พร้อมกับสาวใช้เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเป็นกังวล
เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยทั้งสองประสานกันดังลั่น เสียงปลอบประโลมของหญิงสาวยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาคาดเดาเรื่องราวได้อย่างง่ายดาย