บทที่ 1.4
หานเชี่ยนหนิงหันไปมองเจ้าของเสียง นางแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนค้อมศีรษะลงเป็นการยอมรับ
“ไม่ทราบว่าแม่นางคือ...”
“ข้าแซ่จาง นามหลินซิน”
“ข้าแซ่หลิว นามเย่เสีย”
“ข้าแซ่หวัง นามอิงลี่”
“ข้าแซ่...”
และอีกสองสามคนซึ่งหานเชี่ยนหนิงคร้านจะใส่ใจ นางมองการแต่งกายอันหรูหราของสตรีทั้งหมดแล้วได้แต่ถอดถอนใจ ตระหนักถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้ในทันที สตรีเหล่านี้หวังจะดึงนางให้เข้ากลุ่ม
“ข้าแซ่หาน นามเชี่ยนหนิง”
“ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งปักปิ่นไม่นาน เช่นนั้นข้าขอเรียกเจ้าว่าน้องหนิงเอ๋อร์ ข้าอายุสิบเจ็ด” จางหลินซินเดินเข้าไปนั่งลงข้างกายหานเชี่ยนหนิง ทั้งยังทำตัวสนิทสนมกับหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นางเองได้แต่ยิ้มบาง
คนในครอบครัวของนางมักจะเรียกนางว่า ‘เชี่ยนเชี่ยน’ คนนอกและบ่าวไพร่เรียกนางอย่างให้เกียรติว่า ‘คุณหนูใหญ่’ ไม่มีใครเรียกนางว่า ‘หนิงเอ๋อร์’ มาก่อน
ถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ได้กล่าวอะไร เพียงฟังบทสนทนาที่หญิงสาวกลุ่มนี้ชี้ชวนให้นางสนใจ กระทั่งมารดาและน้องสาวมาถึง หานเชี่ยนหนิงเพียงแนะนำให้ทุกคนรู้จักพอเป็นมารยาท จากนั้นจึงขอตัวกลับ โดยอ้างว่ามารดาสุขภาพไม่ใคร่จะดี
จูเซวี่ยถิงรู้นิสัยของบุตรสาวทั้งสองคนดี ดังนั้นนางจึงอือออเป็นอย่างดีก่อนแยกตัวออกมาจากสตรีกลุ่มนั้น
“นี่มันอะไรกันหรือพี่ใหญ่” หานเยี่ยนหรงมองพี่สาวที่กำลังพยุงมารดาอยู่อีกฝั่ง
นางอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองกลุ่มคนด้านหลัง กระทั่งกวาดสายตามองการแต่งกายงดงามของแต่ละคนด้วยความประหลาดใจ
“พวกนางรู้จักท่านได้อย่างไร”
“เห็นชัดว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้ข่าวสารช่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่ง”
หานเชี่ยนหนิงถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ระหว่างที่นางกับผู้เป็นน้องสาวพยุงมารดาเดินลงบันไดมานั้น ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มกำลังเดินขึ้นไปไหว้พระขอพรเช่นกัน
จูเซวี่ยถิงตามองตามคนกลุ่มนั้น แต่หูยังคงฟังบทสนทนาของบุตรสาวทั้งสองคน กระทั่งหานเยี่ยนหรงสังเกตเห็น “ท่านแม่ มีอะไรหรือเจ้าคะ”
จูเซวี่ยถิงดึงสายตากลับมาจากแผ่นหลังบุรุษสี่คนที่เพิ่งเดินสวนทางเข้าไปในวัด หานเชี่ยนหนิงเองก็หันไปมอง เมื่อครู่มัวสนทนากับน้องสาว นางไม่ได้สังเกตเลยว่าบุรุษเหล่านั้นเดินผ่านด้านหลังนางไป
“ฝีเท้าแผ่วเบาเหลือเกิน” หญิงสาวมองอย่างพิจารณา “หรือจะเป็นมือปราบทั้งสี่ที่ท่านพ่อเคยบอกว่ากำลังจะย้ายมาประจำที่นี่”
“อาจเป็นได้” จูเซวี่ยถิงพยักหน้า ก่อนมองไปยังแผ่นหลังองอาจของชายหนุ่มทั้งสี่คน “ได้ยินมาว่าหนึ่งในนั้นเคยเป็นถึงองครักษ์ขั้นสี่ของวังหลวง”
หานเชี่ยนหนิงสบตากับมารดา ก่อนส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม ไม่ว่าอย่างไรพวกนางล้วนไม่สมควรพูดถึงทั้งสิ้น “เรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” เอ่ยจบก็หันไปมองชายหนุ่มเหล่านั้นอีกครั้ง ก่อนดึงสายตากลับแล้วขึ้นรถม้าออกไปจากวัดไป๋จื่อ
กระทั่งรถม้าวิ่งลับตาไปก็ไม่ได้รับรู้เลยว่าชายหนุ่มทั้งสี่คนนั้นหยุดเดิน พร้อมกับมองส่งจนรถม้าวิ่งหายไปจากคลองสายตา
“หัวหน้า มีอะไรหรือขอรับ” เหวินเคอเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นหัวหน้าของตนหยุดเดิน พร้อมกับมองไปยังรถม้าคันหนึ่งที่เพิ่งวิ่งออกไปจากบริเวณวัดไป๋จื่อ
“นั่นมิใช่ฮูหยินและบุตรสาวสองคนของท่านเจ้าเมืองหรอกหรือ” หูพานเคยพบพวกนางในยามที่เขาอยู่ที่เมืองหลวง ดังนั้นจึงจดจำได้ในทันที
“เป็นพวกนาง” หยางอวี่เอ่ยจบก็หมุนกายพร้อมกับเดินออกมา
“เอ๋ ไม่ไหว้พระแล้วหรือขอรับ” เหอชินห้าววิ่งตามมาพร้อมกับอีกสองคน
“ข้าไม่ได้มาเพื่อไหว้พระ” หยางอวี่ตอบสั้นๆ ก่อนเดินลงบันไดไป สายตาของเขายังคงมองไปยังโค้งถนนที่รถม้าวิ่งลับสายตาไปด้วยความเสียดาย
“แต่มาที่วัด แต่กลับไม่ได้ตั้งใจมาไหว้พระขอพร ข้าก็นึกว่าท่านอยากจะลองขอพรที่น้ำพุ...”
พูดยังไม่ทันจบประโยคดีเหอชินห้าวก็โดนหูพานตบศีรษะไปคราหนึ่ง “เจ้าโง่” เขาส่ายหน้าก่อนเดินตามหยางอวี่ไปเงียบๆ ปล่อยให้เหอชินห้าวและเหวินเคอยืนมองหน้ากันไปมาด้วยความไม่เข้าใจ
เมื่อครู่ตอนเพิ่งจะมาถึงเมืองอันหยาง ยังไม่ทันได้ลงจากหลังม้า หยางอวี่ก็ได้ยินกลุ่มคนซุบซิบบอกกล่าวกันเรื่องบุตรสาวเจ้าเมืองพามารดามาไหว้พระขอพร เขาเห็นดวงตาวูบไหวของหัวหน้าก็รู้อยู่แล้ว ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอีกฝ่ายกลับดึงบังเหียนม้ากลับหลังหัน ก่อนควบออกมาจากประตูเมืองตรงมายังวัดไป๋จื่อ
ตอนเดินขึ้นบันไดมาเขายังคิดว่าหยางอวี่จะเข้าไปทักทายสตรีทั้งสาม ไหนเลยจะคาดคิดว่าหัวหน้าของตนจะเพียงแต่เดินเฉียดไปเสียอย่างนั้น
“เฮ้อ เอาแต่มองเช่นนี้ไหนเลยจะได้บุปผางามมาเชยชม” หูพานพึมพำกับตัวเองก่อนกระโดดขึ้นบนหลังม้า
“ไปรายงานตัวกับท่านเจ้าเมืองก่อน” หยางอวี่เอ่ยเสียงเรียบ
“หัวหน้า เรามาถึงก่อนกำหนด ข้ายังคิดว่าท่านอยากจะทำความคุ้นเคยกับเมืองอันหยางก่อน” เหอชินห้าวที่เพิ่งจะตามมาทันตะโกนถาม แต่กระนั้นหยางอวี่ที่ควบม้าออกไปแล้วไหนเลยจะได้ยิน
หูพานมองสหายทั้งสองก่อนถอนหายใจออกมา “รีบตามไปเถิด เจ้าไม่ต้องมามองข้า แต่ไหนแต่ไรมีใครเคยเดาใจเขาได้ด้วยหรือ”
“เจ้าอย่างไรเล่า!!” ทั้งเหวินเคอและเหอชินห้าวเอ่ยออกมาพร้อมกัน
หูพานเพียงหัวเราะก่อนกระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง เขาตะโกนกลับมาเสียงดังให้สหายสองคนเจ็บใจเล่น “ถึงใช่แล้วอย่างไรเล่า ข้าไม่บอกพวกเจ้าแน่นอน”
“สมควรตาย!/ เจ้าคนน่าโมโห!”
เหวินเคอและเหอชินห้าวรีบกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบตามไปทันที
