บท
ตั้งค่า

6. ถูกตาต้องใจ

ลั่วเว่ยเดินตรงเข้ามาอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาเขายังคงจับจ้องร่างอรชรของสตรีที่คาดเดาได้ว่านางน่าจะเป็นภรรยาของตน

ชิงเหอเงยหน้ามองเขาพลางเอ่ยทักทาย ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่ห่างเหินจนรู้สึกแปลกแยก “บัณฑิตจาง เหตุใดท่านจึงมายืนอยู่ตรงนี้เจ้าคะ หรืออยากมาตักเตือนอันใดข้า แต่ถ้าไม่ก็ไปเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวใบหน้าข้าจะทำท่านรำคาญใจเสียเปล่า”

ลั่วเว่ยรู้สึกว่าคำพูดของนางไม่ใช่การถามไถ่ แต่เป็นการไล่ทางอ้อม เขาพยายามรวบรวมสติที่กำลังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“ข้า…ข้าเพียงแต่เดินผ่านมา” เขาตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ยังพยายามเอ่ยอีก “เจ้า...เจ้าดูเปลี่ยนไปนะ ดูงามขึ้นมากเลย” ลั่วเว่ยเผลอเอ่ยในสิ่งที่ตนคิดออกมา ก่อนจะรู้สึกว่าไม่ควรอย่างยิ่ง

ชิงเหอยิ้มบาง ยิ้มของนางสวยงามแต่ไร้ความจริงใจ “เป็นธรรมดาเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าสุขกายสบายดี มีความสุข ไม่ได้จมอยู่กับเรื่องราวในอดีตเหมือนแต่ก่อน ใช้เวลาที่มีหันมาดูแลตนเองให้งามขึ้น เผื่อว่าวันหน้า…หากมีสามีใหม่ตนจะได้ไม่ถูกทอดทิ้งอีก”

ลั่วเว่ยชะงักไปทันที คำพูดของนางบาดลึกเข้าถึงกระดูกเขาเลยทีเดียว แต่แม้เขาจะไม่พอใจคำพูดของนาง ถึงกระนั้นบัณฑิตหนุ่มก็ยังไม่ยอมแสดงความรู้สึกออกมาให้เห็น

“ชิงเหอ...ข้า” ลั่วเว่ยมีท่าทางอึกอัก

“บัณฑิตจาง” ชิงเหอแทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉย “ข้ากับท่าน เราไม่มีอะไรที่ต้องพูดคุยกันอีกแล้ว”

“อีกหนึ่งปีสินะ...” ลั่วเว่ยเอ่ยเสียงเบา ราวกับต้องการย้ำเตือนตนเองและนางถึงข้อตกลงที่เคยได้กล่าวกันเอาไว้

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ อีกแค่สิบเดือนบัณฑิตจางก็จะเป็นอิสระ ได้แต่งงานกับบุตรสาวเสนาขวาอย่างที่ต้องการ” ชิงเหอตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนจะหันมาจิบชาแสดงท่าทางเย็นชาให้เห็น

“ก็ดี…” ลั่วเว่ยตอบเสียงห้วน เขาทนความรู้สึกอึดอัดที่ตนไม่อาจควบคุมภรรยาได้อีกต่อไป บัณฑิตหนุ่มโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินหนีออกมาจากสวนดอกเหมยในทันที

สตรีผู้นี้...ไม่ใช่คนขี้ริ้วที่มีรูปร่างอวบอ้วน ภรรยาที่เขาเคยจำใจแต่งงานด้วยผู้นั้นอีกแล้ว ลั่วเว่ยคิดในใจขณะรีบเดินออกมา ความเย็นชาของนาง ไม่ต่างจากน้ำแข็งที่ทำใจเขาหนาวเหน็บเลย

ทว่าเป็นเช่นนี้มันก็สมควรแล้วมิใช่หรือ…

เขาทำนางเจ็บปวดถึงเพียงนี้ ชิงเหอไม่เกลียดเขาสิแปลก

แต่ทันทีที่แผ่นหลังของสามีหายลับไปจากสวนดอกเหมย รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้างามกลับสลายไปในทันที

นางทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคู่สวยที่เคยคมกริบ บัดนี้กลับพร่ามัว มือที่ถือถ้วยชาอยู่กำแน่นจนนิ้วซีดขาว

ความเย็นชาของนาง ทำใจเขาหนาวเหน็บ

แต่การกระทำนั้น...มันก็กลับมาทำร้ายนางด้วยเช่นกัน

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ชิงเหอใช้ความโกรธแค้นเป็นเกราะกำบังหัวใจ พยายามอย่างยิ่งที่จะลืมเลือนความรักที่ตนเคยมีต่อบุรุษผู้นี้...บุรุษที่นางเคยฝันว่าจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกัน จึงยอมทุ่มเทสุดหัวใจเพื่อสนับสนุนให้เขาก้าวไปสู่ความฝันของเขาเอง มันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่คนคนหนึ่งจะต้องบังคับใจตนเองให้ลืมเลือนความรักที่เคยมีต่อบุรุษผู้หนึ่ง...

เมื่อนางหลับตาลง ในหัวก็ปรากฎภาพชายหนุ่มผู้ใสซื่อ ที่เคยนั่งอ่านตำราให้นางฟังใต้แสงเทียน ภาพของการร่ำลาที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาในวันเดินทาง ภาพเหล่านั้นยังคงวนเวียนเป็นเงาตามหลอนอยู่ในซอกหลืบของหัวใจ ยากจะลบเลือนในเร็ววัน

ทว่า...ภาพส่วนหนึ่ง มันได้ถูกเผาผลาญด้วยเปลวไฟแห่งความแค้นจากการถูกหักหลังไปบ้างแล้ว ยามนี้ในใจชิงเหอจึงมีทั้งรักทั้งเกลียดปะปนกันให้ใจไม่อาจอยู่นิ่ง

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ในใจนางคงเหลือเพียงความเย็นชา คาดว่าอีกไม่นาน บุรุษผู้นี้คงไม่อยู่ในความคิดนางอีกต่อไป

ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังและทอดทิ้งนั้นรุนแรงและร้อนระอุยิ่งกว่าความรักที่เคยมี ความแค้นที่ถูกหักหลังได้ทำให้นางรู้สึกเกลียดชังผู้เป็นสามีมากกว่าความรู้สึกอื่นใดทั้งหมด นางเกลียดความทะเยอทะยานที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปจนทอดทิ้งกัน

ชิงเหอลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนนั้นกลับมาสู่ความเย็นชาอีกหน นางเช็ดน้ำใสที่คลออยู่บริเวณหางตาออกอย่างรวดเร็ว ราวกับรังเกียจความอ่อนแอของตนเอง

ความอาวรณ์นั้นคือจุดอ่อน...นางไม่ควรเผยมันออกมา

ชิงเหอหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง รสชาติของมันช่างเย็นชืดไม่ต่างจากความรู้สึกของนางในยามนี้เลย

ริมฝีปากแดงเรื่อเผยยิ้มหยันตนเอง ก่อนจะสาดชาในถ้วยไปเบื้องหน้า “รินมาใหม่ ชาไม่ดีก็ต้องเปลี่ยนใหม่จริงไหม” เอ่ยกับสาวใช้แล้วนางก็ยิ้มหวาน ราวกับไม่มีเรื่องขุ่นเคืองใจ

“ฮูหยิน ท่านจะหย่ากับนายท่านจริงหรือเจ้าคะ” อินถงเอ่ยถาม พลางรินชาให้พร้อมคอยสังเกตสีหน้าผู้เป็นนาย

“ใจข้าอยากหย่าวันนี้เลยด้วยซ้ำ ข้าไม่ได้อยากอยู่ที่นี่เลยสักนิด ทว่าข้าจำเป็นต้องรอ...” นางเว้นช่วงราวกับกำลังนึกคิด

“รออันใดหรือเจ้าคะ” เสี่ยวจิ้งเอียงหน้าพลางขมวดคิ้ว

ชิงเหอเงยหน้ามองคนอยากรู้พลางยิ้มเอ็นดู “หากหย่ายามนี้นายของพวกเจ้าเป็นได้สูญเสียตำแหน่งสำคัญเอาน่ะสิ” ชิงเหอแสร้งเอ่ยไปอย่างอื่น ไม่ยอมบอกว่าตนกำลังใช้ฐานะฮูหยินบัณฑิต อำพลางปกปิดเรื่องที่ตนกำลังทำอยู่ในยามนี้

ให้ทุกคนคิดว่าการที่นางอยู่ที่นี่ เป็นเพราะเหตุจำเป็นนั่นน่ะดีแล้ว อีกเหตุผลที่นางยอมตกลงับจางลั่วเว่ยก็เพราะ การอยู่ในเมืองหลวงโดยไม่มีที่พึ่งนั้น มันคือเรื่องที่ลำบากมาก อยู่ในจวนจางอย่างน้อยที่นี่ก็เป็นสถานที่ให้นางค้างแรมได้ และยังมีเงินจับจ่ายใช้สอยทุกเดือน ถือว่าเป็นทุนในการสืบหาคนร้ายไปในตัว

อินถงและเสี่ยวจิ้งได้ฟังคำนายหญิงแล้วก็นิ่งไป ใจพวกนางอยากถามมากกว่านี้ ทว่ามันคือเรื่องส่วนตัวของนาย ถามมากไปพวกตนอาจโดนลงโทษได้ ทั้งคู่จึงพากันเงียบเสีย

นับจากวันนั้น บัณฑิตจางที่ไม่ค่อยใช้เส้นทางนี้ กลับเดินผ่านมาทุกค่ำ เขาไม่ได้เดินลัดเลาะสวนดอกเหมยเพียงเพราะความเหนื่อยล้าอีกต่อไป แต่เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็น และความรู้สึกเสียดายที่เริ่มเกาะกินใจ ทำให้เขาต้องวนเวียนเดินมาในเส้นทางที่ไม่ค่อยได้ใช้ ทุกวันหลังเลิกงาน

บางคราก็พบกับชิงเหอกำลังนั่งจิบชาอ่านตำรา หรือบางคราก็นั่งปักผ้าอย่างสงบ ถึงกระนั้นบัณฑิตหนุ่มก็ไม่ได้เดินเข้าไปทักทาย เขาเพียงแค่ตั้งใจเดินมาให้นางเห็นหน้าก็เท่านั้น

ลั่วเว่ยเชื่อว่าชิงเหอรักตนอย่างฝังใจ บัณฑิตหนุ่มจึงคิดอย่างคนเย่อหยิ่ง ‘นางรักข้าถึงเพียงนั้น หากพบเห็นหน้ากันทุกวัน ความรู้สึกเก่าก่อนย่อมย้อนกลับมา และเมื่อความรักนั้นกลับมา นางก็จะอ่อนข้อให้ข้า เรื่องหย่าในภายหน้าก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น’

ทว่าเล่ห์กลที่เขาคิดใช้กับนางกลับคงอยู่ได้เพียงแค่ห้าวัน เพราะหลังจากนั้น ชิงเหอก็หายไป ไม่มาปรากฎตัวให้เห็นเลย

จากที่คราแรกเขาตั้งใจว่าจากนี้จะแสร้งหายไป

ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นเขาเองที่ต้องมองหานาง

ลั่วเว่ยเดินผ่านสวนดอกเหมยวนไปวนมาถึงสามรอบในหนึ่งวัน แต่ลานหินใต้ต้นเหมยกลับว่างเปล่า

ไร้ซึ่งเงาของสตรีที่ควรจะนั่งอยู่ วันแรกยังพอเข้าใจ แต่พอวันที่สองสามตามมา บัณฑิตหนุ่มก็เริ่มร้อนใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel