5. ยืมอำนาจ
สายของวันหนึ่ง
ชิงเหอยังคงแต่งกายด้วยอาภรณ์งดงามเพื่อออกไปด้านนอก โดยมีอินถง สาวใช้ที่เคยแอบเอาผ้าห่มมามอบให้เมื่อสองเดือนก่อน ติดตามไปทุกที่เหมือนเคย และมีเสี่ยวจิ้งอีกคน
สองคนนี้ดูน่าไว้ใจที่สุดแล้ว ชิงเหอจึงให้ทั้งคู่รับใช้ใกล้ชิด
ชิงเหอยังคงทำตัวเป็นฮูหยินที่หลงใหลในเครื่องประดับ นางมักจะออกจากจวนเพื่อตรงไปยังย่านค้าหยกที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของนางไม่ใช่การซื้อหา นางต้องการสืบรู้ที่มาของ หยกดำ ชนิดหนึ่งที่พบในซากปรักหักพังที่อยู่ในห้องทำงานของบิดา ซึ่งนางเชื่อว่านี่คือสิ่งที่คนร้ายทำตกไว้
หอเซียงรุ่ย…
ชิงเหอเดินเลือกหยกอย่างใจเย็น นางไม่ได้มองหาความงาม แต่กำลังมองหาหยกสีเข้มที่มีผิวสัมผัสและลายละเอียดเฉพาะเจาะจง การแกะสลักที่มีลวดลายคล้ายกับหยกที่นางพบ หากมีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน มันก็ไม่ยากที่จะพบคนแกะสลัก
การแต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดีของนาง ทำให้เจ้าของร้านค้าต่างให้ความสนใจและบริการนางอย่างดี
ชิงเหอจึงใช้โอกาสนี้ในการซักถามอย่างชาญฉลาด โดยไม่เปิดเผยว่านางกำลังสืบหาที่มาของคดีฆาตกรรม แต่แสร้งทำเป็นว่าต้องการหยกดำหายากเพื่อเป็นของขวัญแก่ขุนนางผู้ใหญ่
ขณะที่ชิงเหอกำลังออกจากร้านค้าหยกที่สาม พลันสายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกลุ่มขบวนขุนนางที่กำลังเดินผ่านถนน เสียงกระซิบของผู้คนรอบข้างดังขึ้นเบา ๆ
“นั่นท่านหัวหน้าเสนาบดีฝ่ายตุลาการ ลู่เหวินเซียว!”
ชิงเหอมองไปยังร่างสูงสง่าที่สวมชุดขุนนางสีม่วงเข้ม บุคลิกของเขานั้นเคร่งขรึมและทรงอำนาจยิ่งกว่าวันแรกที่พบเจอกัน เมื่อครั้งที่อีกฝ่ายได้ช่วยเหลือตนที่หน้าจวนสกุลจางเสียอีก ด้วยบารมีที่แผ่ออกมา ผู้คนจึงรีบหลีกทางให้เขาอย่างเกรงกลัว
แน่นอนว่าผ่านมาสองเดือนแล้ว เสนาบดีลู่ย่อมจำสตรีที่มีรูปร่างผอมบางเนื้อตัวมอมแมมที่เขาเคยช่วยเอาไว้ไม่ได้ และโดยปกติคนผู้นี้ก็ไม่แยแสสตรีใด แม้อายุจะล่วงเลยวัยที่ควรต้องมีครอบครัวมานานแล้ว อาจเป็นเพราะเขายังไม่ถูกใจใคร ไม่ก็รักสันโดษ หรืออาจเป็นเพราะเห็นความวุ่นวายในครอบครัวผู้อื่นมามาก เลยทำให้เขาไม่อยากแต่งงานมีครอบครัวเช่นบุรุษทั่วไป
ลู่เหวินเซียวเป็นคนขี้หงุดหงิดและมองเรื่องรักใคร่เป็นสิ่งไร้สาระ เมื่อเขาเดินผ่านหน้าหญิงงามจึงไม่เคยแม้แต่จะชายตาแล
เขาจำนางไม่ได้ เพราะชิงเหอในวันนี้แตกต่างจากสตรีผู้มีเนื้อตัวมอมแมมในวันนั้นราวกับคนละคน
ทว่าชิงเหอ...กลับเป็นฝ่ายจงใจก้าวเข้าไปหาเขา
“ท่านเสนาบดีลู่!” ร่างอรชรขยับออกมาเล็กน้อย
จังหวะก้าวเท้าที่หนักแน่นของลู่เหวินเซียวจึงหยุดลง เขาหันมามองต้นเสียงด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับชิงเหอ เสนาบดีก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเย็นชามีร่องรอยของความประหลาดใจปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก็หายไป
ชิงเหอยิ้มอย่างสุภาพและโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“ท่านเสนาบดี ข้าน้อยคือชิงเหอ ภรรยาของบัณฑิตจางผู้ที่ท่านช่วยไว้เมื่อสองเดือนก่อนเจ้าค่ะ ข้าน้อยเรียกท่านเพียงเพื่อต้องการขอบคุณเจ้าค่ะ ขออภัยที่รบกวน”
ชิงเหอจงใจเน้นชื่อ บัณฑิตจาง เพื่อให้ลู่เหวินเซียวจำคดีอื้อฉาวที่เขาเป็นผู้แก้ไขสถานการณ์ได้ และใช้ความงามและความสง่างามในปัจจุบันของนางเพื่อตอกย้ำความน่าสนใจ
ลู่เหวินเซียวมองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แววตาที่เต็มไปด้วยอำนาจของเขาทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่น
แต่ชิงเหอก็ยืนนิ่งด้วยความมั่นใจไม่แสดงท่าทีตื่นกลัว
“ฮูหยินจาง” ลู่เหวินเซียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่น่าเกรงขาม “ข้าจำได้เลือนราง เจ้าดูต่างไปจากคราวก่อนมากนะ”
“มีวันนี้ได้เพราะบารมีท่านเสนาบดีเจ้าค่ะ” ชิงเหอตอบด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรที่สุดเท่าที่ตนสามารถสร้างได้ “ข้าน้อยต้องขอบพระคุณท่านเสนาบดี ที่ให้ความช่วยเหลือข้าน้อยในวันนั้น หากไม่มีท่าน ข้าน้อยคงไม่มีที่พำนักในเมืองหลวง”
ชิงเหอรู้ดีว่าการที่ลู่เหวินเซียวได้เห็นสภาพที่ดูดีขึ้นของนาง ย่อมทำให้เขาเชื่อว่าการตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยในครานั้นถูกต้อง นางจึงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงนอบน้อมอีกครั้ง “หากภายหน้า ข้าน้อยเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมาอีก หวังว่าท่านเสนาบดีจะยังคงยื่นมือให้ความเมตตาแก่สตรีที่อ่อนแอผู้นี้อีกครั้งนะเจ้าคะ” คำพูดของชิงเหอคือการขอความคุ้มครองอย่างเปิดเผย
ลู่เหวินเซียวสบดวงตาที่เปล่งประกายคมชัดของนางครู่หนึ่ง เขาสัมผัสถึงความเฉลียวฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามนี้
“เอาเป็นว่าเรื่องราวในจวนบัณฑิตจาง ย่อมอยู่ภายใต้การพิจารณาของข้า” ลู่เหวินเซียวตอบสั้นๆ ทว่าชัดเจน ก่อนจะโค้งคำนับให้ชิงเหอเล็กน้อยอย่างผิดวิสัย แล้วเดินจากไป
ชิงเหอยืนนิ่งมองแผ่นหลังที่ทรงอำนาจของเขา
‘นับว่าไม่เสียแรงที่ลองเสี่ยงดวง เข้าหาเขา’ นางคิดในใจ
จากนั้นชิงเหอก็ชักชวนคนของตนเดินเที่ยวตามหอเครื่องประดับต่อ จนค่ำจึงพากันกลับเหมือนอย่างเคย
บ่ายของวันใหม่…
เป็นเวลาสองเดือนกว่าแล้วที่จางลั่วเว่ยพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับชิงเหอ ตั้งแต่เอ่ยข้อต่อรองกันวันนั้นทั้งคู่ก็ไม่เคยพบกันอีกเลย แม้แต่ข่าวคราวเรื่องของนาง เขายังไม่ถามถึง
ลั่วเว่ยไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับนางอีก เขาคิดว่าหากยังพูดคุยกันอยู่ อดีตภรรยาผู้นี้จะต้องคิดว่าตนเองยังมีเยื่อใย ฉะนั้นเขาควรอยู่ห่าง ๆ นาง ไม่แยแสไม่สนใจเลยน่าจะดีกว่า
ทว่าวันนี้ เมื่อลั่วเว่ยกลับจากราชการและรู้สึกเหนื่อยล้ากว่าปกติ บัณฑิตหนุ่มจึงตัดสินใจเดินลัดผ่านสวนดอกเหมยหลังเรือน เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ก่อนตรงไปยังห้องหนังสือ
แต่ทันทีที่เขาเลี้ยวผ่านพุ่มดอกเหมยสีชมพูเข้ม ร่างสูงก็ต้องหยุดชะงักราวกับถูกตรึงด้วยเวทมนตร์ เมื่อนัยน์ตาคู่คมหันไปสบเข้ากับร่างของสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นเหมย
นางสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนแขนเสื้อปักลายผีเสื้ออย่างประณีต มันกำลังพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พัดผ่านมา น่ามองนัก
มวยผมของนางถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่าย ทัดด้วยปิ่นหยกขาวที่สะท้อนแสงแดดยามบ่าย เสริมแต่งความงามได้ดียิ่ง
ผิวพรรณของนางขาวผ่องเป็นประกายยามต้องแสงทองที่สาดสะท้อนลงมา ใบหน้างามอิ่มเอิบเปล่งปลั่ง ดวงตากลมโตเปล่งประกายคมชัดแม้มองไกล ๆ ยังเห็นถึงความโดดเด่น
ลั่วเว่ยจ้องมองสตรีผู้นั้นอย่างลืมตัว นางเป็นใครกัน?
เขายังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ทำตัวไม่ต่างจากถ้ำมอง
ทว่าชิงเหอรับรู้ถึงการมาของสามีแล้ว แต่นางไม่ได้หันไปมองทันที ชิงเหอทำเพียงแค่ก้าวเดินกลับมานั่งยังตั่ง ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ ด้วยว่ายามนี้นางไม่ได้ให้ความสำคัญใด ๆ กับเขาแล้ว กระทั่งสาวใช้เอ่ยบอกนางจึงหันไปมองผู้ที่กำลังเดินมา
แววตาของชิงเหอนิ่งสงบและเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว ไม่มีร่องรอยของความรัก ความโกรธ หรือแม้แต่เสียใจในดวงตา สิ่งที่ปรากฎให้เห็นมีเพียงความว่างเปล่า
ซึ่งมันทำให้ลั่วเว่ยรู้สึกเสียวสันหลังอย่างไรไม่รู้
นางคือชิงเหออย่างนั้นหรือ?
จ้าวชิงเหอ…ภรรยาที่เขาเคยเห็นเป็นเพียงเงาที่น่าอับอาย
นี่นางกลายเป็นหญิงที่สง่างามและน่าดึงดูดเช่นนี้ได้เยี่ยงไร
