หากท่านไร้รัก ข้าก็จำต้องไร้ใจ

85.0K · จบแล้ว
หลินซี
38
บท
2.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

นางเคยเป็นสตรีไร้เดียงสา ทว่าบัดนี้...นางไม่ได้ไร้เดียงสาอีกต่อไป นางคือหมาก แต่ไม่ได้มีไว้ให้ใครวางตามอำเภอใจ เพราะหมากกระดานนี้...นางจะเป็นผู้เดินเอง

นิยายจีนโบราณนิยายรักท่านอ๋องนอกใจดราม่าจีนโบราณ18+รักแค้นพึ่งพาตัวเอง

1. แตกสลาย

จวนสกุลจาง

ร่างโซเซของหญิงนางหนึ่งยืนนิ่งมองทางเข้าจวนอันโอ่อ่า สถานที่แห่งนี้ใหญ่โตเกินกว่าที่ชิงเหอได้คาดการณ์เอาไว้ นางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูใหญ่ที่ทาสีแดงสด สองมือที่หยาบกร้านจากการเดินทางอันยาวนานกำชายผ้าฝ้ายสีซีดแน่น ใจดวงน้อยเต้นรัวอย่างมีความหวังแต่ก็ปนความหวาดหวั่นแฝงอยู่ด้วย

การเดินทางรอนแรมมาเกือบสองเดือนบัดนี้ได้สิ้นสุดแล้ว

จ้าวชิงเหอ หญิงสาววัยสิบเจ็ดปีเศษ ผู้ที่ดั้นด้นเดินทางจากเมืองคังจนมาถึงเมืองหลวง เพื่อตามหาบุรุษที่เคยสัญญาว่าจะหอบเอาเกียรติยศกลับไปให้นาง ทว่าเขากลับเงียบหายไม่ยอมส่งข่าว ทั้งที่ปีแรกยังมีจดหมายตอบกลับทุกเดือน

ทว่าปีต่อมา กลับนาน ๆ ครั้งจนกระทั่งเงียบหายไปในที่สุด และนี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีเต็มแล้วที่เขาไม่ตอบจดหมายคนทางบ้าน จ้าวชิงเหอจึงได้เดินทางมาเพื่อดูให้แน่ชัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดสามีที่ตบแต่งกันก่อนเดินทางมาเมืองหลวงถึงได้เงียบหาย

เมื่อดูแน่ชัดแล้วว่าต้องใช่ที่นี่ ร่างผอมโซก็เดินขึ้นไปเคาะร้องเรียกคนด้านใน ไม่นานนักก็มีเวรยามที่เฝ้ามาเปิดให้

“ข้าต้องการพบ...จางลั่วเว่ย” เสียงของชิงเหอแหบพร่า

ชายหนุ่มมองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม “คนเช่นเจ้าหรือจะมาพบนายท่านของเรา ฮ่า ๆ ช่างไม่เจียมตนเอาเสียเลย ไป! ออกไปให้พ้นจวนนี้เสีย” ยามหนุ่มออกปากไล่อย่างไม่ไยดี พร้อมโบกมือไล่ราวกับอีกฝ่ายไม่ใช่คน

“ข้าไม่ไป...ข้าคือภรรยาของเขา” ชิงเหอเงยหน้าตอบอย่างหนักแน่น แต่ดวงตาคู่สวยกลับฉายแววอ่อนล้า

ยามหนุ่มกลับหัวเราะเยาะขบขัน ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าผู้มารบกวนอย่างไม่ไยดี ร่างโซเซจึงได้แต่ยืนพิงประตูเพื่อเก็บแรง

ชิงเหอยังไม่ยอมแพ้ ในเมื่อคนด้านในไม่ให้เข้า เช่นนั้นนางก็จะยืนรออยู่หน้าประตู อย่างไรเสียเจ้าของจวนนี้ก็ต้องออกมา

ครึ่งชั่วยามต่อมา กลุ่มคนแต่งกายดีก็เดินออกมาจากเรือนและหนึ่งในนั้น นางก็มองเห็นเขา สามีที่ไม่ยอมส่งข่าวคราวให้รู้

‘เว่ยเกอ!’ ชิงเหอร้องเรียกเขาเสียงพร่าเบา ซึ่งมันทำให้อีกฝ่ายไม่ได้ยิน ถึงกระนั้นนางก็ยังยิ้มอย่างเป็นสุข เมื่อเห็นว่าสามีตนนั้นได้เป็นขุนนางอย่างที่วาดหวังไว้แล้วจริง ๆ บัดนี้เขาไม่ใช่บัณฑิตที่สวมผ้าซ่อมซ่ออีกต่อไปแล้ว

อาภรณ์ที่เขาสวมอยู่คือชุดขุนนางเต็มยศ ตัดเย็บด้วยผ้าไหมชั้นดี ปักลวดลายเมฆาเป็นมงคลงามสง่าน่าเกรงขาม ใบหน้าคมสันดูภูมิฐานเต็มไปด้วยความภาคภูมิ

“เว่ยเกอ บัดนี้ท่านได้กลายเป็นขุนนางสมใจแล้ว ดีจริง ๆ” พึมพำแผ่วเบา พร้อมกับก้าวตรงไปหาเขาอย่างเร่งรีบ

ทว่าจู่ ๆ ร่างอ่อนแรงนี้ก็ต้องชะงัก

ชิงเหอยืนนิ่งมือเย็นเฉียบราวกับแช่อยู่ในน้ำแข็ง เมื่อดวงตาอ่อนล้ามองเห็นว่า ข้างกายสามีกลับมีสตรีเดินเกาะแขนออกมาด้วย ท่าทางทั้งคู่ดูสนิทสนมกันมาก

หญิงผู้นี้เป็นสตรีงดงาม รูปร่างอรชรสง่าผ่าเผย สวมชุดผ้าไหมชั้นดีที่ดูหรูหราผิดกับชุดของชิงเหอราวฟ้ากับเหว ที่สำคัญคือ มือของนางกำลังคล้องแขนลั่วเว่ยไว้ แสดงท่าทางเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน ‘นี่มันอะไรกัน สตรีผู้นี้เป็นใคร’

ใจของชิงเหอกระตุกวูบไหว นางรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าแล่นปราดไปทั่วร่าง ถึงกระนั้นนางก็ยังก้าวเข้าไปหาเขาอย่างเชื่องช้า

ก้อนน้ำใสเริ่มเอ่อคลอในดวงตา ใจที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยรักและเชื่อใจ บัดนี้เหลือเพียงความผิดหวังที่ปรากฏให้เห็น

“เว่ยเกอ...” นางเรียกชื่อเขาด้วยเสียงสั่นเครือ ก่อนจะหยุดต่อหน้าสามีที่แต่งงานกันได้แค่ปีเดียวก็ต้องจาก

จางลั่วเว่ยยืนชะงักนิ่ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกและอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด “ชิงเหอ... เจ้ามาได้อย่างไร?” เขาเอ่ยถาม พลางรีบดึงแขนตนออกจากสตรีข้างกายอย่างร้อนรน

สตรีผู้นั้นเลิกคิ้วมองชิงเหออย่างไม่พอใจ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเย็น “ลั่วเว่ย! สตรีผู้นี้เป็นใคร? ไยท่านต้องตกใจเพียงนี้”

ลั่วเว่ยไม่กล้าสบตาคู่หมั้นและไม่กล้าหันมองชิงเหอด้วย แต่ก็ยังพยายามอธิบายอย่างตะกุกตะกัก “นะ...นางคือ คือ...”

สตรีที่ยืนข้างกัน เห็นท่าทางอึกอักของชายหนุ่มก็พาลให้หงุดหงิด และการที่เขาไม่กล้าเอ่ยก็ทำให้นางพอจะเดาได้ หญิงสาวนางนี้จึงชิงพูดแทรกด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด

“ข้าคือ หลิงซูเม่ย บุตรสาวของเสนาหลิง และเร็วๆ นี้ข้าจะเข้าพิธีสมรสกับลั่วเว่ย เพราะข้ากับเขาได้หมั้นหมายกันแล้ว” ประโยคสุดท้ายดังราวกับระฆังที่ถูกตีอยู่ในโสตประสาทชิงเหอ

สองปี...ที่นางเฝ้ารอด้วยความหวังและความเป็นห่วง

และตลอดสองปี...บิดาของนางขายที่ดินและเครื่องประดับเพื่อสนับสนุนส่งมาเป็นค่าใช้จ่ายให้เขามีโอกาสในเมืองหลวง ทว่าสิ่งที่นางและบิดาได้ตอบแทนคือการหักหลังอันเจ็บปวดเช่นนี้หรือ

“หมั้นหมาย...เว่ยเกอหมั้นหมายกับนาง? หึหึ แล้วข้าเล่า! ข้าคือภรรยาที่ถูกต้องของเจ้า! เจ้าเอาข้าไปไว้ที่ใด”

“ภรรยาหรือ? ฮ่า ๆ ไม่ดูสารรูปตนเองสักนิด นี่คือบัณฑิตที่สอบได้อันดับหนึ่งของเมืองหลวงนะ ขอทานอย่างเจ้าคู่ควรมาแอบอ้างหรือ” บุตรชายเสนาลักษณ์สหายของจางลั่วเว่ยก่นด่าเสียงดัง

“ใช่ ยามนี้ข้าเหมือนขอทาน นั่นก็เพราะบิดาข้าขายสมบัติเกือบจะทั้งหมดเพื่อส่งให้คนเนรคุณเข้ามาสอบ แต่เมื่อเขาได้เป็นขุนนางก็ลืมสิ้นภรรยาที่รออยู่บ้านนอก นี่หรือบัณฑิตอันดับหนึ่ง น่าขันยิ่งนัก” เสียงของชิงเหอเปลี่ยนเป็นตะโกนเพราะยามนี้นางเจ็บปวดสุดจะทานทน ในเมื่อเขาไม่ยอมรับก็ต้องอับอายกันไปข้าง

ใบหน้าของจางลั่วเว่ยเริ่มแดงก่ำ เพราะยามนี้มิได้มีแค่สหายและคู่หมายที่ยืนอยู่ด้วย ยังมีชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาหยุดยืนมองอย่างสนใจอีกมากมายหลายคน

ลั่วเว่ยส่ายศีรษะอย่างอ่อนแรง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง แล้วเอ่ยเสียงพร่าเบา ราวกับเกรงผู้อื่นจะได้ยินไปด้วย “ชิงเหอ เจ้าหลบไปก่อนนะ ยามนี้ไม่เหมาะจะคุยกัน หากผู้คนล่วงรู้เรื่องของเจ้า หน้าที่การงานของข้าต้องพังแน่ กว่าข้าจะมาถึงจุดนี้ได้มันยากลำบากมากนะ หลบไปก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะบอกให้คนตามเจ้าไป แล้วค่ำ ๆ ข้าจะไปรับเจ้าเข้าจวนนะเด็กดี”

ชิงเหอจ้องมองใบหน้าสามีพรางยิ้มหยัน นี่เขาคิดจะใช้ลูกไม้เดิมหลอกล่อนางอีกแล้วสินะ ออดอ้อนด้วยคำสวยหรู

เพื่อให้นางเชื่อใจเขาเหมือนอย่างเคย ริมฝีปากแห้งผากยังคงยิ้มหยัน ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาราวกับลมพัดผ่าน

“เว่ยเกอ แววตาที่ท่านมองข้าช่างเหมือนคนแปลกหน้าเสียจริง ท่านทำเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ทำได้เยี่ยงไรกัน!”

น้ำตาที่กลั่นมานานไหลอาบแก้มอย่างไม่ขาดสาย ชิงเหอรู้สึกว่าหัวใจของนางแตกสลายเป็นผุยผง “นี่หรือบุรุษที่สัญญาว่าจะดูแลกันจนตราบสิ้นชีวัน ท่านมันก็แค่คนชั่วเห็นแก่ตัวลั่วเว่ย!”

ร่างอ่อนแรงก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าว สองก้าว ราวกับจะขยับเพื่อหาที่พึ่ง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความรัก บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความผิดหวังที่เอ่อล้นจนยากจะบรรยาย

ที่ดินของบิดา...ความรักที่นางมีให้...ความหวังของนาง...

ทั้งหมดนี้ไม่มีความหมายเลย

ชิงเหอหันหลังกลับอย่างช้าๆ ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งจากการเดินทางบัดนี้ดูอ่อนแอและไร้เรี่ยวแรง นางเดินออกจากลานหน้าจวนที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่ง เพื่อพาตนออกจากสถานการณ์ปวดร้าวนี้เสีย ทว่าเบื้องหน้า เหตุใดมันจึงได้มืดมัวนัก

ริมฝีปากแห้งผากยิ้มหยันตนเอง บัดนี้บุตรสาวคนเดียวของนายอำเภอจ้าว ได้กลายเป็นหญิงร่อนเร่ที่ถูกสามีทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์แล้วสินะ ช่างน่าอนาถเสียจริง

จางลั่วเว่ยเห็นนางยอมจากไปก็เผยยิ้ม แต่อึดใจต่อมามันก็ต้องหุบลง เมื่อหญิงสาวที่กำลังทอดน่องก้าวเดินไปหยุดยืนนิ่ง

‘นางคิดจะทำอะไรอีก’ ลั่วเว่ยนึกในใจอย่างหวาดหวั่น

ด้านคนที่หยุดยืน ยามนี้นางกำลังกล่าวเตือนตนเอง

“ชิงเหอไยเจ้าต้องยอม ในเมื่อเจ้าคือภรรยาที่ถูกต้องของเขา” คิดได้ดังนั้น ชิงเหอก็หันกลับมามองสามีที่ยังยืนอยู่ที่เดิม

ในเมื่อเขาไม่คิดจะเดินมารั้งเพื่ออธิบาย แล้วเหตุใดนางต้องยอมให้เขาใช้ชีวิตเสวยสุขอยู่บนความทุกข์ของนางด้วยเล่า

ชิงเหอเผยยิ้มร้าย ราวกับหมาป่าที่มองเห็นเหยื่ออันโอชะ

#ใครชอบแนวดราม่า นางเอกฉลาด ไม่งี่เง่า แนะนำนะคะ

อย่าลืมกดใจ กดเก็บเข้าชั้นด้วยนะ