บท
ตั้งค่า

7. ภรรยาหาย

เมื่อเข้าสู่วันที่สี่ที่ไม่เห็นภรรยานั่งอยู่ในสวน ลั่วเว่ยก็เริ่มซักถามเอาความกับบ่าวไพร่ที่ทำงานบริเวณใกล้เคียง

“ช่วงนี้ฮูหยินไปที่ใด?” ถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าคำตอบที่ได้มากลับทำให้เขาต้องขมวดคิ้วมึนงง

“ฮูหยินเก็บตัวอยู่ในเรือนเจ้าค่ะ นางสั่งให้บ่าวไพร่จัดหาหมึกฝน พู่กัน และกระดาษลายดีมาจำนวนมาก บางวันก็ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่ และกลับมาในยามเย็นเจ้าค่ะ”

ลั่วเวยครุ่นคิดอย่างสงสัย นางทำอะไร? นางไม่ใช่สตรีที่รักการวาดเขียนเสียหน่อย หรือนางเริ่มหันมาสนใจเรื่องนี้ตั้งแต่เขาจากมา “งั้นหรือ เช่นนั้นพวกเจ้าไปทำงานเถิด ไม่ต้องพูดไปว่าข้าถามหานางล่ะ ประเดี๋ยวจะคิดว่าข้าห่วงหาอีก” สั่งจบร่างสูงของบัณฑิตหนุ่มก็เดินตรงกลับเรือน ด้วยท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อย

“ฉงฟู่ ไปสืบดูนางออกไปข้างนอกทำอะไร”

“ขอรับ” คนสนิทรับคำอย่างมึนงง ก่อนจะออกไปทำงานตามคำสั่ง ทิ้งผู้เป็นนายเดินวนในห้องตำราอยู่เช่นนั้น

ด้านการหายตัวไปของชิงเหอ เกิดจากความคิดที่เฉียบคม หลังได้ออกไปหอเครื่องประดับเมื่อห้าวันก่อน

นางได้พบกับเจ้าของหอซึ่งเป็นสตรีเหมือนกัน อีกฝ่ายบอกว่าช่วงนี้ทางสมาคมขาดช่างฝีมือออกแบบเครื่องตบแต่ง รวมถึงช่างแกะสลักหยก นักวาดลวดลายหลายตำแหน่ง

ชิงเหอเลยตั้งใจว่าจะออกแบบลวดลายเครื่องประดับเอาไปเสนอทางสมาคมดู หากสำเร็จนางก็เข้าใกล้ความจริงขึ้นไปอีก

แม้ว่าอยู่ที่จวนนี้หนึ่งปี นางจะได้รับทรัพย์สินคืน

ทว่าแค่นั้นมันไม่พอสำหรับการตามหาคนชั่วเพื่อล้างแค้น นางต้องคิดหาช่องทางทำเงินไปด้วย มิใช่รออยู่เฉย ๆ

ที่สำคัญ...การได้เข้าสมาคม มันจะช่วยให้นางหูตากว้างขึ้น ทำสิ่งใดย่อมง่ายกว่าต้องคอยสืบไปทีละจุดเช่นทุกวันนี้

ชิงเหอรู้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของนางเปลี่ยนไปมาก จนสามารถกลมกลืนกับสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงได้ สิ่งเดียวที่นางขาดคือเงินทุน การสืบหาจะต้องใช้เงิน บางข่าวต้องจ่ายหลายตำลึง

ฉะนั้นนางควรต้องหารายได้เพิ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้

แม้นางไม่ได้มีทักษะเรื่องการออกแบบ ทว่าชิงเหอเป็นคนจดจำเก่งและฉลาดคิด นางจึงใช้ความรู้จากการออกไปเลือกซื้อเครื่องประดับทุกวัน นางเริ่มมีความเข้าใจในรสนิยมของสตรีชั้นสูง

คนที่มีไหวพริบและความคิดสร้างสรรค์ จึงตัดสินใจใช้พรสวรรค์ที่ตนมี หาช่องทางทำเงินและสืบข่าวไปในตัว

นับจากพูดคุยกับเถ้าแก่เนี่ยในหอเครื่องประดับ ชิงเหอก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่แต่ในเรือนของตน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เพื่อวาดลวดลายปิ่นปักผม สร้อยข้อมือ และเครื่องประดับหยกด้วยลักษณะลวดลายที่แปลกใหม่และแตกต่างจากรูปแบบเดิม ๆ ที่มีในตลาด

เพียงแค่ครึ่งเดือน นางก็กลายเป็น ‘นักออกแบบนิรนาม’

ชิงเหอไม่ได้กลับไปนั่งอยู่ในสวนดอกเหมย เพื่อยั่วยวนความรู้สึกผิดบาปของบัณฑิตจางอีกต่อไป

ยามนี้ นางมีสิ่งที่ต้องทำ มีเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่า นางไม่อยากข่มอารมณ์ของตนยามเมื่ออยู่ต่อหน้าสามีทรยศผู้นั้นอีกแล้ว

ชิงเหอใช้เวลาเกือบเดือนในการวนเวียนอยู่กับร้านค้าหยกและร้านเครื่องประดับชื่อดัง นางทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการออกแบบลวดลายเครื่องประดับที่แปลกใหม่และน่าดึงดูดใจ และในที่สุด นางก็สามารถสร้างเงินเล็กน้อยจากการขายแบบของตนได้

แม้เงินที่ได้มานั้นไม่มากมาย เมื่อเทียบกับความมานะที่มี ทว่าสำหรับชิงเหอ นางพอใจแล้ว เพราะปัจจัยหลักที่นางวาดหวังไว้ คือการได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับคนเหล่านี้มากกว่า

การเป็นนักออกแบบที่ซ่อนเร้นตัวตนทำให้นางเข้าถึงวงสังคมและข้อมูลข่าวสารของชนชั้นสูงได้อย่างแนบเนียน ชิงเหอเชื่อมั่นว่าอีกหน่อยเรื่องที่นางอยากรู้คงไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

“คุณหนูเหอ วันพรุ่งเราจะออกไปดูชิ้นหยกงามกันที่นอกเมือง เจ้าสนใจจะไปด้วยหรือไม่” คุณชายอู๋เอ่ยถามสตรีที่นั่งงห่างออกไป ซึ่งนามที่เขาเอื้อนเอ่ยนั้นคือนามแฝงที่ชิงเหอใช้

“จริงหรือ ไปเจ้าค่ะ” ชิงเหอตอบรับเสียงตื่นเต้น ก่อนจะนึกได้ว่าในสมาคมส่วนมากมีแต่บุรุษ นางจึงเริ่มเกรงเรื่องไม่เหมาะสม เพราะอย่างไรฐานะที่แท้จริงของตนก็ยังเป็นฮูหยินจางลั่วเว่ยอยู่ นางจึงเอ่ยถามให้แน่ใจ “มีใครไปบ้างเจ้าคะ”

“ไม่ต้องกังวล มีอวี้ซิ่วกับหรูหนิงไปด้วย ทางฝั่งข้าก็มีกันสี่คน มีผู้ติดตามไปด้วย ส่วนเจ้าก็พาสาวใช้ไปด้วยได้ สถานที่ที่จะไปก็อยู่ห่างเมืองหลวงแค่สี่ลี้ หากเจ้ากังวลแจ้งทางบ้านไว้ก็ได้” คุณชายหยางเอ่ยแนะนำเพื่อให้นางเบาใจ

“เจ้าค่ะ” ชิงเหอรับปาก พลางยิ้มบางแต่ไม่มีผู้ใดเห็น เพราะนางยังคงใช้ผ้าคลุมสีขาวปิดบังใบหน้าตนไว้ ‘แจ้งทางบ้านงั้นหรือ เราแอบออกมาเข้าสมาคม จะแจ้งให้คนรู้ได้อย่างไร’ นึกในใจพลางยกยิ้ม จากนั้นนางก็นั่งพูดคุยกับพวกเขาต่อ กระทั่งแยกย้ายกัน

เมื่อมาถึงเรือน “ฮูหยินท่านจะไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ”

“อินถง ข้าต้องไป มิเช่นนั้นจะทำงานร่วมกับสมาคมได้หรือ ไม่ต้องกลัว พวกเขาต่างก็เป็นคนในสมาคมทั้งนั้น”

สาวใช้ก็ได้แต่พยักหน้ารับ แต่ในใจก็ยังหวาดหวั่น นางรู้ว่านายหญิงตนมีความตั้งใจอยากหาเงินเพื่อเลี้ยงตัว จึงพยายามสนับสนุนทุกทาง และยังช่วยเก็บความลับให้ด้วย

สายวันใหม่...ของเดือนที่เก้าก่อนหย่า

รถม้าสามคันเริ่มเคลื่อนตัวออกจากประตูเมือง

คันหน้าเป็นของสตรีสองนางที่นั่งไปด้วยกัน อีกคันเป็นของคุณชายหยางและนายท่านอู๋รองหัวหน้าสมาคม คันสุดท้ายเป็นของชิงเหอและสาวใช้ และยังมีชายฉกรรจ์อีกห้านายบังคับม้าขนาบข้าง สองในห้าคือคุณชายเฟิ่ง และคุณชายเซียง ซึ่งสองคนนี้มีอายุน่าจะใกล้สามสิบแล้วกระมังแต่ทุกคนยังเรียกเขาว่าคุณชาย

รถม้าแล่นออกจากเมืองหลวงไปเรื่อยไม่ได้เร่งรีบ ผู้ที่อยู่ด้านในจึงมีโอกาสได้ชมทิวทัศยน์ที่ไม่เคยเห็น เมื่อออกห่างเมืองบรรยากาศโดยรอบก็เริ่มเงียบสงบลง เพราะสองข้างทางคือป่าสน

ทว่าเมื่อออกนอกเมืองมาได้ประมาณ สี่ลี้ รถม้าของสตรีสองนางกลับเลี้ยวไปอีกทาง คุณชายเฟิ่งที่ควบบังคับม้าขนาบข้างจึงเอ่ยบอกว่า “พวกนางต้องไปรับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พวกเราคิดว่าจะไปดูหยกกันที่เหมืองด้วยน่ะ”

“เจ้าค่ะ” ชิงเหอตอบรับเสียงเรียบ แต่ภายใต้ใบหน้านี้กลับมิได้ยินดีที่ได้ฟัง นางรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ คนเหล่านี้มิได้มีความซื่อสัตย์อย่างที่คิด แต่นางยังคงนิ่งเฉย

“ฮูหยิน” อินถงขานเรียกเสียงเบา

“จำที่ข้าสอนก็พอ” ชิงเหอเอ่ยโดยไม่มองหน้า

“เจ้าค่ะ” สาวใช้รับคำ พร้อมกับกระชับย่ามสะพายแน่น

รถม้าของชิงเหอยังคงแล่นลึกเข้าสู่ป่าสนที่หนาทึบเบื้องหน้า กระทั่งมาหยุดลงที่หน้าเรือนหลังหนึ่ง ที่มีสภาพดีทว่าเงียบสงัด เพราะโดยรอบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย

“ถึงแล้ว! ลงมาเถิดคุณหนูเหอ เราจะได้เข้าไปดูหยกกัน” คุณชายเซียวเอ่ยบอก พร้อมกับกระโดดลงจากหลังม้า

ชิงเหอจึงเปิดประตูแล้วก้าวลงมา ตามด้วยสาวใช้คนสนิท ท่าทางของนางยังคงสงบนิ่ง ต่างจากอินถงที่ดูกังวล

“นายหญิง...” อินถงเอ่ยกับผู้เป็นนายเสียงเบาอย่างคนขลาดกลัว “ที่นี่ดูไม่เหมือนเหมืองหรือสถานที่เก็บหยกชั้นดีอย่างที่พวกเขาว่ากันเลยนะเจ้าคะ” อินถงสอดส่ายสายตามองดูด้านใน ซึ่งไม่มีคนเฝ้าเลย มันจะเป็นที่เก็บหยกได้เยี่ยงไร

ชิงเหอไม่ได้ตอบกลับ นางเพียงแค่ตบมือลงที่หลังมือสาวใช้เบา ๆ เป็นสัญญาณว่าให้เบาใจอย่าได้กังวลนัก

ซึ่งสายตาชิงเหอยามนี้กำลังมองไปยังผู้ติดตามที่กำลังแยกย้ายเอาม้าและรถม้าเดินอ้อมไปทางข้างเรือน หนึ่งในนั้นมีคนบังคับม้าที่นางใช้งานเป็นประจำด้วย

“เข้าข้างในกันเถิด” คุณชายหยางเอ่ยพลางเดินนำหน้านางไปยังประตูเรือนไม้ที่ถูกเปิดอ้า ตั้งแต่พวกเขามาถึง

“ด้านในมีชาดีๆ และหยกหายากรออยู่ รีบเข้าไปเถิด จะได้ดูแล้วจะได้กลับ” คุณชายเซียวกล่าวแล้วก็ยิ้มอ่อนเป็นมิตร

ทว่าชิงเหอกลับยืนนิ่งอยู่ที่ลานหน้าเรือน

“ช้าก่อน” ชิงเหอเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่มีความเย็นชาซ่อนอยู่ “ข้าคิดว่าเราควรรอสตรีอีกสองนางก่อน หากมีแค่ข้ากับคุณชายทั้งสี่อยู่ภายในเรือนลับตาคนเช่นนี้ ข้าเกรงว่ามันจะไม่เหมาะสมนะเจ้าคะ เราควรรอคนมาให้ครบก่อน”

“ข้างนอกลมแรงจะตาย ข้าว่าเราเข้าไปนั่งรอในเรือนดีกว่า” คุณชายเฟิ่งเกลี้ยกล่อม พลางก้าวเข้ามาใกล้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel