4. ต่อรอง
ชิงเหอยกยิ้ม นางรู้อยู่แล้วว่าจางลั่วเว่ยจะต้องกล่าวเช่นนี้ แล้วเหตุใดแต่ก่อนนางจึงไม่รู้ว่าเขาเป็นคนเช่นนี้กันนะ
“เก็บหอมรอมริบหรือ ช่างกล้าพูดนะ เป็นเพียงบัณฑิตที่เพิ่งสอบได้ยังไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ ตอนที่เดินทางมาเมืองหลวง เจ้าก็เป็นเพียงชายหนุ่มที่ต้องอาศัยเงินทองของสกุลจ้าวส่งเสีย ทุกเดือนเจ้าเขียนจดหมายกลับไปขอเงินบิดาข้าเท่าไหร่ จะให้ข้าเอาจดหมายเหล่านั้นออกมากางให้ทุกคนดูด้วยหรือไม่ จางลั่วเว่ย เจ้านี่มันไร้ยางอายยิ่งกว่าหญิงนางโลมที่ขายเรือนร่างหาเงินเสียอีก”
“นี่เจ้า!” ลั่วเว่ยง้างมือหมายจะตบ ทว่ามันก็ค้างอยู่อย่างนั้น เพราะทันทีที่เขาเห็นแววตาตัดพ้อที่จ้องมอง ใจแกร่งก็ไหววูบจนต้องละมือลง แล้วเอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าต้องการอะไร”
ชิงเหอยิ้มมุมปากหยันเล็กน้อย “จัดเรือนใหม่ให้ข้า หาสาวใช้ให้ด้วย ข้าวของเครื่องใช้ต้องดี อย่าให้น้อยหน้าฮูหยินขุนนางในเมืองหลวงเป็นอันขาด เงินเดือนสิบตำลึงเป็นอย่างต่ำ หากหาให้ข้าไม่ได้ เจ้าก็เตรียมขายหน้าได้เลย” เอ่ยแล้วก็จ้องเขาเขม็ง
“ได้!” ลั่วเว่ยรับคำเสียงหนัก “ทว่าข้าจะให้เจ้าเป็นฮูหยินใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ในจวนแค่หนึ่งปีเท่านั้น หลังจากนี้เจ้าจะต้องหย่าเข้าใจหรือไม่” เขากล่าวยื่นข้อเสนอทันที
“ได้ ทว่าภายในหนึ่งปีนี้ ข้าจะทำอะไรท่านห้ามยุ่ง”
“หึ! ดูสารรูปตนเองก่อนเถิด” ลั่วเว่ยเอ่ยหยันภรรยาตนที่เขาเคยจำใจต้องแต่งงานด้วย เนื่องจากสองปีก่อน นางมีรูปร่างที่อวบอ้วนอยู่พอสมควร ที่เห็นผอมในยามนี้ก็น่าจะเป็นเพราะการเดินทางมาเมืองหลวง ทำให้ร่างกายที่เคยบวมเป่งผอมบางลง
ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่มีส่วนไหนที่น่ามอง เพราะจ้าวชิงเหอในยามนี้ ผอมจนมองเห็นแค่หนังหุ้มกระดูก ตาก็หลุบโบ๋ลึกเข้าไป แก้มก็ตอบจนยุบ ผมเผ้าก็ยังคงยุ่งเหยิงและคงกลิ่นเหม็นสาป
ท่าทางรังเกียจของเขาเผยออกมาอย่างชัดเจน แต่เมื่อเงยหน้ามาเห็นแววตาตัดพ้อ เขากลับรู้สึกใจหายราวกับกำลังรู้สึกผิดกับเรื่องราวในอดีต “พ่อบ้านจาง รีบไปจัดการตามที่นางบอก จัดให้อยู่ที่เรือนทางปีกซ้าย จะได้ห่างไกลเรือนข้าขึ้นไปอีก” เอ่ยจบเขาก็หมุนตัวตั้งท่าจะเดินหนี ทว่าเสียงเครือคนด้านหลังกลับทำเขาต้องยืนนิ่ง สองเท้าไม่กล้าขยับเดินต่อแม้แต่น้อย
“เว่ยเกอ อาเหอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เกอเกอของข้าจะเป็นคนใจร้ายได้ถึงเพียงนี้ เสียแรงที่ข้ากับท่านพ่อรักและเชื่อใจ”
เอ่ยจบ ชิงเหอก็เบี่ยงกายหมายจะเดินกลับเรือนพัก ทว่าใจดวงน้อยกลับนึกถึงเรื่องที่เขากล่าวมาเมื่อครู่ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ในเมื่อท่านต้องการหย่าเช่นนั้นก็ทำสัญญาแล้วประทับตรามันเสีย หนึ่งปีนับจากนี้เราจะได้ไม่ต้องเกี่ยวข้องกันอีก”
ลั่วเว่ยจึงหันกลับมามอง “ชิงเหอ...” เขาเอ่ยเรียกเสียงเบา
ทว่าคนที่กล่าวเสียงเครือเมื่อครู่ กลับเงยขึ้นมองเขานิ่ง แววตานางไร้อารมณ์ใดๆ แม้แต่ความโกรธหรือความเสียใจก็ไม่มีเผยออกมา ทั้งที่อึดใจก่อนหน้าน้ำเสียงนางสั่นเครือนัก
“ไม่ทราบบัณฑิตจางยังมีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ ทว่าเย็นชาและห่างเหิน ราวกับว่ายามนี้นางกำลังพูดกับคนแปลกหน้าเสียอย่างนั้น
ลั่วเว่ยรู้สึกเหมือนตนถูกตบหน้าเบาๆ ความห่างเหินนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างไรไม่รู้ ถึงกระนั้นเขาก็ยังทำทีไม่รู้สึกอันใด พลางออกคำสั่งกับนาง “ข้าแค่อยากเตือนเจ้า หนึ่งปีนี้ทำตัวให้ดี อย่าให้เสียมาถึงข้าได้ หากถึงกำหนดที่เจ้าจะไป ข้าสัญญาว่าจะตอบแทนเจ้าอย่างงาม ไม่ให้เจ้าลำบากแน่นอน”
“หึ! คำสัญญาของคนเช่นท่านมันเชื่อได้ด้วยหรือ”
“นะ…นี่เจ้า ไยถึงปากคอเราะร้ายนัก”
“ก็เพราะเป็นคนดีแล้วไม่ได้รับความดีตอบแทนอย่างไรล่ะ”
คำตอบของคนตรงหน้า นำพาลั่วเว่ยถึงกับยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ใบหน้าเขายามนี้ชาราวกับถูกกดแช่อยู่ในน้ำแข็งก็มิปาน
ชิงเหอยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกว่า “เอาเถิดข้าจะไม่ทำเรื่องให้ท่านขายหน้าแน่ เว้นแต่มีใครมารังแกหรือหาเรื่องข้าก่อน หากบัณฑิตจางอยากอยู่อย่างสงบสุข หนึ่งปีต่อจากนี้ท่านก็อย่าข้องแวะกับสตรีอื่นก็แล้วกัน เพราะข้าอาจจะเกิดอาการหึงหวงขึ้นมาจนอาละวาด ทำบัณฑิตจางเสียเรื่องก็เป็นได้ ทว่าหากท่านไม่อยากรับข้อเสนอนี้ เช่นนั้นก็เขียนใบหย่าให้ข้าเลยก็ได้ ข้ายินดีลงตราประทับให้ แต่ต้องยกทรัพย์สินของท่านให้ข้าครึ่งหนึ่ง ข้าจะได้เอาไปทำทุนตั้งตัว เพราะก่อนหน้าบิดาข้าขายเอาเงินส่งท่านมาสอบบัณฑิตจนหมดไม่เหลือให้ข้าเลย” กล่าวจบนางก็แบมือใส่เขา
เมื่อเห็นสามียืนนิ่งนางจึงยกยิ้มก่อนจะหมุนตัวเพื่อเดินจากไป แต่ก็หยุดตรงหน้าพ่อบ้านจางที่ยืนทำหน้านิ่ง
“พ่อบ้าน ไม่ได้ยินที่บัณฑิตจางสั่งหรือ รีบไปจัดการตระเตรียมเรือนให้ข้าสิ อีกหนึ่งชั่วยามข้าจะย้ายเข้าไปอยู่แล้วนะ อ้อ…สาวใช้จัดหามาให้ครบล่ะ เอาพวกนางที่ยืนจับกลุ่มอยู่ตรงนั้นก็ได้ เอาสองคนตรงนั้นด้วย แล้วก็…” เอ่ยทิ้งไว้แล้วนางก็หันมาหาสามีที่ยังยืนอยู่ที่เดิม “เอาเงินชดเชยช่วงเวลาสองปีมาให้ข้าด้วยสองร้อยตำลึง จากนั้นค่อยจ่ายเดือนละสิบตำลึงตามที่ตกลงกัน”
“อะ…เอ่อ” พ่อบ้านจางอึกอัก พลางหันไปหาผู้เป็นนาย
“ทำตามที่นางบอก ทุกอย่าง!” ลั่วเว่ยตอบกลับเสียงเข้ม ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเรือนพักของตนด้วยท่าทางหงุดหงิด
“ใต้เท้า เหตุใดท่านไม่หย่ากับนางไปเสียให้มันจบ ๆ”
ลั่วเว่ยหยุดเท้าทันที ก่อนจะหันมาทำตาแข็งกร้าวใส่คนสนิท “ฉงฟู่ เจ้าไม่เข้าใจเรื่องราชการหรือ!” ลั่วเว่ยตำหนิเสียงดัง
“ขะ...ข้าน้อยไม่เข้าใจขอรับ” ชายหนุ่มตอบเสียงเบา
ลั่วเว่ยขบกรามแน่น นึกตำหนิคนสนิทที่ไม่รู้อันใดเลยนอกจากการต่อสู้ “เรื่องราวอื้อฉาวคราวก่อนยังไม่ทันจางหาย หากข้าหย่าภรรยาทันทีหลังรับนางเข้าจวน มันจะยิ่งตอกย้ำว่าข้าเป็นคนไร้คุณธรรม เรื่องนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับตำแหน่ง ราชเลขาธิการ ที่กำลังจะมีการแต่งตั้งในอีกไม่ช้านี้ เข้าใจหรือไม่!”
“ยะ…อย่างนี้นี่เอง เช่นนั้นใต้เท้าก็ต้องยอมนางไปเช่นนี้หรือขอรับ นางร้ายถึงเพียงนี้ ท่านจะทนไหวหรือ”
“ไม่ไหวยังไงข้าก็ต้องทน กว่าจะปีนขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาดึงข้าลงต่ำเป็นอันขาด” ลั่วเว่ยขบกรามแน่น พลางหันหลังกลับไปมองร่างผอมบางของภรรยาที่หมุนท่อนไม้เดินกลับเรือนอย่างอารมณ์ดี ซึ่งภาพเหล่านี้เขาคุ้นเคยมันมานานมาก นานจนเห็นแค่เงาก็จำได้
‘ชิงเหอ เจ้าไม่ควรมาที่นี่’ นึกในใจก่อนจะเบือนหน้าหนี
และนับจากวันนั้น สามีภรรยาที่เพิ่งพบกันก็ต่างคนต่างอยู่ แม้เรือนห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยก้าว พวกเขาก็ยังไม่เคยพบหน้ากัน
สองเดือนต่อมา…
สตรีที่เคยมีผิวพรรณหยาบกร้านเพราะการเดินทางและขาดการบำรุงมานาน ก็เริ่มมีผิวพรรณที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยซูบผอมจากความทุกข์ระทมเริ่มเปล่งปลั่งขึ้น ผิวที่เคยหมองคล้ำแปรเปลี่ยนเป็นขาวผ่องเนียนนุ่มดุจผลท้อ และดวงตาคู่สวยที่เคยเศร้าหมองบัดนี้กลับเปล่งประกายคมชัด
เมื่อรวมกับการที่นางเริ่มแต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดี ที่สวมอยู่บนเรือนร่างอันเพรียวบางของนาง กลับทำให้จ้าวชิงเหอดูสง่างามมากขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นคนละคนก็ว่าได้
สตรีขี้ริ้วเนื้อตัวมอมแมมในวันนั้น บัดนี้กลับกลายเป็นหญิงสาวที่น่ามองไม่ต่างจากสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงเลย ความงามตามธรรมชาติของบุตรสาวนายอำเภอจ้าวได้ผลิบานอีกครั้งแล้ว
#ลูกสาวสวยแล้ว
