บท
ตั้งค่า

3. ก่อกวน

ลู่เหวินเซียวยืนนิ่งใช้เงาของตนทาบทับร่างเล็กของชิงเหอที่ยังคุกเข่าอยู่ ก่อนจะเอียงหน้ามาเอ่ยกับผู้ที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล

“จางลั่วเว่ย” เสียงของเขาเข้มและหนักแน่น “เจ้าได้ยินสิ่งที่ภรรยาเจ้าพูดแล้ว หากนางมีอันเป็นไปก่อนเวลาอันควร นอกจากเจ้าจะต้องตอบคำถามข้าในฐานะผู้ดูแลนางแล้ว ถึงยามนั้นข้ายังจะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความประพฤติและจิตใจของเจ้าด้วย เข้าใจหรือไม่” ถ้อยคำข่มขู่ถูกเปล่งออกมาดั่งคำประกาศิต

ลั่วเว่ยเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและอับอาย แต่ก็แฝงความหวาดหวั่นในอำนาจของลู่เหวินเซียวเช่นกัน

“ข้า…ข้าน้อยทราบแล้วขอรับท่านเสนาบดี ข้าน้อยจะดูแลนางอย่างดี ไม่ให้เกิดเรื่องแน่” ลั่วเว่ยตอบรับเสียงแหบแห้ง สุ้มเสียงที่เคยมั่นใจ บัดนี้สั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้

“ดี! จำคำของเจ้าไว้ แล้วเรื่องนี้ข้าจะไม่เอาความ” ลู่เหวินเซียวสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

ซูเม่ยจึงรีบปรี่เข้าไปประคองจางลั่วเว่ยที่ยืนนิ่งราวถูกตรึง

“พี่เว่ย ท่านจะรับนางเข้าจวนจริงหรือ แล้วงานแต่งของเราเล่าจะทำอย่างไร” บุตรสาวเสนาขวารีบซักไซ้อย่างร้อนใจ

“ซูเม่ย เจ้าก็เห็นว่าข้าทำอันใดไม่ได้นอกจากต้องรับนาง เจ้ากลับไปก่อนนะ เอาไว้เรื่องนี้เราค่อยหารือกัน ยามนี้ข้าต้องจัดการเรื่องตรงหน้าก่อน มิเช่นนั้นหน้าที่การงานข้าต้องพังแน่”

“แต่…” ซูเม่ยหมายทักท้วง

“เชื่อข้านะ” ลั่วเว่ยหันมาตั้งท่าจะประคองนาง ทว่าสายตาเขาหันไปเห็นชาวเมืองที่ยังยืนดูอยู่ จึงได้ลดมือลง “กลับไปก่อน มิเช่นนั้นชื่อเสียงเจ้าจะเสียหาย ช่วงนี้อย่าเพิ่งมาพบข้า เอาไว้ข้าจะไปหาเจ้าที่จวนเองนะ หานเจียง…เจ้าช่วยไปส่งซูเม่ยให้ข้าที”

“ได้” สหายวัยเดียวกันรับปาก ก่อนจะหันมาหาสตรีที่ยังทำทีอิดออด “ไปเถิด ขืนเจ้าอยู่ต่อเป็นได้อับอายขายหน้ากว่านี้แน่”

ซูเม่ยกำมือแน่น ก่อนจะหันมามองสตรีที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิม “นางปีศาจร้าย ไยไม่ตายตั้งแต่เดินทางมา” บุตรสาวขุนนางชั้นสูง คำรามลั่นท้องถนน ก่อนจะเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างเดือดดาล ท่ามกลางสายตาผู้คนที่เริ่มมองนางต่างออกไป

เมื่อคู่หมายไม่อยู่แล้ว จางลั่วเว่ยก็ก้าวเท้าเข้ามาหาภรรยาตน ก่อนจะประคองนางขึ้นด้วยท่าทางห่วงใย การกระทำเขาในยามนี้ช่างต่างจากคราแรกที่พบกันราวฟ้ากับเหวนัก

มือที่ไร้แรงยกขึ้นมาปัดออกอย่างไม่ไยดี “อย่ามาแสร้งทำ เพราะมันตบตาใครไม่ได้อีกแล้ว ข้าแค่ต้องการที่พักรักษาตัว อาหารและเครื่องนุ่งห่ม ขอแค่ท่านจัดหามาให้ข้า ข้ารับปากว่าจะไม่สร้างปัญหาใดให้อีก” เอ่ยจบชิงเหอก็ยันกายขยับลุกยืน พรางจ้องหน้าพร้อมกับยิ้มหยัน เมื่อเห็นแววตามาดร้ายของเขา

“หึหึ อยากฆ่าข้าหรือ เสียใจด้วยนะที่ท่านทำมันไม่ได้ในเร็ววันนี้จางลั่วเว่ย เพราะถ้าท่านลงมือ ความฝันที่จะได้เป็นขุนนางใหญ่ เป็นได้ดับสลายทันตาเห็นเป็นแน่” เอ่ยจบ นางก็ยกมือขึ้นมาตบไหล่เขาสองสามที ก่อนจะก้าวเดินเข้าจวนที่เพิ่งไล่นางออกมา ซึ่งยามนี้ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจาเหยียดหยันอีกแล้ว

นับจากวันนั้น ชิงเหอก็ได้ก้าวเข้าจวนสกุลจางในฐานะภรรยาตามที่ควรจะเป็น ทว่าชีวิตใหม่ในจวนใหญ่กลับเหมือนนักโทษที่มองไม่เห็นกรงขัง ถึงแม้สถานะภรรยาหลวงจะทำให้นางมีที่พักอาศัยที่เหมาะควร ทว่าความเป็นจริงแล้ว ห้องพักของนางกลับทรุดโทรมแทบไม่ต่างจากห้องเก็บของเก่า

บ่าวไพร่ในจวน ซึ่งส่วนใหญ่รับใช้ลั่วเว่ยและรู้เห็นถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างเขากับซูเม่ย ต่างก็พากันดูถูกและกลั่นแกล้งฮูหยินผู้นี้อย่างเปิดเผยและลับหลัง อาหารที่ส่งให้นางมักจะเย็นชืดและมีคุณภาพต่ำ เสื้อผ้าก็ถูกส่งมาช้ากว่ากำหนด

หรือแม้แต่การขอความช่วยเหลือจากสาวใช้หรือคนงานภายในจวน ก็มักจะถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

“นางก็เป็นเพียงตัวขวางทางนายท่านเท่านั้น”

นี่คือคำนินทาที่เหล่าบ่าวไพร่เอ่ยให้ชิงเหอได้ยินจนชินชา

แต่ถึงกระนั้น... คนเหล่านี้ก็ยังทำอันใดนางไม่ได้

ชิงเหอเป็นบุตรสาวของนายอำเภอจ้าว นางเติบโตมาด้วยความภาคภูมิในวงศ์ตระกูลที่มีความซื่อตรง และความสามารถในการรับมือเรื่องกดดันต่าง ๆ นางไม่ใช่สตรีอ่อนหวานที่อยู่กับเหย้าเฝ้าแต่เรือน หากนางเป็นเช่นนั้นย่อมไม่มีทางรอนแรมมาถึงเมืองหลวงได้ตามลำพังแน่ นางเป็นสตรีที่แกร่งกว่าใคร ๆ คิด

นางใช้ความสงบรับมือกับความเย้ยหยัน เก็บกวาดห้องของตนเอง ซักเสื้อผ้าอย่างเงียบๆ และใช้ความรู้ด้านสมุนไพรที่บิดาเคยสอนในการดูแลสุขภาพตนเอง ไม่แยแสว่าคนในจวนจะกล่าวเหยียดหยันเพียงใด เพราะบ่าวไพร่ทั้งหลายก็ทำได้แค่นี้

ค่ำของวันหนึ่ง ซึ่งเป็นคืนที่ห้าของการอาศัยอยู่ในเรือนหลัง อากาศวันนี้หนาวเย็นมากกว่าปกติ ชิงเหอจึงรีบปิดประตูหน้าต่าง หมายให้เรือนนอนของตนได้อุ่นขึ้น

ก่อนหน้านางไปขอเตาผิงกับผู้ดูแลแล้ว ทว่าคำตอบที่ได้คือยังไม่มีการจัดซื้อ ชิงเหอจึงต้องกลับมามือเปล่า

แต่ในขณะที่นางกำลังเดินมาถึงหน้าประตู จู่ ๆ ก็มีสตรีนางหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับส่งผืนผ้าห่มให้แล้วก็รีบเอ่ยว่า

“ข้าช่วยท่านได้เท่านี้ รับไปเสีย” เอ่ยแล้วหญิงสาวนางนี้ก็รีบวิ่งออกจากเรือน มุ่งไปทางสวนแล้วก็เลือนหายไป

ชิงเหอมองผ้าห่มในมือ แม้มันจะไม่หนา แต่ก็พอให้ไออุ่นได้บ้าง เมื่อสำรวจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเจือปน นางก็เอ่ยขึ้น “อย่างน้อยในจวนนี้ก็ยังมีมนุษย์อาศัยอยู่ นึกว่าจะมีแต่พวกยักษ์มารที่คอยให้ร้ายรังแกผู้อื่นเสียอีก” เผยยิ้มบางแล้วก็เดินไปปิดประตูลงกลอน

คืนนี้นับว่าโชคดี ที่ได้ความอบอุ่นจากผ้าห่มอีกผืนไว้คลุมกาย ทว่าชิงเหอ เจ้าจะยอมทนลำบากเช่นนี้ไปทำไมกัน

ยิ้มร้ายเผยขึ้นในเวลาต่อมา ไม่ถึงอึดใจมันก็เลือนหายไป

“ค่ำคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ข้าจะทนให้ท่านทำร้ายข้าจางลั่วเว่ย นับจากนี้ไปจะไม่มีอีกแล้ว” เอ่ยจบเปลือกตาที่ยังเหลือร่องรอยดำคล้ำก็ปิดลง ไม่นานนักนางก็พาตนเองเข้าสู่นิทรา

เช้าวันต่อมา…

เรือนใหญ่ของจวนบัณฑิตจางก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายจนทำให้เจ้าของเรือนต้องรีบขยับลุกยันกายตื่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

“เกิดอะไรขึ้น!” ลั่วเว่ยก้าวออกมาจากห้องถามคนสนิท

“เอ่อ…ฮูหยินนางอาละวาดอยู่ที่ลานหน้าเรือนรับรองขอรับ”

“อาละวาดหรือ แล้วเหตุใดเจ้าไม่ห้ามปรามนาง”

“เข้าใกล้ไม่ได้ขอรับ ฮูหยินนางตะโกนว่าบ่าวในเรือนรังแกตบตีนาง พวกเราเลยไม่กล้าเข้าไปห้ามขอรับ” ฉงฟู่เอ่ยบอกพรางยิ้มแหย ให้เขาไปต่อสู้กับโจรยังดีกว่าให้ไปห้ามปรามสตรีผู้นี้

“ไร้ประโยชน์!” ลั่วเว่ยคำรามลั่น ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบชุดคลุมมาสวมทับ แล้วเดินออกมาจากเรือนของตนด้วยท่าทางหงุดหงิด เมื่อมาเห็นภาพฮูหยินตนร้องแหกปากเขาก็ยิ่งเดือดดาล

“ชิงเหอ! นี่เจ้าคิดจะทำบ้าอันใด”

ร่างเล็กที่กำลังถือไม้ตีข้าวของหยุดชะงักทันที นางหันไปมองเขาพรางยิ้มหยัน “มาแล้วหรือ คิดว่าท่านจะหลับเป็นตายในห้องอุ่น ๆ บนที่นอนนุ่ม ๆ ซึ่งได้มาจากน้ำพักน้ำแรงและหยาดเหงื่อของคนสกุลจ้าวจนไม่อยากตื่นขึ้นมาเสียอีก”

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า จวนนี้ข้าวของในจวนนี้ล้วนแต่เป็นเงินที่ข้าเก็บหอมรอมริบ และได้จากรางวัลที่ฝ่าบาทประทานให้ทั้งนั้น ไม่มีชิ้นไหนเกี่ยวข้องกับเงินสกุลจ้าวเลย เจ้าอย่าได้พูดยกอ้างบุญคุณเก่าก่อนขึ้นมาอีกเป็นอันขาด” ลั่วเว่ยชี้หน้าภรรยาตนอย่างเหลืออด ยามนี้หน้าเขาแดงก่ำไปหมดแล้ว

#ลูกสาวอย่าไปยอม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel