2. เล่ห์เหลี่ยม
ทว่าแววตาคนเหล่านี้ยังคงมองนางอย่างเย้ยหยัน คงมีแค่สามีกระมังที่ต่างออกไป ท่าทางเขาเหมือนรู้สึกผิด แต่ในความคิดชิงเหอมันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น จางลั่วเว่ยกำลังหวาดหวั่น
คงเกรงว่าการมาของนางจะทำให้ทุกอย่างพังกระมัง
ชิงเหอยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงดังเท่าที่จะทำได้
“ไยข้าต้องไป ข้าเป็นภรรยาที่ถูกต้อง มีสิทธิ์อาศัยอยู่ในจวนของสามีตามกฎหมายต้าเหลียน และจวนนี้ก็เป็นสินสมรสครึ่งหนึ่งของข้า หากจากไปง่าย ๆ ก็เท่ากับเปิดทางให้คนชั่วได้ใจจริงหรือไม่” นางเอ่ยเสียงดังให้ผู้คนโดยรอบได้ยินไปด้วย
จางลั่วเว่ยถึงกับทำอันใดไม่ถูก เนื่องจากสิ่งที่ชิงเหอกล่าวมามันถูกต้องทั้งหมด หากมีการตรวจสอบเรื่องนี้ขึ้นมา ทุกคนย่อมรู้ว่าที่นางพูดคือเรื่องจริง หน้าที่การงานเขาต้องพังทลายลงแน่
เขาต้องรีบจบเรื่องนี้ก่อนมันจะบานปลายเข้าสู่ราชสำนัก
“ชิงเหอ...” จางลั่วเว่ยตั้งท่าจะเดินเข้าไปเจรจา ทว่าสหายรักกลับรั้งเขาไว้ และยังเอ่ยเตือนอย่างเร่งรีบ
“ลั่วเว่ย! หัวหน้าเสนาบดีฝ่ายตุลาการ ลู่เหวินเซียวมา!”
ทั้งสี่รีบหันกลับมาทางด้านหลัง ซึ่งบัดนี้มีร่างสูงสง่าในชุดสีม่วงเข้มของขุนนางชั้นผู้ใหญ่เดินนำกลุ่มคนตรงมา ใบหน้าเขาเย็นชาและแววตาก็คมดุประดุจว่ามองสิ่งใดก็เห็นได้ทะลุปรุโปร่ง
ลู่เหวินเซียวผู้นี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นผู้เคร่งครัดกฎหมายและเป็นคนเด็ดขาดที่สุดในราชสำนัก แม้อายุเพิ่งจะสามสิบสอง ทว่าหน้าที่การงานกลับก้าวหน้าเกินกว่าขุนนางที่อยู่ในวัยเดียวกันนัก
ลั่วเว่ยและซูเม่ยหน้าถอดสีทันที พวกเขารีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ทว่าลู่เหวินเซียวกลับเพิกเฉยต่อการกระทำนี้
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่กลับมองผ่านเลยไปยังสตรีที่อยู่ในชุดเก่าซีดเซียว ก่อนจะหันกลับมามองจางลั่วเว่ยด้วยสายตาตำหนิ
“บัณฑิตจาง! ข้าได้ยินเสียงของสตรีผู้ถูกทอดทิ้งดังไกลไปถึงตรอกทางโน่นเลยนะ หรืออยากให้มันดังถึงหูฝ่าบาทด้วย”
ลั่วเว่ยเหงื่อแตกพลั่ก พรางกลืนน้ำลายลงคอด้วยท่าทางหวาดหวั่น “เรียนท่านเสนาบดี! สตรีผู้นี้ นะ...นางคือภรรยาเก่าของข้าน้อยที่เดินทางมาจากบ้านนอก พอดีว่านางเพิ่งมาถึง ข้าน้อยเลยยังไม่ทันได้จัดการสิ่งใดขอรับ” บัณฑิตหนุ่มวัยยี่สิบสองยอมรับอย่างคนเลี่ยงไม่ได้แล้ว สถานการณ์ตรงหน้า หากเขายังเอ่ยปากขับไล่ชิงเหออีก เส้นทางขุนนางคงจบสิ้นเป็นแน่
ชิงเหอยิ้มหยันให้กับคำตอบของสามี เมื่อครู่เขายังขอให้นางจากไปอยู่เลย มาบัดนี้กับกล่าวราวกับว่าจะรับผิดชอบ
“บัณฑิตจาง! ไม่ว่าเจ้าจะมีเหตุผลใด การทอดทิ้งภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเพื่อก้าวหน้าในตำแหน่ง เป็นการกระทำที่น่าละอายอย่างยิ่ง! เจ้าต้องรับสตรีผู้นี้เข้าสู่จวนอย่างสมเกียรติ! มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้ายกับบัณฑิตใหม่”
“ขะ...ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ” ลั่วเว่ยรีบรับคำเสียงติดขัด
ด้วยว่าคำสั่งของหัวหน้าเสนาบดีฝ่ายตุลาการนั้น เป็นดั่งพระราชโองการของฮ่องเต้ที่ไม่อาจขัดขืนได้
คนผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นขุนนางใหญ่ แต่เขายังเป็นสหายของฮ่องเต้ด้วย ที่สำคัญเขายังเป็นพี่ชายของฮองเฮาองค์ปัจจุบันอีกต่างหาก เรียกว่าทั้งราชสำนักไม่มีใครกล้าลองดีกับเขาเลย
ซูเม่ยจึงทำได้แค่กัดริมฝีปากแน่นข่มความโกรธ ลั่วเว่ยก็ทำได้เพียงก้มศีรษะลงยอมรับชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้
ชิงเหอได้ยินเช่นนั้นก็ยอบกายคุกเข่าลง สองมือที่หยาบกร้านยกขึ้นประสานกัน ก่อนจะก้มคำนับช้า ๆ พรางเอ่ยกับคนตรงหน้าเสียงพร่า “ขอบคุณท่านเสนาบดีตุลาการเจ้าค่ะ ทว่าท่านช่วยเมตตาข้าน้อยอีกสักอย่างได้หรือไม่” ใบหน้าซีดเซียวแห้งกร้านเงยขึ้นสบตากับชายร่างโตที่ดูภูมิฐาน ซึ่งเขาก็มองนางอยู่
“ว่ามา” ลู่เหวินเซียวกล่าวเสียงเข้ม
“ช่วงที่ข้าน้อยอยู่ในจวนจาง รบกวนท่านเสนาบดีช่วยส่งคนมาดูข้าน้อยทุกเดือนได้หรือไม่เจ้าคะ” เอ่ยยังไม่ทันจบชิงเหอก็หันไปมองสามีที่ยืนหน้าซีดเผือด และมีเหงื่อไหลตามกรอบใบหน้า “ข้าน้อยเกรงว่าตนอาจจะอายุไม่ยืนเจ้าค่ะ” คนไร้หนทางเอ่ยหาทางรอดให้ตนเอง ชิงเหอคิดว่าการอยู่กับคนที่ไม่รักกันแล้ว อาจเป็นบ่อเกิดทำให้ชีวิตของนางสั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น
“นี่เจ้า!” ซูเม่ยแผดเสียงใส่ หมายจะช่วยพูดให้คู่หมายตน ทว่ามือเรียวของลั่วเว่ยกลับรั้งไว้ พรางส่งสายตาไปยังผู้ที่จ้องอยู่
ซูเม่ยจึงได้แต่ยืนนิ่งข่มอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นของตน
จากนั้นเสนาบดีฝ่ายตุลาการก็หันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าตน พร้อมยกยิ้มมุมปาก เมื่อหวนนึกถึงคำพูดที่นางเอื้อนเอ่ยออกมาร้องเรียนอย่างตรงไปตรงมา
“ได้ ข้าจะส่งคนมาดูเจ้าทุกเดือน หากเกิดอันใดขึ้นกับเจ้าในช่วงเร็ววันนี้ ข้าจะถือว่าสามีเจ้าดูแลไม่ดีก็แล้วกัน”
ชิงเหอรีบก้มลงเอาศีรษะโขกพื้นทันที “ขอบคุณท่านเสนาบดีฝ่ายตุลาการที่เมตตาข้าน้อยเจ้าค่ะ”
ลู่เหวินเซียวมองใบหน้าซีดเผือดของชิงเหอที่ก้มลงโขกพื้นจนเส้นผมยุ่งเหยิงกว่าเดิม เขาคลี่ยิ้มเล็กน้อยอย่างชอบใจ
‘นับว่านางฉลาดไม่เบา’ ลู่เหวินเซียวคิดในใจขณะมองหญิงสาวที่กำลังหาทางเอาตัวรอดแม้คราแรกดูเหมือนจะสิ้นหวังแล้ว
เขาไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจชิงเหอแม้แต่น้อย การเข้ามาแทรกแซงเรื่องครอบครัวของผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อและเสียเวลา
ทว่าสถานการณ์นี้มันต่างออกไป
ลู่เหวินเซียวมองว่าจางลั่วเว่ยนับเป็นบัณฑิตที่เขายอมรับว่ามีสติปัญญาและความสามารถมาก เป็นดาวรุ่งที่อาจได้รับตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก บุคคลเช่นนี้ย่อมต้องถูกขุนนางที่มีอำนาจมากกว่า ‘ดึง’ ไปใช้งาน เพื่อเป็นหูเป็นตาในวันหน้านั่นเอง
ลู่เหวินเซียวเหลือบมองไปยังซูเม่ย บุตรีของเสนาบดีฝ่ายขวา ซึ่งบัดนี้ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ นางคือบุตรสาวคนเล็กของศัตรูตัวฉกาจ ปรปักษ์ที่ตระกูลเขาต้องการล้มล้างมาหลายรุ่น
การแต่งงานระหว่างจางลั่วเว่ยกับบุตรีของเสนาบดีขวา คือการสร้างสะพานให้กำลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่ง
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางให้มันเกิดขึ้นเป็นอันขาด
การช่วยสตรีตรงหน้า ก็เป็นเพียงข้ออ้างที่จะเอานางมาเป็นเครื่องมือเป็นเบี้ยหมากที่ใช้เดินเพื่อขัดขวางการผูกสัมพันธ์ทางการเมืองเท่านั้น คำขอของนาง สำหรับเขามันคือโอกาสที่สวรรค์ประทานให้ มีหรือคนอย่างลู่เหวินเซียวจะไม่คว้ามันไว้
ด้วยสถานะของชิงเหอที่เป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย การที่เขา ‘ยื่นมือ’ เข้ามาแทรกแซงภายใต้ข้ออ้างของการดูแลความยุติธรรมและความปลอดภัย ย่อมเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นอยู่แล้ว
และนี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังเสนาขวา ว่าการดึงจางลั่วเว่ยเข้าไปในวังวนการเมืองของพวกเขาไม่อาจสำเร็จได้แล้ว
การผูกสัมพันธ์ที่ไม่ตรวจสอบ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย
รอบตัวลูกสาวมีแต่คนร้าย พระเอกอยู่ไส
