ตอนที่ 3 รับน้อง - 1
ตอนที่ 3 รับน้อง
เหตุการณ์ของคืนที่วุ่นวายใน “Neon Reverie” ยังไม่ทันจางหายไปจากความทรงจำ แต่ความจริงของชีวิตนักศึกษาก็หมุนวนกลับมาอีกครั้ง บรรยากาศภายในห้องเรียนช่วงบ่ายที่ควรจะเงียบสงบ กลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระวนกระวาย เมื่อกลุ่มรุ่นพี่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เดาใจยาก
"เย็นนี้รวมตัว! เรามีนัดรับน้องนอกสถานที่กันที่ผับ Neon Reverie ห้ามขาด ห้ามปฏิเสธ ใครไม่มาถือว่าสละสิทธิ์กิจกรรม!"
คำประกาศนั้นทำให้ เต้าหู้ ต้นข้าว น้ำปั่น บันนี่ และ โรส ที่นั่งเบียดกันอยู่แถวกลางห้อง ถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ หันมามองสบตากันด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความกังวลฉายชัดอยู่ในแววตาของทุกคน
“จะทำยังไงดี...” เต้าหู้พึมพำเสียงแผ่ว ความรู้สึกหวาดหวั่นจากเหตุการณ์คราวก่อนเริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ปรึกษาหารือกัน รุ่นพี่ชายท่าทางเข้มงวดคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหา วางมือลงบนโต๊ะพลางจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่เหมือนจะอ่านความคิดออก
“มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า?” น้ำเสียงเข้มนั้นทำให้ทุกคนสะดุ้ง
“เปล่าครับ/ค่ะ!” ทั้งห้าคนรีบประสานเสียงตอบรัวเร็วพยายามซ่อนอาการเลิ่กลั่ก
“ก็ดี เพราะถ้าใครเบี้ยว คะแนนกิจกรรมปีนี้คงไม่ต้องพูดถึง” รุ่นพี่ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเย็น ๆ ก่อนจะเดินจากไป
เต้าหู้เม้มปากแน่น ใบหน้าหวานเผือดสีลงอย่างเห็นได้ชัด จนเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ต้องเอื้อมมือมาสะกิดเบา ๆ พร้อมกระซิบให้กำลังใจ
“ไม่ต้องกลัวนะ รอบนี้พวกกูจะประกบมึงไว้เอง ไม่ให้คลาดสายตาเลย”
คำยืนยันนั้นช่วยให้เต้าหู้เบาใจลงได้บ้าง เขาพยักหน้าช้า ๆ พลางฝืนยิ้มตอบกลับไป
.
.
.
ช่วงเวลาโพล้เพล้ยามเย็นที่แสงอาทิตย์สีส้มสลัวเริ่มลาลับขอบฟ้า รถยนต์ของกลุ่มเพื่อนจอดรออยู่ริมถนนหน้าบ้าน เครื่องยนต์ที่ยังคงทำงานส่งเสียงครางแผ่วสอดรับกับความเงียบของหมู่บ้าน เต้าหู้ในชุดที่ดูเรียบร้อยสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาผู้เป็นพ่อและแม่ซึ่งกำลังนั่งพักผ่อนรับลมอยู่ตรงชานบ้านไม้หลังเก่า ความรู้สึกหนักอึ้งสายหนึ่งแล่นเข้ามากดทับในใจ เพราะเขารู้ดีว่าท่านทั้งสองเป็นห่วงเขามากเพียงใด
“วันนี้อาจจะกลับดึกหน่อยนะม๊า เตี่ย... พอดีรุ่นพี่เขานัดไปรับน้องนอกสถานที่ครับ”เต้าหู้เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็นปกติที่สุด ทว่าปลายนิ้วกลับเผลอกำสายกระเป๋าเป้แน่นอย่างลืมตัว เตี่ยที่กำลังนั่งจิบน้ำชาขมวดคิ้วมุ่นพลางวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้ เสียงเซรามิก
กระทบพื้นผิวไม้ดัง กึก แผ่วเบาแต่กลับทำให้ใจคนฟังกระตุก
“ไปที่ไหนกันน่ะ... แล้วไปกับใครบ้างล่ะเรา?”
คำถามที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงทำเอาเต้าหู้รีบคลี่ยิ้มบาง ๆ ออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความกังวล
“ไปกันทั้งกลุ่มเลยครับเพื่อนสนิททั้งนั้นเลย เพื่อน ๆ จอดรถรออยู่หน้าบ้านแล้วครับ เตี่ยไม่ต้องห่วงนะ” เขารีบบอกย้ำเพื่อให้ผู้ใหญ่สบายใจขึ้น พลางพยักพเยิดหน้าไปทางรั้วบ้านที่มีเงารถของเพื่อนทอดตัวอยู่
ม๊าที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาลูกชายฝีเท้าของท่านเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น มือที่เริ่มสากตามกาลเวลาทว่านุ่มนวลที่สุดในความรู้สึกของเต้าหู้เอื้อมมาซับเหงื่อบนหน้าผากลูกชายอย่างเบามือ ก่อนจะโอบกอดร่างกายโปร่งบางของลูกชายไว้แน่นจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมา
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก... ไปที่อโคจรแบบนั้นอย่าแยกตัวไปไหนคนเดียวเด็ดขาดนะ”น้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยของแม่ทำให้หัวใจของเต้าหู้พองโตด้วยความซาบซึ้ง ความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กช่วยชะล้างความกลัวที่เกาะกินใจให้ใจชื้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขาหลับตาลงซบหน้าลงบนไหล่ที่แสนปลอดภัยของแม่ครู่หนึ่ง กลิ่นแป้งเด็กอ่อน ๆ จากตัวม๊าทำให้เขารู้สึกดีจนบอกไม่ถูก
“ครับม๊า... ผมจะระวังตัวให้ดีที่สุดครับ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”เต้าหู้ผละออกมาพร้อมรอยยิ้ม แม้ในใจลึก ๆ จะยังหวั่นใจกับสถานที่ที่จะต้องไป ทว่าการได้รับพรจากความรักของคนในครอบครัว ก็ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะต้องกลับมาสู่อ้อมกอดนี้ได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
