ตอนที่ 2 ไปฉลองกัน - 2
เสียงทุ้มพร่าของชายแปลกหน้าคนหนึ่งดังขึ้นข้างหู ก่อนที่เจ้าตัวจะขยับออกมาจากเงามืดหลังเสาต้นใหญ่ มือหนาเอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเต้าหู้ฉับพลัน
“อะ... เอ่อ ขอโทษครับ ผมรีบกลับไปหาเพื่อน” เต้าหู้สะดุ้งสุดตัว พยายามขืนแขนออกตามสัญชาตญาณ แต่แรงบีบที่ข้อมือกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
“ไปนั่งดื่มกับพี่สักแก้วก่อนสิ เดี๋ยวพี่ดูแลเองนะคนดี” ชายคนนั้นพูดพลางขยับตัวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึก มืออีกข้างเริ่มเลื่อนต่ำลงมาที่แผ่นหลังอย่างถือวิสาสะ
หัวใจของเต้าหู้หล่นวูบ ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่างจนมือไม้สั่นเทา
“ปล่อยผมเถอะครับ...!”
“อย่าดื้อสิ บอกว่าให้ไปด้ว...”
“มึง... อยากตายรึไง?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย มันเป็นเสียงที่นิ่งเรียบแต่กลับให้ความรู้สึกกดดัน เต้าหู้เงยหน้าขึ้นมองด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า
คณินยืนเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าคมคายเรียบเฉย แววตาคมดุจ้องเขม็งไปยังชายแปลกหน้าด้วยความคุกคาม เขาอยู่ในชุดเชิ้ตสีดำสนิท พับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดที่พาดผ่านท่อนแขนแข็งแรง
ชายที่กำลังลวนลามเต้าหู้หน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น
“กะ... เฮีย! ผมไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นคนของ...”
“กูถามว่าอยากตายรึไง?”คำพูดสั้น ๆ นั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง ไม่ต้องรอให้จบประโยคดี การ์ดร่างใหญ่สองคนก็รุดเข้ามาลากตัวชายคนนั้นออกไปจากบริเวณนั้นทันที
“จัดให้หนัก” คณินสั่งเสียงเรียบ
เต้าหู้ยืนตัวสั่นเทา มือกำชายเสื้อตัวเองแน่น น้ำตาเม็ดโตหยดลงบนแก้มโดยไม่อาจห้ามได้ คณินขยับเท้าก้าวเข้ามาหาช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดความแข็งกร้าวลง
“ไม่เป็นไรแล้ว”คำปลอบโยนนั้นสั้นกระชับ ทว่ากลับหนักแน่นและอบอุ่นพอที่จะทำให้เต้าหู้พยักหน้ารับทั้งน้ำตา เขาความรู้สึกปลอดภัยเริ่มไหลย้อนกลับเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว
คณินจ้องมองคนตัวเล็กตรงหน้าที่กำลังสะอื้นเบา ๆ อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางบันได
“ขึ้นไปดาดฟ้ากัน เดี๋ยวจะได้ไปสงบสติอารมณ์ก่อน”
บนดาดฟ้าของ Neon Reverie ท่ามกลางความสูงที่ตัดขาดจากความวุ่นวายเบื้องล่าง ลมกลางคืนพัดโชยมาปะทะผิวหน้า หอบเอาความเย็นเยือกมาช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาจนอ่อนล้า วิวเมืองหลวงยามราตรีทอประกายระยิบระยับราวกับผืนกำมะหยี่สีดำที่ถูกโรยด้วยเพชรเม็ดละเอียด แสงไฟเหล่านั้นดึงดูดสายตาให้หลุดลอยไปกับความเวิ้งว้าง ช่วยให้บรรยากาศโดยรอบสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ
แสงจันทร์นวลตาอาบไล้เสี้ยวหน้าคมคายของ คณิน ที่ยืนพิงขอบกั้นดาดฟ้าด้วยท่าทีสุขุมลุ่มลึก เขาคีบบุหรี่ขึ้นสูบอย่างเชื่องช้า กลุ่มควันสีเทาจางลอยละล่องไปตามแรงลมก่อนจะเลือนหายไปในความมืด ดวงตาคมปลาบทอดมองออกไปไกลแสนไกล ราวกับมีเรื่องราวมากมายซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งเฉยนั้น
เต้าหู้นั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กใกล้ ๆ พยายามหดตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาลอบมองชายหนุ่มผ่านเงามืดด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก กลิ่นบุหรี่ที่ลอยมาตามลมนั้น ปกติเขาจะรู้สึกเหม็นจนต้องเบือนหน้าหนี
ทว่าในวินาทีที่หัวใจยังคงสั่นไหวด้วยความกลัว กลิ่นนี้กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ราวกับเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าบุคคลที่เพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้ยังคงยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หายไปไหน
“ขอบคุณ... ที่ช่วยผมไว้นะครับ”เต้าหู้รวบรวมความกล้าเอ่ยออกมาเบา ๆ พร้อมพนมมือไหว้ด้วยความซาบซึ้งจากใจจริง น้ำเสียงของเขายังคงสั่นเครือและแฝงไปด้วยความประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
คณินชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามอง เขาดับบุหรี่ด้วยปลายเท้าอย่างช้า ๆ ท่าทางนั้นดูดิบเถื่อนแต่กลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างลึกลับ เขาขยับตัวพิงแผ่นหลังกว้างเข้ากับผนังดาดฟ้า จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ดูน่าสงสาร
“เราชื่ออะไรล่ะ?”น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเรียบเรื่อย ทว่ากลับมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนฟังต้องตั้งใจฟัง
