3
‘หากมิใช่เพราะได้รับคำสั่งจากท่านอ๋อง ข้าคงกระโดดลงไปถามแล้วว่าเหลือให้ชิมสักชามหรือไม่’
เขาจับตามองอยู่ครู่ใหญ่ จนเห็นพระชายากับสาวใช้ซดน้ำแกงจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปก้นชาม จึงถอนสายตาอย่างแสนเสียดาย ก่อนใช้วิชาตัวเบาทะยานกลับไปยังตำหนักหย่งอันทันที
เมื่อโม่เฉินกลับถึงห้องหนังสือ ภาพแรกที่เห็นคือเซียวจิ้งเหยากำลังเดินวนไปมาอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะ
เสียงเคาะขอบหน้าต่างเบาๆ ดังขึ้น ก่อนองครักษ์หนุ่มจะก้าวเข้ามา
ท่านอ๋องหยุดฝีเท้าทันที
“ได้ความว่าอย่างไร ผู้ใดเป็นคนทำอาหารส่งกลิ่นรบกวนเปิ่นหวาง” น้ำเสียงยังคงเข้มขรึมดังเดิม แต่แววตากลับมีความอยากรู้อยากเห็นซ่อนอยู่จนโม่เฉินสังเกตได้
“ทูลท่านอ๋อง กลิ่นนั้นมาจากเรือนไผ่เขียวท้ายจวนพ่ะย่ะค่ะ”
คิ้วกระบี่ของเซียวจิ้งเหยาขมวดเข้าหากัน
“เรือนไผ่เขียว นั่นมิใช่ที่พักของพระชายาเอกหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ้งเหยานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามต่อ
“สตรีอ่อนแอผู้นั้นทำอาหารเป็นด้วยหรือ”
“พระชายาเป็นผู้ลงมือทำด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ” โม่เฉินตอบ ก่อนเผลอเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“พระชายานำกระดูกหมูที่โรงครัวคัดทิ้งมาต้มกับสมุนไพรและพริกเม็ดเล็ก หน้าตาอาหารแปลกกว่าที่เคยเห็น แต่น้ำแกงส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ กระหม่อมเห็นพระชายากับสาวใช้นั่งซดจนเกลี้ยงชาม ท่าทางเอร็ดอร่อยยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ้งเหยาชะงัก
“กระดูกหมูที่โรงครัวคัดทิ้งหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมเห็นพระชายาเลือกเฉพาะส่วนที่ยังสด นำมาล้างและลวกจนสะอาดก่อนปรุงพ่ะย่ะค่ะ” คำอธิบายนั้นทำให้สีหน้าของเซียวจิ้งเหยาผ่อนลงเล็กน้อย
เขาไม่ได้รังเกียจความยากจน หากแต่เรื่องอาหารเป็นสิ่งที่เขาระมัดระวังมากที่สุดมาตลอด หากนางนำของเสียหรือของบูดมาปรุงกินจริง คงไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยผ่านได้
ทว่าเมื่อรู้ว่านางเลือกวัตถุดิบอย่างรอบคอบ ความคิดอีกด้านกลับผุดขึ้นมาแทน
พระชายาเอกของจวนอ๋องถึงขั้นต้องเก็บของที่โรงครัวคัดทิ้งมาทำอาหารเอง
บ่าวในจวนของเขากล้ารังแกนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ
กระนั้นนิสัยระแวดระวังที่ติดตัวมายาวนานก็ยังทำให้เขาอดคิดไม่ได้ หรือว่านางจงใจทำเรื่องเช่นนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา แต่ยังไม่ทันหาคำตอบ กระเพาะอาหารกลับส่งความรู้สึกหิวขึ้นมาอีกระลอก
ยิ่งได้ยินโม่เฉินบรรยายว่าอีกฝ่ายซดน้ำแกงจนเกลี้ยงชาม ปากของท่านอ๋องก็ยิ่งแห้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“กระดูกหมูที่โรงครัวคัดทิ้ง มีสิ่งใดน่ากินกัน”
เซียวจิ้งเหยาเค่นเสียงเย็นชา พยายามทำท่าราวกับไม่สนใจแม้แต่น้อย
“นางอยากทำอะไรก็ช่างนาง อย่าให้มารบกวนเปิ่นหวางอีกก็พอ”
โม่เฉินประสานมือ
“พ่ะย่ะค่ะ” แม้ปากจะรับคำ แต่ในใจกลับอดเสียดายไม่ได้
เขานึกว่าท่านอ๋องจะสั่งให้ตนกลับไปขออาหารมาสักชามเสียอีก
เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามจื่อ ความมืดปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋อง สายลมกลางคืนพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ
ทว่าภายในห้องบรรทมของตำหนักหย่งอัน เซียวจิ้งเหยากลับยังคงพลิกตัวไปมาบนเตียงกว้าง
เขานอนไม่หลับ ภาพอาหารที่ไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองกลับวนเวียนอยู่ในหัวอย่างน่ารำคาญ
ทั้งกระดูกหมูต้มสมุนไพร ทั้งคำบรรยายของโม่เฉิน และโดยเฉพาะกลิ่นหอมเปรี้ยวเผ็ดที่ลอยเข้ามาในห้องหนังสือเมื่อช่วงบ่าย
ยิ่งดึก ความหิวที่สะสมมาหลายวันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น กระเพาะว่างเปล่าจนเกิดอาการแสบเป็นระยะ
เซียวจิ้งเหยาลืมตาขึ้นในความมืด
‘เปิ่นหวางเพียงจะไปตรวจดูความปลอดภัยบริเวณท้ายจวนเท่านั้น’
เหตุผลนี้ฟังดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ในความคิดของเขาเอง
แม่ทัพหนุ่มดีดตัวลุกจากเตียง หยิบชุดคลุมสีดำสนิทไร้ลวดลายมาสวม ก่อนเปิดหน้าต่างและใช้วิชาตัวเบาทะยานผ่านแนวหลังคา มุ่งตรงไปยังเรือนไผ่เขียวท้ายจวนโดยไม่เรียกองครักษ์ติดตามแม้แต่คนเดียว
ไม่นาน ปลายรองเท้าสีดำก็แตะลงบนพื้นดินหลังเรือนอย่างไร้เสียง แต่ยังไม่ทันที่เซียวจิ้งเหยาจะก้าวต่อ กลิ่นหอมระลอกใหม่ก็พุ่งเข้าปะทะจมูกอย่างจัง
ท่านอ๋องหยุดนิ่ง กลิ่นนี้ไม่เหมือนน้ำแกงเมื่อช่วงบ่าย เป็นกลิ่นเนื้อย่างบนเตาถ่านที่หอมเข้มกว่าเดิม ผสมกับเครื่องเทศเผ็ดร้อนแปลกประหลาด ไขมันจากเนื้อไก่หยดลงบนถ่านเกิดเสียง ฉ่า เบาๆ พร้อมควันหอมที่ลอยกระจายไปทั่วลาน
เซียวจิ้งเหยากลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว ตรงลานดินหลังเรือน เสี่ยวเยว่กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างเตาถ่าน มือหนึ่งถือพัด อีกมือพลิกไม้เสียบเนื้อไก่ที่กำลังย่างจนผิวเหลืองสวย
นางโรยเครื่องปรุงลงบนเนื้อไก่อีกเล็กน้อย กลิ่นหอมเผ็ดชาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
“หอมใช้ได้”
เสี่ยวเยว่พึมพำกับตัวเองอย่างพอใจ ก่อนหยิบไม้หนึ่งขึ้นมาดูใกล้ๆ
ไก่ย่างหม่าล่าที่นางดัดแปลงจากวัตถุดิบที่หาได้ในยุคนี้ส่งควันหอมฉุยจนคนทำเองยังแทบอดใจไม่ไหว
และในจังหวะที่กำลังจะชิมคำแรกนั้นเอง เสี่ยวเยว่กลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
นางเงยหน้าขึ้น สายตาพลันเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนของชายร่างสูงที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกล
เสี่ยวเยว่หรี่ตามอง อีกฝ่ายแต่งกายดำสนิท ยืนหลบอยู่ในเงามืด ทั้งยังมาโผล่หลังเรือนในยามวิกาลโดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย
ไม่ใช่โจรแล้วจะเป็นอะไรได้ มือที่ถือไม้ไก่ย่างชะงักอยู่กลางอากาศ ก่อนดวงตาของนางจะจับจ้องเงาร่างนั้นอย่างระแวดระวัง
แสงจันทร์กระจ่างสาดลงบนลานดินหลังเรือนไผ่เขียว ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้เงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อสายตาของหลินเสี่ยวเยว่ปรับเข้ากับความมืด นางก็มองเห็นเงาดำทะมึนของชายร่างสูงยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก
แทนที่หัวใจของอดีตฟู้ดบล็อกเกอร์สาวจะเต้นแรงด้วยความหวาดกลัวต่อภูตผีหรือโจรผู้ร้าย ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวกลับเป็นเรื่องของกิน
‘คงไม่ได้คิดจะมาขโมยไก่ย่างของข้าหรอกนะ’
“เฮ้ เจ้าตรงนั้นน่ะ ย่องมาทำลับๆ ล่อๆ แถวครัวหลังเรือนข้ามีจุดประสงค์อันใด”
เสี่ยวเยว่ไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว มือหนึ่งถือพัดตาลสำหรับเร่งไฟ อีกมือกำไม้เสียบไก่ย่างหม่าล่าที่เพิ่งทาซอสจนชุ่ม เดินอาดๆ เข้าไปหาผู้บุกรุกด้วยท่าทางเอาเรื่องเต็มที่
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทชะงักไปเล็กน้อย
เซียวจิ้งเหยาไม่คิดเลยว่าสตรีที่ขึ้นชื่อว่าอ่อนแอ ขี้ขลาด และเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนท้ายจวน จะกล้าเดินถือไม้เสียบเนื้อพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยแววตาดุดันราวกับเจ้าถิ่นจับโจรเช่นนี้
เมื่อร่างสูงก้าวพ้นเงาไม้ แสงจันทร์ก็อาบไล้ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวรูปสลัก ดวงตาคมกริบมองนางด้วยความประหลาดใจปนระแวง ขณะที่สีหน้ายังคงเย็นชาไม่เปลี่ยน
เสี่ยวเยว่กะพริบตาปริบๆ ก่อนชะงักฝีเท้าลงทันที
บุรุษตรงหน้าสูงสง่า ท่าทางองอาจ กลิ่นอายกดดันรอบกายเด่นชัด แม้จะสวมเพียงชุดสีดำเรียบง่ายก็ยังดูไม่เหมือนคนธรรมดา ที่สำคัญใบหน้าหล่อเหลาระดับพระเอกซีรีส์จีนโบราณเช่นนี้ ทำให้ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
‘หรือว่านี่คือเจิ้งอ๋อง สามีหน้าตายของข้า’
เสี่ยวเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเจื่อน
“เอ่อ... ท่านอ๋องใช่ไหมเพคะ ดึกดื่นป่านนี้ ไฉนถึงมาเดินเล่นชมจันทร์พิสดารอะไรแถวเรือนร้างท้ายจวนเช่นนี้ หรือว่างานราษฎร์งานหลวงไม่มีทำแล้ว”
