บทย่อ
จากฟู้ดบล็อกเกอร์สายกินแหลก ตื่นมาอีกทีกลับกลายเป็น ‘พระชายาเอกผู้ถูกลืม’ ที่ถูกส่งไปอยู่เรือนร้างท้ายจวน แถมอาหารมื้อแรกยังมีเพียงข้าวต้มใสจนเห็นก้นชามกับผักดองไม่กี่ชิ้น หลินเสี่ยวเยว่ไม่สนหรอกว่าสามีจะเย็นชาเพียงใด ขอแค่อย่าให้หิวก็พอ เมื่อต้องเอาตัวรอด นางจึงจับของเหลือในครัวมาปรุงเป็นสารพัดเมนู ทั้งต้มแซ่บ ไก่ย่างหม่าล่า หมูกระทะ ชานมไข่มุก และหม้อไฟรสเด็ด ใครจะคิดว่า กลิ่นอาหารจากเรือนท้ายจวนจะลอยไปตก ‘เจิ้งอ๋อง’ แม่ทัพปีศาจผู้หวาดระแวงอาหารจนแทบไม่แตะต้องสิ่งใดมานานหลายปีเข้าอย่างจัง จากแอบปีนกำแพงมาขอกินหนึ่งคำ กลายเป็นส่งวัตถุดิบมาทุกวัน จากพระชายาผู้ถูกลืม กลายเป็นคนที่ท่านอ๋องตามหาในทุกมื้อ และเมื่อหัวใจเย็นชาของอ๋องปีศาจเริ่มถูกเยียวยาด้วยอาหารร้อนๆ กับรอยยิ้มของนาง สัญญาแลกเปลี่ยนง่ายๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาจ่ายวัตถุดิบ นางจ่ายความอร่อย แต่สุดท้ายดูเหมือนคนที่ต้องจ่ายหนักที่สุด จะเป็นท่านอ๋องที่เผลอยกทั้งคลังสมบัติและหัวใจให้นางไปเสียหมด
1
ความรู้สึกแรกที่ปลุกวิญญาณของ ‘หลินเสี่ยวเยว่’ ให้ตื่นขึ้นมา ไม่ใช่ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการถูกรถชนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ไม่ใช่ความหวาดหวั่นต่อโลกหลังความตาย หากแต่เป็นเสียงท้องร้องประท้วงดังสนั่นประหนึ่งกลองศึกกลางสนามรบ
โครก... คราก...
“หิว... หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว”
ร่างเล็กบางบนเตียงไม้เก่าค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เสี่ยวเยว่ยกมือกุมหน้าผากที่ปวดตุบ ก่อนความทรงจำสายหนึ่งจะไหลบ่าเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็ว
นางไม่ใช่ฟู้ดบล็อกเกอร์สาวสายกินแหลก เจ้าของช่องยอดวิวหลักล้านอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็น ‘หลินเสี่ยวเยว่’ บุตรสาวขุนนางตกอับที่ถูกพระราชทานสมรสให้แก่ ‘เซียวจิ้งเหยา’ หรือ ‘เจิ้งอ๋อง’ แม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชาและขึ้นชื่อว่าเข้าถึงได้ยากที่สุดคนหนึ่งในราชสำนัก
การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานการเมือง
หลินเสี่ยวเยว่คนเดิมเป็นสตรีขี้ขลาด อ่อนแอ ไม่กล้าสู้คน เมื่อก้าวเข้ามาในจวนอ๋องได้เพียงวันเดียวก็ถูกส่งตัวมาอยู่ ‘เรือนไผ่เขียว’ เรือนเก่าท้ายจวนที่แทบไร้เงาผู้คน ซ้ำยังถูกเหล่าบ่าวไพร่ที่เห็นว่านางไร้อำนาจหนุนหลังตัดทอนเบี้ยหวัดและเสบียงอาหารจนแทบไม่พอยาไส้
ร่างเดิมตรอมใจ ทั้งยังขาดอาหารมาหลายวัน ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็สิ้นใจอย่างเงียบงัน เปิดทางให้วิญญาณของนางเข้ามาแทนที่
เสี่ยวเยว่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองร่างกายผอมบางของตัวเองแล้วถอนหายใจ
“สวรรค์ ให้ข้ามภพมาทั้งที ส่งมาเป็นพระชายาเอกแต่กลับไม่มีข้าวกินเนี่ยนะ!”
นางบ่นพึมพำพลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง
สภาพห้องนอนทรุดโทรมจนน่าใจหาย ม่านเตียงสีซีดจนแทบมองไม่ออกว่าเดิมเป็นสีอะไร ฝุ่นจับตามขอบหน้าต่างหนาเตอะ เครื่องเรือนมีเพียงตู้ไม้เก่ากับโต๊ะตัวเล็กกลางห้อง และบนโต๊ะนั้นมีถาดไม้ใบหนึ่งวางอยู่
ดวงตาของเสี่ยวเยว่พลันเป็นประกาย
อาหาร…
นางรีบก้าวลงจากเตียง ก่อนพุ่งตรงไปเปิดฝาครอบถาดด้วยความหวังอันริบหรี่ แต่ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ความหวังทั้งหมดก็พังทลายลงในพริบตา
ชามดินเผาเนื้อหยาบใบหนึ่งบรรจุข้าวต้มเหลวจนแทบกลายเป็นน้ำ เมล็ดข้าวต้มจนเละและมีอยู่น้อยเสียจนนับเม็ดได้ ข้างกันเป็นจานใบเล็กใส่ผักกาดดองแห้งกรังสีคล้ำเพียงสามสี่ชิ้น ส่งกลิ่นเปรี้ยวฉุนชวนให้หมดความอยากอาหารยิ่งกว่าเดิม
เสี่ยวเยว่จ้องสำรับตรงหน้าอยู่หลายอึดใจ ก่อนเท้าสะเอว
“นี่มันอาหารคนหรือน้ำล้างหม้อกันแน่”
สำหรับอดีตฟู้ดบล็อกเกอร์ผู้มีความสุขที่สุดในชีวิตยามได้กินของอร่อย เรื่องอื่นนางอาจพอทนได้ แต่เรื่องกินไม่ได้เด็ดขาด
“ข้าหลินเสี่ยวเยว่ยอมเหนื่อย ยอมลุยไฟ แต่จะไม่ยอมอดตายเด็ดขาด”
ในขณะนั้นเอง ประตูไม้เก่าก็ถูกผลักเปิดพร้อมเสียง เอี๊ยด แผ่วเบา
เด็กสาววัยราวสิบสี่สิบห้าปีในชุดสาวใช้ซอมซ่อเดินก้มหน้าเข้ามา ในมือถือตะกร้าผ้าใบเก่า นางคือ ‘เสี่ยวชุน’ สาวใช้เพียงคนเดียวที่ติดตามหลินเสี่ยวเยว่มาจากตระกูลหลิน
ทันทีที่เห็นคนบนเตียงลุกขึ้นยืนได้ เสี่ยวชุนก็เบิกตากว้าง
“พระ... พระชายา พระองค์ฟื้นแล้วหรือเพคะ!”
ตะกร้าผ้าในมือถูกวางลงแทบจะทันที เด็กสาวรีบวิ่งเข้ามากุมมือเจ้านาย ดวงตาแดงก่ำจนมีหยาดน้ำเอ่อคลอ
“บ่าวคิดว่าพระองค์จะไม่ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว ฮือ... บ่าวไปขอแบ่งข้าวต้มจากโรงครัวใหญ่ แต่พวกบ่าวใจดำพวกนั้นกลับไล่บ่าวออกมา ซ้ำยังให้เพียงข้าวต้มเย็นชืดนี่มาเท่านั้น”
เสี่ยวเยว่มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความอ่อนโยน ความทรงจำของร่างเดิมบอกชัดว่า ในจวนแห่งนี้มีเพียงเสี่ยวชุนที่ยังซื่อสัตย์ต่อนางอย่างแท้จริง
นางยกมือลูบศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ
“ช่างเถอะเสี่ยวชุน ข้าไม่เป็นไรแล้ว เจ้าหยุดร้องไห้ก่อน” เสี่ยวเยว่สูดหายใจลึก ๆ ก่อนกวาดตามองร่างผอมแห้งของเด็กสาวที่แทบไม่ต่างจากตน
“คนเรามีมือมีเท้า ในเมื่อโรงครัวใหญ่ไม่ให้ข้าวกิน เราก็ต้องหาทางกินให้อิ่มด้วยตัวเอง”
เสี่ยวชุนกะพริบตาปริบๆ
“แต่... แต่ท้ายจวนไม่มีเสบียงเลยนะเพคะ”
“ไม่มีก็หาเอาสิ พาข้าออกไปดูหลังเรือนเดี๋ยวนี้”
“หลังเรือนหรือเพคะ”
“ใช่ ไปเร็ว ข้าหิวจนมองโต๊ะเป็นขาหมูแล้ว”
เสี่ยวชุนยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเจ้านายดึงมือกึ่งลากกึ่งจูงออกจากเรือนไผ่เขียว
บริเวณหลังเรือนเป็นลานกว้างที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานาน วัชพืชขึ้นสูงเกือบถึงหัวเข่า เถาวัลย์เลื้อยพันตามแนวรั้วจนดูรกตา สำหรับคนทั่วไปสถานที่แห่งนี้อาจเป็นเพียงสวนร้างไร้ประโยชน์ แต่สำหรับอดีตฟู้ดบล็อกเกอร์ที่เคยตระเวนชิมอาหารมาสารพัดกลับไม่ต่างจากขุมทรัพย์
เสี่ยวเยว่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ดวงตาก็พลันเป็นประกาย
“นั่นมันขิง” นางรีบตรงเข้าไป ก่อนย่อตัวลงสำรวจต้นไม้ตรงหน้า แล้วหันไปอีกด้านอย่างตื่นเต้น
“ตรงนั้นมีข่าด้วย”
เสี่ยวชุนรีบตามมา
“พระชายา พวกนี้เป็นเพียงของป่าที่ขึ้นเองนะเพคะ”
“ของป่าแล้วอย่างไร ของกินก็คือของกิน”
เสี่ยวเยว่ใช้นิ้วขยี้ใบสมุนไพรเบาๆ แล้วดมกลิ่น ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับต้นพริกที่ขึ้นแทรกอยู่ใกล้แนวรั้ว ผลเล็กสีแดงสดห้อยอยู่เต็มต้น
“พริกด้วยหรือ สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้าจริงๆ”
เสี่ยวชุนมองเจ้านายด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“พระชายา ของพวกนี้กินได้จริงหรือเพคะ ทั้งเผ็ดทั้งร้อน บ่าวกลัวว่าจะทำให้ปวดท้อง”
“กินได้สิ แถมอร่อยมากด้วย พวกนี้ต่างหากคือของวิเศษแห่งรสชาติ”
เสี่ยวเยว่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้า
“เสี่ยวชุน เจ้าช่วยข้าขุดขิง ข่า เก็บตะไคร้ แล้วก็เด็ดพริกพวกนี้ไว้ ข้าจะไปดูครัวร้างข้างเรือนสักหน่อย”
“พระชายาจะทำอาหารเองหรือเพคะ”
“ถ้ารอคนอื่นทำให้กิน พรุ่งนี้เจ้าคงได้จัดงานศพให้ข้าจริงๆ แล้ว”
เสี่ยวชุนหลุดหัวเราะทั้งที่ดวงตายังแดง ก่อนรีบพยักหน้า
“เพคะ บ่าวจะเก็บให้หมดเลย”
เสี่ยวเยว่จึงเดินตรงไปยังเรือนครัวเก่าข้างเรือนไผ่เขียว ที่นี่เคยเป็นครัวเล็กสำหรับเรือนท้ายจวน แม้ภายในจะเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ แต่เตาฟืนดินเผายังคงอยู่ในสภาพใช้งานได้ หม้อดินเผาใบใหญ่กับกระทะเหล็กมีฝุ่นจับหนาแต่ไม่แตกร้าว
นางเปิดตู้เก็บของเก่าไล่ดูทีละช่อง ไม่นานก็พบไหเกลือเม็ดหยาบ น้ำมันหมูเหลืออยู่เล็กน้อย และโถซีอิ๊วหมักพื้นบ้านที่เปิดฝาแล้วมีกลิ่นหอมเค็มลอยออกมา
“มีเครื่องปรุงพื้นฐาน ครัวก็ใช้ได้ เหลือแค่เนื้อ”
เสี่ยวเยว่พึมพำ ก่อนนำหม้อดินเผาไปล้างที่บ่อน้ำหลังเรือน ขัดอยู่พักใหญ่จนสะอาดเอี่ยม แล้วจึงหันไปเห็นถังไม้เก่าใบหนึ่งวางอยู่ตรงมุมกำแพงด้านที่ติดกับโรงครัวใหญ่ของจวน
ด้วยความสงสัย นางจึงเดินเข้าไปชะโงกดู
ภายในมีเศษกระดูกหมูติดเนื้อ กระดูกซี่โครงและข้อต่อหลายชิ้น เป็นของเหลือที่โรงครัวใหญ่คัดทิ้งไว้เตรียมนำออกไปกำจัดนอกจวน
ดวงตาเสี่ยวเยว่สว่างวาบ
“คนพวกนี้ตาไม่ถึงจริงๆ”
นางย่อตัวลงเลือกดูอย่างระมัดระวัง ก่อนหัวเราะเบาๆ
“กระดูกข้อหมูกับซี่โครงติดเนื้อพวกนี้ต่างหากที่เอาไปต้มน้ำซุปแล้วหวานที่สุด ทิ้งได้อย่างไรกัน เสียดายของ”
เพื่อความปลอดภัย เสี่ยวเยว่เลือกเฉพาะกระดูกที่ยังสด ไม่มีกลิ่นผิดปกติ ก่อนนำมาล้างน้ำสะอาดหลายรอบจนหมดคราบเลือด จากนั้นตั้งน้ำให้เดือดแล้วลวกกระดูกหมูเพื่อขจัดกลิ่นคาวและสิ่งสกปรก

