2
ยิ่งสายลมพัดพากลิ่นหอมนั้นเข้ามาในห้องมากเท่าไร สมาธิที่ควรจดจ่ออยู่กับฎีกาบนโต๊ะก็ยิ่งแตกกระเจิงมากขึ้นเท่านั้น
แม่ทัพหนุ่มพยายามอ่านตัวอักษรตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง แต่สายตากลับกวาดผ่านประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้เนื้อความ
สุดท้ายมือเรียวยาวก็วางพู่กันลงอย่างหงุดหงิด ปลายลิ้นที่เคยแห้งผากและด้านชาจากการไม่อยากอาหารมานาน กลับเริ่มรับรู้ถึงน้ำลายที่หลั่งออกมาโดยไม่รู้ตัว
เซียวจิ้งเหยาขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม อาหารพรรค์ใดกัน ถึงได้ทำให้เขาเสียสมาธิถึงเพียงนี้
ทางด้านเรือนไผ่เขียวท้ายจวน บนโต๊ะไม้เก่าที่ถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยมมีชามดินเผาสองใบวางอยู่ตรงกลาง ไอร้อนสีขาวลอยกรุ่นขึ้นเหนือชาม ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตัดกับสายลมเย็นยามบ่ายอย่างชัดเจน
เสี่ยวเยว่นั่งลงอย่างอารมณ์ดี ก่อนเงยหน้ามองสาวใช้ที่ยังยืนกุมมืออยู่ข้างโต๊ะ
“เสี่ยวชุน มานั่งสิ จะยืนมองให้ท้องร้องทำไม”
เสี่ยวชุนสะดุ้งเล็กน้อย รีบส่ายหน้า
“บ่าว... บ่าวไม่กล้าเพคะ พระชายาเป็นถึงเจ้านาย บ่าวเป็นเพียงสาวใช้ จะร่วมโต๊ะกับพระองค์ได้อย่างไร”
“ช่างเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ไปก่อนเถอะน่า” เสี่ยวเยว่หัวเราะเบาๆ ก่อนคว้าตะเกียบไม้ยัดใส่มือเด็กสาว
“ท้ายจวนร้างแห่งนี้มีแค่เจ้ากับข้า หากมัวแต่ถือสาเรื่องเจ้านายลูกน้อง ท้องคงได้กิ่วตายกันพอดี กินตอนร้อนๆ นี่แหละถึงจะอร่อยที่สุด”
“แต่พระชายา...”
“ไม่มีแต่ นั่ง...” น้ำเสียงของเสี่ยวเยว่ไม่ได้ดุดัน กลับเจือความขบขันจนเสี่ยวชุนได้แต่เม้มปาก ก่อนค่อยๆ นั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
เสี่ยวเยว่ไม่รอช้า นางใช้ช้อนกระเบื้องตักน้ำซุปใสสีอำพันขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วส่งเข้าปาก
ซู้ด...
ทันทีที่น้ำซุปร้อนกำลังดีสัมผัสปลายลิ้น ความเปรี้ยวสดชื่นของส้มป่าก็แล่นขึ้นมาก่อน ตามด้วยความเผ็ดร้อนของพริกเม็ดเล็กที่บุบพอแตก ความหวานกลมกล่อมจากกระดูกหมูที่เคี่ยวจนได้ที่ และกลิ่นหอมของข่า ตะไคร้กับหอมแดงที่ช่วยดับกลิ่นคาวได้อย่างหมดจด
รสชาติทุกอย่างผสมผสานกันพอดีจนเรียกความสดชื่นกลับคืนมาแทบจะในทันที
“อื้อหือ... รสชาตินี้แหละที่ตามหา”
เสี่ยวเยว่หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในโลกแห่งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าชีวิตใหม่ยังพอมีหวังอยู่บ้าง
จากนั้นนางใช้ตะเกียบคีบกระดูกหมูขึ้นมาหนึ่งชิ้น เนื้อที่ติดอยู่ผ่านการเคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม เพียงกัดเบาๆ ก็แทบหลุดออกจากกระดูก ส่วนกระดูกอ่อนเคี้ยวกรุบกำลังดี ยิ่งกินยิ่งเพลิน
เสี่ยวชุนมองเจ้านายกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยจนทนไม่ไหว ในที่สุดจึงรวบรวมความกล้า ตักน้ำซุปเข้าปากหนึ่งช้อน
เพียงชั่วพริบตา ดวงตากลมโตของเด็กสาวก็เบิกกว้าง
“พะ... พระชายา นี่มันรสชาติอันใดกันเพคะ” เสี่ยวชุนเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“มันทั้งเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน ซดแล้วโล่งคอจนเหงื่อซึมไปหมด เนื้อหมูก็นุ่มเสียจนแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ตั้งแต่เกิดมาบ่าวไม่เคยกินของอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลยเพคะ”
เสี่ยวเยว่ายักคิ้วให้อย่างอารมณ์ดี
“บอกแล้วว่าฝีมือข้าไม่มีทางทำให้เจ้าผิดหวัง รีบกินเข้าเถอะ กระดูกหมูติดเนื้อพวกนี้ยังมีอีกเยอะ เดี๋ยวข้าจะสอนเจ้าทำของอร่อยอีกหลายอย่าง”
เสี่ยวชุนพยักหน้ารัวๆ จากที่เคยนั่งตัวเกร็งก็เริ่มผ่อนคลาย ไม่นานเด็กสาวก็ลืมเรื่องฐานะเจ้านายกับสาวใช้ไปชั่วคราว ก้มหน้าก้มตากินต้มแซ่บตรงหน้าด้วยความเอร็ดอร่อย
เสียงซดน้ำซุปกับเสียงแทะกระดูกดังเป็นระยะ ท่ามกลางเรือนไผ่เขียวที่เคยเงียบเหงา บรรยากาศกลับค่อยๆ เต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือหลังคาเรือน โม่เฉินในชุดดำเกาะนิ่งอยู่ท่ามกลางพุ่มใบ สายตาคมกริบมองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปด้านใน
เมื่อเห็นหญิงสาวสองคนกำลังนั่งแทะกระดูกหมูอย่างเอร็ดอร่อย องครักษ์หนุ่มก็ถึงกับนิ่งอึ้ง
‘นั่นพระชายาเอกมิใช่หรือ เหตุใดจึงมานั่งแทะกระดูกหมูอย่างมีความสุขเช่นนั้น’
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจยิ่งกว่าคือกลิ่นหอมที่ลอยขึ้นมาจากชามตรงหน้าอีกฝ่าย
กลิ่นเปรี้ยว เผ็ด และหอมของน้ำต้มกระดูกปะทะจมูกเสียจนยอดองครักษ์ผู้ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีต้องลอบกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วเอื๊อกเล่า
‘แล้วอาหารนั่นคือสิ่งใดกัน เหตุใดถึงได้หอมเช่นนี้’
โม่เฉินพยายามรักษาสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าท้องกลับเริ่มร้องเบาๆ อย่างไม่ให้ความร่วมมือ
