ไม่ขอร่วมเดินทาง2
คำพูดนั้นทำนางตระหนักได้ว่าที่นี่คงมีอันตรายรอบตัว ในหัวคิดอะไรหลายอย่างค่อยๆเดินถือถ้วยข้าวต้มกลับมา แต่เสียงฝีเท้าที่ซอยถี่ๆพุ่งตรงมาทางนาง ทำสติกลับเข้าร่างอีกครั้ง
“พี่สาวระวังเจ้าค่ะ” เสียงเด็กน้อยคนนึงตะโกนเตือนนาง
ฟุ่บ~
“อ๊ะ!! ฮือออ ท่านยาย นางรังแกข้าอีกแล้ว!!” เด็กชายที่ล้างเท้าคนนั้นล้มลงไปนอนกับพื้นหลังตั้งใจวิ่งชนนางแต่นางหลบทัน
“ข้ารังแกอะไรเจ้า มิใช่เจ้าหรือที่จงใจวิ่งชนข้า เด็กน้อย…เพียงเพราะเจ้าอ้วนจึงล้มดัง เอาเวลาที่จะลอบทำร้ายข้าไปลดความอ้วนหน่อยเถิด เจ้าล้มทีสะเทือนจนคล้ายแผ่นดินไหว” คำพูดนางทำใครหลายคนหัวเราะ เจ้าเด็กนี่อ้วนจะแก้มย้อยพุงโต ผิดกับผู้เป็นยายที่ผอมจนแทบจะเดินไม่ไหว ตอนต่อแถวรับอาหารนางยังได้ยินว่าเจ้าเด็กนี่สั่งให้ผู้เป็นยายไปเอาข้าว เพราะเขาเหนื่อย และขี้เกียจจะเดิน!!
…ไอ้เด็กเวร!!…
“ท่านยายยย นางด่าข้าว่าข้าอ้วน“ เด็กนั่นไม่ยอมลุกและร้องไห้งอแง จนผู้เป็นยายรีบเข้ามาปลอบโยน
”จะ เจ้า กับเด็กเจ้าก็ไม่ละเว้น!!“ หญิงชราผู้นั้นเงยหน้ามามองนางด้วยความเครียดแค้น
”ท่านยาย เด็กนี่หากสอนดีๆเสียหน่อย ท่านจะได้หลานที่เป็นอภิชาติบุตร เติบโตไปเขาเอาตัวรอดได้เองโดยที่หากท่านจากโลกนี้ไปก็หมดห่วง“ นางถอนหายใจและพูดด้วยใบหน้าจริงจัง
”แต่การที่ท่านสอนให้เด็กคนนี้สบาย เพียงเพราะเขาสบายมาก่อน ไม่ยอมรับว่าตอนนี้สิ่งรอบตัวเปลี่ยนไปแค่ไหน มองดูรอบๆเถิด สถานการณ์เช่นนี้เอื้ออำนวยให้หลานท่านทำตัวไม่รู้ผิดชอบชั่วดีงั้นหรือ“ คำพูดที่โตเกินกว่าเด็กอายุ15หนาวจะคิดได้ ทำทุกคนมองอย่างสนใจ
“ข้ากับน้องเป็นเด็กกำพร้าก็จริง ไม่มีใครคุ้มหัวก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่เรา2คนพี่น้องไม่ทำแน่ๆ คือสร้างความลำบากใจ หรือสร้างความวุ่นวายให้ผู้อื่น ต่อให้ไม่มีบิดามารดาคอยสอน ข้าที่เป็นเด็กกำพร้าคนนี้ก็คิดเองได้เจ้าค่ะ” นางจูงมือน้องสาวเดินออกไปทันที ก่อนจะกลับไปนั่งยังโขดหิน ท่ามกลางสายตาของใครบางคน
“น่าสนใจ ไม่มีคำหยาบสักครึ่งคำแต่นางสั่งสอนยายเฒ่านั่นเสียจนมุม” แม่ทัพที่นั่งห่างออกไปเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ถึงกับชื่นชมออกมา
“พี่หญิงสิ่งนี้เรียกว่าอะไรเจ้าคะ” จางชิงอวี๋ใช้ช้อนตักข้าวต้มขึ้นมาถาม นางได้แต่ยกยิ้ม
“ชิงชิง ทนหน่อย ถึงแม้เราจะอิ่มท้องแต่น้ำต้มข้าวนี้ก็มีประโยชน์อย่างน้อยก็…ทำให้เรามีแรงเดินทางต่อได้” นางเข้าใจดีกับคำถามน้องสาว ถ้วยข้าวต้มที่ไม่อาจมองหาเม็ดข้าวเห็นช่างหน้าหดหู่ มีเพียงน้ำใสๆที่ปรุงนิดหน่อยจนแทบจืดจาง อีกทั้งเนื้อสัตว์ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา แล้วคนจะมีแรงกันได้อย่างไร
“กินเพื่ออยู่ ข้าจะจำให้ขึ้นใจ” ชิงอวี๋ตักข้าวต้มที่มีข้าวเพียงไม่กี่เม็ดเข้าปากก่อนเงยหน้าบอกพี่สาว
“เก่งมากเจ้าเด็กรู้ความ” นางลูบหัวน้องก่อนจะก้มหน้าก้มตากินของตนเองเช่นกัน เมื่อเรียบร้อยก็นำถ้วยไปล้างและเก็บเข้าถุงผ้าที่นางคิดว่าน่าจะติดตัวร่างเดิมมา จากนั้นจูงมือกันไปที่กลุ่มทหารที่กำลังเตรียมของ
“ว่าอย่างไรแม่นางน้อย” ทหารนายนึงที่กำลังปลดเชื่อกม้าหันมาถามนางกับน้องสาว ในขณะที่คนอื่นๆก็มองด้วยเช่นกัน
“พี่ชาย ข้ากับน้องต้องขอบคุณกับน้ำใจที่พวกท่านช่วยข้าสองคนเอาไว้ แต่ว่า…ข้ากับน้องไม่สะดวกใจจะเดินทางไปเมืองหลวง เราไม่อยากเจอบ้านเดิมที่นั่นเจ้าค่ะ” คำพูดเสียงดังฟังชัดของนางทำทหารคนอื่นๆเริ่มทะยอยกันเดินเข้ามาใกล้ รวมถึงแม่ทัพที่ยืนห่างออกไปก็ขยับเข้ามา
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?“ เขากอดอกถามนิ่งๆ
”ข้าไม่ประสงค์จะไปที่เมืองหลวง ข้ากับน้องจะเดินทางไปที่ค่ายลี้ภัยต้าเซี่ยเจ้าค่ะ“
