ตอนที่ 5: สั่งสอนพี่สะใภ้ใหญ่
สัมผัสอุ่นวาบจากฝ่ามือหนายังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึกแม้ค่ำคืนอันเงียบสงบจะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม ไป๋ลู่เจียวยืนอยู่หน้าเตาดินเหนียวในครัวยามเช้าตรู่ พลางลูบหลังมือของตนเองเบาๆ ผิวที่เคยแห้งกร้านเริ่มกลับมาชุ่มชื้นด้วยฤทธิ์ของครีมไป่เชว่หลิง รอยยิ้มบางเบาแต้มบนริมฝีปากเมื่อนึกถึงใบหน้าแดงซ่านจนถึงใบหูของนายทหารหน้าตายเมื่อคืนนี้
จ้าวหยวนซีออกจากบ้านไปที่ค่ายตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง วันนี้เขามีภารกิจต้องไปตรวจการซ้อมรบที่ตีนเขาด้านทิศเหนือ กว่าจะกลับก็คงเป็นช่วงเย็น ลู่เจียวจึงตั้งใจว่าวันนี้จะจัดการถนอมอาหารเก็บไว้เป็นเสบียง เธอจำได้ว่าในยุคนี้ การหาเนื้อสัตว์มากินในหน้าหนาวเป็นเรื่องยากลำบาก คูปองเนื้อสัตว์ก็มีจำกัด หากไม่รู้จักวางแผน อนาคตคงต้องทนกินแต่ผักกาดขาวดองไปตลอดฤดู
หญิงสาวนำเนื้อหมูส่วนสะโพกที่เหลือจากการซื้อเมื่อวันก่อนออกมาล้างทำความสะอาด หั่นเป็นริ้วยาวความหนาพอประมาณ จากนั้นหยิบชามดินเผาใบใหญ่มาผสมเครื่องหมัก เธอใส่ซีอิ๊วขาว เกลือป่น น้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย และเหล้าขาวที่หยวนซีหมักทิ้งไว้มุมครัวเพื่อดับคาว กลิ่นหอมของเครื่องปรุงคลุกเคล้ากับเนื้อหมูสดลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณครัวเล็กๆ ลู่เจียวนวดเนื้อหมูด้วยมือเพื่อให้รสชาติซึมซาบเข้าสู่ทุกอณู ตั้งใจว่าจะนำไปตากแดดจัดๆ สักสองแดด ทำเป็นหมูแดดเดียวเก็บไว้ทอดให้สามีกินยามขัดสน
หลังจากหมักหมูทิ้งไว้ในชามและหาฝาชีมาครอบกันแมลงวัน ลู่เจียวก็คว้ากะละมังไม้ใบโต เดินออกไปหลังบ้านเพื่อซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนที่เหลือค้างจากเมื่อวาน อากาศยามสายเริ่มอุ่นขึ้น แสงแดดสาดส่องลงมาตกกระทบหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าจนทอประกาย
ในขณะที่ไป๋ลู่เจียวกำลังง่วนอยู่กับการซักผ้าอยู่หลังบ้าน ร่างอวบอัดของสตรีวัยกลางคนในชุดเสื้อลายดอกสีตุ่นก็ลอบเดินลัดเลาะมาตามริมรั้วไม้ไผ่ หวังชุนลี่ พี่สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลจ้าวชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ เมื่อเห็นว่าลานหน้าบ้านพักว่างเปล่า ไร้เงาของน้องสะใภ้ตัวร้าย หล่อนก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
หวังชุนลี่ได้ยินแม่สามีบ่นอุบอิบเมื่อคืนว่าบ้านรองซื้อเนื้อหมูมากิน ซ้ำยังมีกลิ่นหอมฟุ้งจนน่าหมั่นไส้ ด้วยความโลภและนิสัยชอบเอาเปรียบที่ฝังรากลึก หล่อนจึงฉวยโอกาสช่วงสายที่ทหารออกไปฝึก แอบมาด้อมๆ มองๆ หวังจะมาหยิบฉวยของกินกลับไปบ้านใหญ่ หล่อนคิดเข้าข้างตัวเองว่าลูกนายทุนอย่างไป๋ลู่เจียวคงทำกับข้าวไม่เป็น ซื้อเนื้อมาก็คงปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเสียเปล่าๆ สู้หล่อนเอาไปทำกินเองเสียยังจะดีกว่า
พี่สะใภ้ใหญ่ผลักประตูไม้ที่ปิดไว้ไม่สนิทให้เปิดออกอย่างถือวิสาสะ ฝีเท้าหนักๆ ย่ำเข้ามาในบ้านพัก กลิ่นหอมของเครื่องเทศและเนื้อหมูหมักที่ลอยมาจากในครัวทำเอาหวังชุนลี่เผลอกลืนน้ำลายลงคอ หล่อนรีบเดินตรงดิ่งเข้าไปในครัวทันที
เมื่อเปิดฝาชีออก ดวงตาของพี่สะใภ้ใหญ่ก็เบิกกว้างด้วยความโลภ เนื้อหมูริ้วสวยงามหมักซอสสีเข้มชุ่มฉ่ำนอนเรียงรายอยู่ในชามดินเผา ปริมาณของมันมากพอที่จะทำกินได้ทั้งครอบครัวไปอีกหลายมื้อ หล่อนไม่รอช้า รีบคว้าชามใบนั้นขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก สายตายังสอดส่ายไปเห็นไข่ไก่อีกสามฟองวางอยู่ในตะกร้าไม้ หล่อนจึงหยิบมันยัดใส่กระเป๋าเสื้อกางเกงอย่างรวดเร็ว
งานนี้ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย ได้ทั้งเนื้อหมูชั้นดีและไข่ไก่กลับไปต้มให้ลูกชายสุดที่รักกิน หวังชุนลี่หัวเราะหึๆ ในลำคอ หมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากครัว
แต่ทันทีที่หล่อนก้าวพ้นกรอบประตู ร่างบอบบางของไป๋ลู่เจียวก็ยืนขวางทางเอาไว้พอดี
แสงแดดที่สาดส่องจากด้านหลังทำให้เกิดเงาทาบทับลงบนใบหน้าหวานละมุน นัยน์ตากลมโตหงส์ที่เคยมองดูไร้เดียงสา บัดนี้กลับฉายแววเย็นเยียบจนหวังชุนลี่เผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
มือเรียวของลู่เจียวยกขึ้นกอดอก สายตาปรายมองชามหมูหมักในอ้อมแขนของพี่สะใภ้ใหญ่สลับกับกระเป๋าเสื้อที่ตุงผิดปกติ เธอไม่ได้กรีดร้องโวยวายเหมือนที่ผ่านมา กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึกถึงกระดูก
“ลมอะไรหอบพี่สะใภ้ใหญ่มาถึงบ้านพักทหารแต่เช้าคะ แล้วนั่น กำลังจะเอาชามหมูของฉันไปไหน”
หวังชุนลี่หน้าเสียไปชั่วขณะ แต่ความหน้าหนาก็ทำให้หล่อนรีบปรับสีหน้า ปั้นยิ้มกว้างราวกับไม่มีความผิดติดตัว
“อ้อ น้องสะใภ้ พอดีพี่เห็นว่าเนื้อหมูนี่มันเยอะเกินไป ปล่อยไว้เดี๋ยวจะเน่าเสียเปล่าๆ พี่เลยว่าจะเอาไปตากแดดที่บ้านใหญ่ให้ จะได้แบ่งให้พ่อกับแม่กินบำรุงร่างกายด้วย น้องสะใภ้คงไม่ว่าอะไรใช่ไหมจ๊ะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ของของบ้านรองก็เหมือนของบ้านใหญ่แหละเนอะ”
คำกล่าวอ้างเรื่องความกตัญญูถูกยกขึ้นมาบังหน้าตามสูตรสำเร็จ หากเป็นหญิงสาวทั่วไปในยุคนี้คงยอมก้มหน้าปล่อยผ่านไปเพราะกลัวข้อหาอกตัญญู แต่ไม่ใช่กับไป๋ลู่เจียวที่เคยผ่านความตายมาแล้ว เธอรู้ธาตุแท้ของคนบ้านนี้ดีว่าคำว่าครอบครัวเดียวกัน มีไว้เพื่อปอกลอกจ้าวหยวนซีเท่านั้น
ลู่เจียวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นดุดันและเฉียบขาด
“ครอบครัวเดียวกันหรือคะ พี่สะใภ้ใหญ่ช่างกล้าพูด ตอนที่พี่หยวนซีส่งเงินเดือนกลับมาให้บ้านใหญ่ทุกเดือน ฉันไม่เคยเห็นพี่แบ่งข้าวสารหรือเนื้อสัตว์มาให้บ้านรองสักชั่งเดียว แต่วันนี้พอฉันใช้เงินส่วนตัวซื้อหมูมาบำรุงสามี พี่กลับอ้างคำว่าครอบครัวมาหยิบฉวยของในบ้านคนอื่นหน้าตาเฉย พฤติกรรมแบบนี้ ในเมืองหลวงเขาไม่ได้เรียกว่าแบ่งปันหรอกนะคะ เขาเรียกว่า ขโมย”
คำว่าขโมยทำเอาหวังชุนลี่หน้าตึง หล่อนกระแทกชามดินเผาลงบนโต๊ะไม้กินข้าวเสียงดังลั่น ชี้หน้าด่าน้องสะใภ้ด้วยความโมโหที่ถูกฉีกหน้า
“นังลูกนายทุน แกกล้าด่าฉันว่าเป็นขโมยเชียวเรอะ ฉันเป็นพี่สะใภ้แกนะ แม่แกไม่ได้สั่งสอนเรื่องความเคารพผู้ใหญ่หรือยังไง แค่เนื้อหมูไม่กี่ชิ้น แกหวงไว้กินคนเดียวจนตัวแตกตายไปเลยไหม บ้านใหญ่เลี้ยงดูหยวนซีมาจนโต แกแต่งเข้ามาก็ต้องตอบแทนบุญคุณสิ”
ลู่เจียวไม่สะทกสะท้าน เธอก้าวเดินเข้าไปหาหวังชุนลี่อย่างช้าๆ ร่างกายที่ดูบอบบางกลับแผ่รังสีคุกคามจนพี่สะใภ้ใหญ่ต้องถอยร่นไปจนชิดกำแพง
“เรื่องบุญคุณ พี่หยวนซีทดแทนให้บ้านใหญ่ไปหมดแล้วด้วยเงินเดือนทหารเกือบสิบปีที่ผ่านมา ส่วนเนื้อหมูชามนี้และไข่ไก่ในกระเป๋าพี่ มันคือทรัพย์สินของบ้านรอง” ลู่เจียวยื่นหน้าเข้าไปใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พี่สะใภ้ใหญ่อาจจะลืมไปว่าที่นี่คือเขตบ้านพักทหาร ไม่ใช่หมู่บ้านชนบทที่พี่จะมาเดินหยิบของใครตามใจชอบ ทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านหลังนี้ ถือเป็นสมบัติของกองทัพ หากมีการแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ในเขตทหาร โทษของมันไม่ใช่แค่การตักเตือน แต่คือการถูกส่งตัวไปค่ายดัดสันดานที่ชายแดน พี่อยากลองไปใช้ชีวิตที่นั่นดูไหมคะ”
หวังชุนลี่เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธเปลี่ยนเป็นซีดเผือด หล่อนเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่เคยรู้เรื่องกฎหมายทหารอะไรทั้งสิ้น พอได้ยินคำว่าค่ายดัดสันดานชายแดน แข้งขาของหล่อนก็อ่อนระทวย
“แก... แกขู่ฉัน แกคิดว่าฉันโง่หรือไง ใครเขาจะมาจับฉันแค่เรื่องเนื้อหมูกัน” หล่อนปากคอสั่น แต่ยังพยายามทำใจดีสู้เสือ
“ฉันไม่ได้ขู่ ลู่เจียวตอบกลับทันควัน หากพี่ก้าวออกจากประตูบ้านหลังนี้พร้อมกับของของฉัน ฉันจะเดินไปหาหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยทันที แล้วเรามาดูกันว่ากฎหมายทหารที่เขาบังคับใช้อย่างเข้มงวด จะปกป้องขโมยอย่างพี่ หรือปกป้องภรรยาของผู้กองจ้าว”
หวังชุนลี่เหงื่อแตกพลั่ก หล่อนรู้ดีว่าจ้าวหยวนซีเป็นคนจริงและเด็ดขาดแค่ไหน หากเรื่องนี้ถึงหูเขา หล่อนอาจจะไม่ได้ตายดีแน่ มือที่สั่นเทารีบล้วงเอาไข่ไก่สามฟองออกจากกระเป๋าเสื้อ วางกระแทกลงบนโต๊ะข้างชามเนื้อหมูอย่างจำใจ
“เอาคืนไปเลย นังคนขี้งก ฉันไม่กินของของแกก็ได้ จำไว้เลยนะ ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อกับแม่ ว่าแกมันอกตัญญู หวงของกินกับคนในครอบครัว” พี่สะใภ้ใหญ่สบถด่าอย่างหัวเสีย เตรียมจะสะบัดก้นเดินหนีออกจากบ้านเพื่อรักษาหน้า
แต่ยังไม่ทันที่หวังชุนลี่จะได้ก้าวพ้นประตู ร่างสูงใหญ่เงาทะมึนของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นขวางทางออกเอาไว้ แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาถูกบดบังจนเกิดเงาพาดทับลงบนใบหน้าซีดเซียวของพี่สะใภ้ใหญ่
จ้าวหยวนซียืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู ชุดเครื่องแบบทหารที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวกวาดมองไข่ไก่และชามเนื้อหมูบนโต๊ะ สลับกับใบหน้าหวาดหวั่นของหวังชุนลี่ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางของภรรยา
เขาเพิ่งกลับมาจากค่ายเพื่อมาหยิบเอกสารสำคัญที่ลืมไว้ ไม่คิดเลยว่าจะมาทันได้ยินบทสนทนาทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
“พี่จะเอาเรื่องอะไรไปฟ้องแม่ น้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวาน แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่ทำให้คนฟังขนลุกซู่ จะฟ้องว่าพี่แอบเข้ามาขโมยเสบียงในบ้านของผมตอนที่ผมไม่อยู่ หรือจะฟ้องว่าถูกภรรยาของผมจับได้คาหนังคาเขา”
“หย... หยวนซี พี่ไม่ได้ขโมยนะ พี่แค่จะเอาไปทำให้พ่อกับแม่กิน น้องสะใภ้เขาเข้าใจผิดไปเอง” หวังชุนลี่พยายามฉีกยิ้มแห้งๆ เสียงพูดตะกุกตะกักจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
จ้าวหยวนซีก้าวเข้ามาในบ้าน ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง เขาเดินไปหยุดยืนเคียงข้างไป๋ลู่เจียว ไหล่กว้างของเขาเป็นดั่งกำแพงหินที่พร้อมจะบดบังพายุทุกระลอกให้เธอ
“เข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ ชายหนุ่มแค่นเสียง หันไปมองหน้าพี่สะใภ้ด้วยสายตาขยะแขยง ลู่เจียวพูดถูกทุกอย่าง ที่นี่คือเขตทหาร การที่พี่แอบเข้ามาหยิบของโดยที่เจ้าของบ้านไม่อนุญาต ถือเป็นการลักทรัพย์ ผมจะไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น ถ้าพี่ยังกล้าเหยียบเข้ามาในเขตบ้านพักของผมอีก ผมจะให้ทหารเวรจับพี่ส่งตำรวจทันที”
“แต่ฉันเป็นพี่สะใภ้แกนะ แกจะเห็นเมียดีกว่าสายเลือดเดียวกันอย่างนั้นหรือ” หวังชุนลี่ร้องโวยวาย พยายามใช้สายสัมพันธ์ครอบครัวมาบีบบังคับ
“ครอบครัวของผมคือลู่เจียว จ้าวหยวนซีประกาศกร้าว” คำพูดของเขาชัดเจนและหนักแน่นจนลู่เจียวรู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งหัวใจ “ส่วนบ้านใหญ่ ผมถือว่าผมได้ทดแทนบุญคุณด้วยเงินเดือนที่ส่งให้ทุกเดือนแล้ว จากนี้ไป เสบียงและข้าวของทุกอย่างในบ้านนี้คือสิทธิ์ขาดของลู่เจียว หากใครกล้ามาแตะต้อง เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับผม”
ความเด็ดขาดของนายทหารจ้าวทำให้หวังชุนลี่รู้ว่าหล่อนไม่มีทางสู้ หล่อนกัดริมฝีปากจนห้อเลือด กระทืบเท้าด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีเตลิดออกจากบ้านพักไปอย่างรวดเร็วราวกับหมาหางจุกตูด ทิ้งความเงียบสงบให้กลับคืนสู่บ้านหลังเล็กอีกครั้ง
เมื่อแขกไม่ได้รับเชิญจากไปแล้ว บรรยากาศภายในห้องก็คลายความตึงเครียดลง จ้าวหยวนซีหันกลับมามองภรรยาที่ยืนอยู่ข้างกาย เขาเห็นดวงตาคู่สวยที่กำลังทอประกายจ้องมองเขาอยู่ แววตาของเธอไม่มีความหวาดกลัวหรือรังเกียจเหมือนในอดีต มีเพียงความชื่นชมและซาบซึ้งใจ
“คุณไม่เป็นไรใช่ไหม เธอไม่ได้ทำร้ายคุณตรงไหนหรือเปล่า” เขาเอ่ยถามเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด สายตากวาดสำรวจร่างกายของเธอเพื่อหาความผิดปกติ
“ฉันสบายดีค่ะ พี่มาทันเวลาพอดีเลย” ลู่เจียวยิ้มหวาน เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกเมื่อมีเขายืนอยู่ตรงนี้ ในอดีตเธอเคยมองว่าความแข็งกร้าวของเขาคือสิ่งที่น่ากลัว แต่ตอนนี้เธอตระหนักแล้วว่า ความแข็งแกร่งนั้นมีไว้เพื่อปกป้องเธอแต่เพียงผู้เดียว
“ทำไมคุณถึงกล้าต่อกรกับหล่อนแบบนั้น” หยวนซีอดไม่ได้ที่จะถาม “ปกติคุณไม่ชอบมีเรื่องกับคนบ้านใหญ่ไม่ใช่หรือ”
ลู่เจียวส่ายหน้าเบาๆ เธอเดินไปหยิบชามหมูหมักกลับไปวางไว้ในครัวตามเดิม ก่อนจะหันมาตอบเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันยอมให้คนอื่นมาเอาเปรียบครอบครัวของเราไม่ได้อีกแล้วค่ะ เนื้อหมูพวกนี้ฉันตั้งใจทำเก็บไว้ให้พี่กิน พี่ทำงานหนักเพื่อฉัน ฉันก็ต้องปกป้องของของพี่อย่างสุดความสามารถสิคะ”
คำว่า ครอบครัวของเรา และคำว่า ตั้งใจทำเก็บไว้ให้พี่กิน ราวกับสายน้ำเย็นที่ชโลมลงบนหัวใจที่แห้งแล้งของจ้าวหยวนซี เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ผู้หญิงที่เคยเกลียดชังเขา บัดนี้กลับยอมยืนหยัดต่อสู้กับพี่สะใภ้ที่ร้ายกาจเพียงเพื่อปกป้องอาหารมื้อเล็กๆ ของเขา
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาโดยที่เขาไม่รู้ตัว จ้าวหยวนซีก้าวเข้าไปหาเธอ มือหนายกขึ้นลูบผมของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขาเต็มไปด้วยความทะนุถนอมและหวงแหน
“ขอบคุณนะ ลู่เจียว” เขาเอ่ยกระซิบเสียงนุ่ม “จากนี้ไป ไม่ว่าใครหน้าไหนก็รังแกคุณไม่ได้ทั้งนั้น ผมจะเป็นคนปกป้องคุณเอง”
ไป๋ลู่เจียวพยักหน้ารับ น้ำตาแห่งความปิติรื้นขึ้นมาที่ขอบตา เธอรู้แล้วว่าการเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ไม่ได้สูญเปล่า หัวใจของนายทหารหน้าตายได้เปิดรับเธออย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และเธอจะใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ ตอบแทนความรักที่ยิ่งใหญ่ของเขาให้คุ้มค่าที่สุดอย่างแน่นอน