บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4: ตลับครีมทามือกับหัวใจที่เริ่มเปิดรับ

แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้ เสียงนกกระจอกร้องเจื้อยแจ้วดังมาจากกิ่งไทรใหญ่หน้าบ้านพัก อากาศยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิยังคงหลงเหลือความหนาวเย็นอยู่บ้าง แต่ภายในบ้านพักทหารหลังเล็กแห่งนี้กลับมีความอบอุ่นบางอย่างก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

จ้าวหยวนซีลืมตาตื่นขึ้นตรงเวลาเป๊ะตามสัญชาตญาณของทหาร เขายังคงนอนอยู่บนเตียงไม้แคบๆ ในห้องโถงด้านนอก ผ้าห่มผืนบางที่คลุมกายอยู่ไม่สามารถกันความหนาวได้มากนัก แต่ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกหนาวเย็นเหมือนทุกวัน เมื่อคืนเขานอนหลับลึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คงเพราะความตึงเครียดที่สะสมมานานได้รับการปลดเปลื้องลง

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นนั่ง จัดการพับผ้าห่มเป็นทรงสี่เหลี่ยมอย่างเป็นระเบียบตามระเบียบวินัยทหาร ก่อนจะเดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบาไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย

เขาผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง บนเตียงเตาที่อุ่นสบาย ไป๋ลู่เจียวกำลังหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้าหวานละมุนยามหลับใหลไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนในอดีต เส้นผมสีดำขลับแผ่กระจายเต็มหมอน ขับเน้นให้ผิวพรรณที่ขาวผ่องดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างเตียง สายตาคมกริบเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่มือเล็กๆ ซึ่งโผล่พ้นขอบผ้าห่มออกมา

หัวใจของนายทหารหน้าตายกระตุกวูบ

มือที่เคยเรียวสวยและนุ่มนวลราวกับหยกสลัก บัดนี้เต็มไปด้วยรอยแดงเถือกจากการซักผ้าด้วยมือเปล่า ปลายนิ้วชี้มีรอยพองน้ำใสๆ จากการถูกหม้อต้มน้ำร้อนลวกเมื่อวาน รอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ จากการจับฟืนและทำงานบ้านปรากฏให้เห็นชัดเจนบนผิวเนื้อที่บอบบาง

จ้าวหยวนซียื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสรอยแผลนั้น แต่ก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขากลัวว่าความหยาบกร้านของมือตนเองจะทำให้เธอเจ็บ ชายหนุ่มค่อยๆ ดึงมือกลับมากำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัว ความรู้สึกผิดและสงสารตีตื้นขึ้นมาในอก

เขาเป็นสามีประสาอะไร ถึงปล่อยให้ผู้หญิงที่ตนเองรักต้องมาตกระกำลำบาก ลำพังแค่เธอต้องจากครอบครัวมาอยู่ในที่ทุรกันดารแห่งนี้ก็เจ็บปวดพอแล้ว เขายังไม่สามารถปกป้องดูแลมือคู่นี้ให้คงความงดงามไว้ได้อีก

‘รอผมก่อนนะลู่เจียว ผมจะไม่ยอมให้คุณต้องเหนื่อยเปล่า’ เขากระซิบในใจ แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปเงียบๆ เพื่อเตรียมตัวไปฝึกซ้อมรบที่ค่าย

เวลาสายของวันเดียวกัน ณ ลานฝึกซ้อมกองร้อยที่สาม

แสงแดดเริ่มแรงขึ้น ฝุ่นดินสีแดงฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทหารเกณฑ์นับร้อยนายกำลังคลานต่ำข้ามสิ่งกีดขวาง ท่ามกลางเสียงตะโกนสั่งการที่ดุดัน แต่วันนี้บรรยากาศในกองร้อยกลับดูแปลกประหลาดไปจากทุกวัน

สวีตง นายทหารคนสนิทวิ่งเหงื่อโทรมกายเข้ามารายงานตัวหน้าผู้บังคับบัญชา “รายงานผู้กองจ้าว! กองร้อยที่สามฝึกซ้อมเสร็จสิ้นตามกำหนดการแล้วครับ!”

จ้าวหยวนซีพยักหน้ารับ สายตายังคงจับจ้องไปที่เอกสารรายงานในมือ “อืม ทำได้ดีมาก ให้พวกเขากลับไปพักผ่อนได้ บ่ายนี้งดการฝึกภาคสนาม เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้แผนที่ยุทธศาสตร์ในห้องประชุมแทน”

สวีตงเบิกตากว้างแทบถลนออกจากเบ้า ปกติผู้กองจ้าวขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมในการฝึก หากมีเวลาเหลือเขาจะต้องสั่งให้ทหารวิ่งรอบภูเขาอีกสามรอบเป็นอย่างน้อย แต่วันนี้กลับสั่งให้พัก!

“ผู้กองครับ วันนี้ท่าน... อารมณ์ดีเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ” สวีตงอดไม่ได้ที่จะถาม เขาสังเกตเห็นตั้งแต่เช้าแล้วว่าหัวคิ้วที่มักจะขมวดมุ่นของหัวหน้า วันนี้กลับคลายออก แถมเมื่อเช้าตอนที่ทหารเกณฑ์คนหนึ่งสะดุดล้มตอนวิ่ง ผู้กองก็ไม่ได้ด่าว่าอะไร แค่สั่งให้ลุกขึ้นวิ่งต่อ

จ้าวหยวนซีปรายตามองลูกน้องตัวดี “ฉันสั่งอะไรก็ไปทำ อย่ามัวแต่ถามมาก อ้อ สวีตง เดี๋ยวนายไปเบิกคูปองอุตสาหกรรมในส่วนของฉันมาให้ที ฉันจะไปสหกรณ์ส่วนกลาง”

“คูปองอุตสาหกรรมหรือครับ ผู้กองจะเอาไปซื้ออะไรครับ ของพวกนั้นต้องใช้แต้มสะสมเยอะมากเลยนะ”

“ฉันจะไปซื้อครีมทามือ” หยวนซีตอบเสียงเรียบ แต่ใบหูกลับขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย

“หา! ครีมทามือ” สวีตงร้องเสียงหลง “ทหารอกสามศอกอย่างพวกเรานี่นะใช้ครีมทามือ ผู้กอง มือของท่านด้านจนกระสุนปืนยังยิงไม่เข้าเลยนะครับ จะเอาครีมไปทาทำไม”

“ฉันไม่ได้ซื้อให้ตัวเอง” จ้าวหยวนซีตวาดกลบเกลื่อนความเขินอาย “ไปเอามาเร็วๆ ก่อนที่ฉันจะสั่งให้นายไปขัดส้วมทั้งกองร้อย”

สวีตงรีบตะเบ๊ะรับคำสั่งแล้ววิ่งหน้าตั้งไปจัดการให้ทันที ในหัวก็จินตนาการไปไกลว่า ซ้อใหญ่คงจะใช้วิธีไหนสักอย่างสยบพยัคฆ์ร้ายแห่งกองร้อยที่สามจนกลายเป็นแมวเชื่องๆ ไปเสียแล้ว

ครึ่งชั่วโมงต่อมา จ้าวหยวนซีก็พาตัวเองมาหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์กระจกของสหกรณ์อุปโภคบริโภคประจำอำเภอ ที่นี่มีของขายหลากหลายกว่าในค่ายทหาร ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปตามชั้นวางของจนไปสะดุดตากับตลับอลูมิเนียมสีน้ำเงินเข้ม พิมพ์ลายนกสีเหลืองสองตัวเกาะกิ่งไม้

มันคือครีมทามือยี่ห้อ ‘ไป่เชว่หลิง’ สินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงที่บรรดาคุณนายผู้บัญชาการระดับสูงหรือสาวชาวกรุงนิยมใช้กัน ราคามันสูงจนชาวบ้านธรรมดาได้แต่มองตาปริบๆ

“สหาย ฉันเอาตลับสีน้ำเงินนั่นตลับหนึ่ง” เสียงทุ้มหนักเอ่ยบอกพนักงานขายหญิงที่กำลังนั่งถักไหมพรมอยู่

พนักงานหญิงเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นว่าเป็นนายทหารรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาคมคาย หล่อนก็รีบวางเข็มถักลงและฉีกยิ้มกว้าง “แหม สหายทหารตาถึงจริงๆ ครีมตัวนี้เพิ่งมาจากเซี่ยงไฮ้เลยนะ หอมมาก ทาแล้วมือเท้านุ่มชุ่มชื้น เหมาะจะซื้อไปฝากคนรักที่สุดเลยจ้ะ แต่ราคาเอาเรื่องอยู่นะ ต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมสองใบกับเงินอีกห้าหยวน”

ห้าหยวนไม่ใช่เงินน้อยๆ สำหรับยุคนี้ มันสามารถซื้อเนื้อหมูได้หลายชั่ง แต่จ้าวหยวนซีไม่ได้ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาล้วงเงินและคูปองที่สวีตงเพิ่งเบิกมาให้วางลงบนเคาน์เตอร์ทันที

“ห่อให้ดีด้วย” เขาเอ่ยสั้นๆ

รับของมาเสร็จ ชายหนุ่มก็เก็บตลับครีมใส่กระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกซ้ายอย่างทะนุถนอม ราวกับมันเป็นของชิ้นสำคัญ เขาแทบจะอดใจรอให้ถึงเวลาเลิกงานไม่ไหว อยากจะเห็นใบหน้าดีใจของเธอตอนที่ได้รับมัน

ตัดภาพมาที่บ้านพักในช่วงบ่าย

ไป๋ลู่เจียวกำลังนั่งอยู่บนม้าเตี้ยใต้ร่มเงาต้นไทรหน้าบ้าน บนตักของเธอมีตะกร้าหวายใส่เข็มและด้ายหลากสี หญิงสาวกำลังก้มหน้าก้มตาปะชุนรอยขาดบนเสื้อยืดซับในของจ้าวหยวนซี ในอดีต หากเสื้อผ้ามีรอยขาดเพียงเล็กน้อย เธอจะโยนมันทิ้งทันทีโดยไม่เสียดาย แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเงินทุกหยวนที่เขาหามาได้นั้นแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย

มือเรียวร้อยด้ายเข้ากับรูเข็มอย่างชำนาญ การเย็บปักถักร้อยเป็นสิ่งที่เธอได้รับการถ่ายทอดมาจากซูหวั่นเยว่ผู้เป็นมารดาตั้งแต่ยังเด็ก แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ทักษะเหล่านั้นยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำ

“อ้าว สะใภ้จ้าว ออกมานั่งรับลมตรงนี้เองหรือ” เสียงทักทายดังขึ้น ป้าหวังเดินหิ้วตะกร้าผักผ่านมาพอดี เมื่อเห็นลู่เจียวกำลังนั่งเย็บผ้าก็อดแปลกใจไม่ได้

“จ้ะป้าหวัง ในบ้านมันมืดน่ะ ฉันเลยออกมานั่งทำตรงนี้ อาศัยแสงสว่างจะได้ไม่เสียสายตา” ลู่เจียวเงยหน้าขึ้นยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง

ป้าหวังเดินเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้าดูฝีเข็มบนเสื้อยืด ก่อนจะเบิกตาตากว้าง “โอ้โห! ฝีเข็มหล่อนประณีตมาก เย็บซ่อนตะเข็บเนียนจนแทบมองไม่เห็นรอยขาดเลย นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นเสื้อเก่า ฉันคงคิดว่าเพิ่งซื้อมาจากร้านในเมือง แหม... ใครว่าสะใภ้ลูกนายทุนหยิบจับอะไรไม่เป็น ฉันว่าพวกนั้นคงตาบอดเสียแล้วกระมัง”

ลู่เจียวหัวเราะเบาๆ ถ่อมตัวอย่างพอเหมาะ “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะป้า ฉันก็แค่พอทำได้บ้าง พี่หยวนซีเขาเสื้อผ้าขาดบ่อย จะให้ซื้อใหม่ตลอดก็คงไม่ไหว เงินทองเดี๋ยวนี้หายาก ต้องรู้จักประหยัดน่ะจ้ะ”

คำตอบของเธอทำให้ป้าหวังพยักหน้าหงึกหงักด้วยความชื่นชม ทัศนคติของสะใภ้จ้าวคนนี้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน จากที่เคยเย่อหยิ่งจองหอง ตอนนี้กลับรู้จักใช้ชีวิต รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ แถมยังมีฝีมืองานบ้านงานเรือนที่หาตัวจับยาก ข่าวลือเรื่องความร้ายกาจของเธอคงต้องถูกปัดฝุ่นเขียนใหม่เสียแล้ว

“ดีแล้วๆ รู้จักทำมาหากินช่วยเหลือสามี ครอบครัวจะได้เจริญๆ ว่าแต่... เมื่อเย็นวานฉันเห็นแม่ผัวหล่อนเดินหน้าดำคร่ำเครียดมาที่นี่ นึกว่าจะเกิดเรื่องเสียแล้วสิ” ป้าหวังอดไม่ได้ที่จะเลียบเคียงถามตามประสาคนชอบรู้เรื่องชาวบ้าน

ลู่เจียวยิ้มละมุน ไม่แสดงอาการขุ่นเคือง “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แม่สามีท่านแค่แวะมาเยี่ยม ฉันเลยทำหมูตุ๋นน้ำแดงให้ท่านชิม ท่านกินอิ่มก็อารมณ์ดีกลับไปแล้วล่ะจ้ะ”

ป้าหวังได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอ้าปากค้าง ใครๆ ในค่ายก็รู้ว่าหลี่ชุ่ยฮวาปากจัดแค่ไหน การที่ลู่เจียวสามารถรับมือและทำให้แม่สามีกลับไปอย่างสงบได้ ถือว่าเป็นยอดหญิงโดยแท้ หล่อนรีบขอตัวเดินจากไป คงจะรีบเอาเรื่องนี้ไปกระจายต่อในวงสนทนาแม่บ้านอย่างแน่นอน

ลู่เจียวมองตามแผ่นหลังของป้าหวังไปพร้อมกับรอยยิ้ม เธอรู้ดีว่าการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญในสังคมยุค 70 เสียงเล่าลือจากปากสู่ปากนี่แหละที่จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้กับเธอและสามีในอนาคต

เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ท้องฟ้าทอแสงสีทองอมส้ม ไป๋ลู่เจียวก็จัดการเตรียมมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อย วันนี้เธอทำบะหมี่น้ำใสใส่ไข่ดาวและโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย เมนูง่ายๆ แต่อบอุ่นเหมาะกับสภาพอากาศที่เริ่มเย็นลง

จ้าวหยวนซีผลักประตูเข้ามาในบ้านตรงเวลาเป๊ะ วันนี้เขาไม่ได้มีสภาพมอมแมมเหมือนเมื่อวาน ชายหนุ่มจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจากโรงอาบน้ำในค่ายมาเรียบร้อยแล้ว เส้นผมที่ตัดสั้นเกรียนยังคงมีความชื้นเกาะอยู่เล็กน้อย

“กลับมาแล้วหรือคะ วันนี้ฉันทำบะหมี่ไข่ดาว พี่ไปนั่งรอที่โต๊ะเลย เดี๋ยวฉันยกมาให้” ลู่เจียวเดินออกมาจากครัวพร้อมชามบะหมี่ควันฉุยสองใบ

หยวนซีรับชามไปวางบนโต๊ะ เขานั่งลงตรงข้ามเธอ แววตาคมคายลอบมองใบหน้าหวานใสของภรรยาเป็นระยะ มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกางเกง สัมผัสกับความเย็นของตลับโลหะ หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

มื้ออาหารผ่านไปอย่างเงียบเชียบแต่ไม่น่าอึดอัด ต่างคนต่างซึมซับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศ เมื่อทานเสร็จ ลู่เจียวกำลังจะลุกขึ้นเก็บชาม แต่หยวนซีกลับเอื้อมมือมาแตะแขนเธอไว้เบาๆ

“เดี๋ยวค่อยล้าง นั่งลงก่อน ผมมีอะไรจะให้” น้ำเสียงของเขาแหบพร่ากว่าปกติเล็กน้อย

ลู่เจียวนั่งลงตามเดิม มองเขากำลังล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาวางลงบนโต๊ะ เลื่อนมันมาตรงหน้าเธอ

ตลับอลูมิเนียมสีน้ำเงินเข้ม พิมพ์ลายนกสีเหลืองสดใสสะท้อนแสงไฟในห้อง

“นี่มัน...” ลู่เจียวเบิกตากว้าง เธอรู้จักของสิ่งนี้ดี ครีมทามือไป่เชว่หลิง ของหรูหราที่ในอดีตเธอเคยเรียกร้องอยากได้นักหนา แต่ตอนนั้นเขาบอกว่ามันแพงเกินไป เธอจึงโวยวายหาว่าเขาตระหนี่ ไม่ยอมใส่ใจเธอ

“ผมเห็นว่ามือคุณ แดงหมดแล้ว เอาไปทาซะ ผิวจะได้ไม่แตกตอนหน้าหนาว” จ้าวหยวนซีพูดรัวเร็ว พยายามรักษามาดนิ่งเฉย แต่ใบหูทั้งสองข้างกลับแดงเถือกจนสังเกตเห็นได้ชัด เขารีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาเธอ

ลู่เจียวหยิบตลับครีมขึ้นมาถือไว้ในมือ ความเย็นของโลหะสวนทางกับความอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจ หยาดน้ำตาใสๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตา เธอรู้ดีว่าของชิ้นนี้ราคาแพงแค่ไหน สำหรับนายทหารที่ต้องประหยัดอดออมส่งเงินให้ครอบครัวอย่างเขา การยอมจ่ายเงินซื้อของฟุ่มเฟือยเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเขาใส่ใจเธอมากเพียงใด

“ขอบคุณนะคะ... ฉันชอบมันมาก” เธอพูดเสียงเครือ พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

ลู่เจียวหมุนฝาเปิดตลับ กลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ป่าผสมกับไขมันสัตว์ลอยเตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจากต่างประเทศ แต่สำหรับเธอในตอนนี้ มันคือกลิ่นที่หอมที่สุดในโลก

เธอใช้นิ้วปาดเนื้อครีมสีขาวขุ่นขึ้นมาเล็กน้อย นำมาถูวนบนหลังมือของตนเอง เนื้อครีมซึมซาบลงสู่ผิวที่แห้งกร้าน ให้ความรู้สึกชุ่มชื้นและผ่อนคลายทันที

แต่แล้วเธอก็ชะงัก ช้อนสายตามองใบหน้าด้านข้างของสามีที่ยังคงแสร้งทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่าง ลู่เจียวปาดเนื้อครีมขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เธอเอื้อมมือข้ามโต๊ะไปคว้ามือใหญ่ที่วางอยู่บนหน้าตักของเขามาจับไว้

จ้าวหยวนซีสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับกลับมามองเธอด้วยความตกใจ “คุณจะทำอะไร”

“มือของพี่ก็หยาบกร้านเหมือนกัน ต้องทาครีมด้วยสิคะ” ลู่เจียวตอบยิ้มๆ นิ้วเล็กๆ ของเธอเริ่มถูเนื้อครีมลงบนหลังมือของเขา

“ด... เดี๋ยว! ผมเป็นผู้ชาย เป็นทหารด้วย จะมาทาครีมหอมฟุ้งแบบนี้ได้ยังไง คนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะเอาได้!” หยวนซีพยายามจะดึงมือกลับ ใบหน้าหล่อเหลาตื่นตระหนกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูในสนามรบ

“ใครจะกล้าหัวเราะเยาะผู้กองจ้าวกันคะ มือของพี่จับแต่ปืนกับจอบเสียมเพื่อรับใช้ชาติ มีแผลด้านตั้งมากมาย ถ้าไม่ทาครีมบำรุงบ้าง พอถึงหน้าหนาวผิวจะแตกจนเลือดซอกเอานะคะ” ลู่เจียวไม่ยอมปล่อย เธอจับมือเขาไว้แน่น ออกแรงนวดคลึงเนื้อครีมไปตามข้อนิ้วและฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยด้านของเขาอย่างอ่อนโยน

ความนุ่มนวลจากปลายนิ้วของเธอที่กำลังลูบไล้ไปบนผิวหยาบกร้านของเขา สัมผัสอุ่นๆ ที่ถ่ายทอดผ่านร่างกาย ทำให้จ้าวหยวนซีตัวแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด กลิ่นหอมของครีมไป่เชว่หลิงที่ผสมผสานกับกลิ่นกายหอมกรุ่นของหญิงสาวตรงหน้า ลอยมาปะทะจมูกจนสติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือน

เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า สัมผัสจากมือของผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถทำให้ร่างกายของเขาปั่นป่วนและหัวใจเต้นแรงได้ถึงเพียงนี้

ลู่เจียวก้มหน้าก้มตานวดมือให้เขาอย่างตั้งใจ โดยไม่รู้เลยว่าสายตาของคนตัวโตที่มองลงมานั้นเปลี่ยนไปแล้ว แววตาที่เคยแข็งกระด้างและเย็นชา บัดนี้หลอมละลายกลายเป็นความอ่อนโยน ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยประกายแห่งความปรารถนาที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน

“เสร็จแล้วค่ะ เห็นไหม มือนุ่มขึ้นตั้งเยอะ” ลู่เจียวเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขาพร้อมกับปล่อยมือ

แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะชักมือกลับ จ้าวหยวนซี กลับเป็นฝ่ายพลิกฝ่ามือขึ้นมากอบกุมมือเล็กๆ ของเธอเอาไว้เสียเอง สัมผัสของเขาแน่นกระชับแต่กลับไม่ทำให้เธอรู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย

ดวงตาสองคู่สบประสานกันท่ามกลางแสงไฟสลัวในห้องโถง ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดหลุดออกจากปากของทั้งคู่ มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานเป็นจังหวะเดียวกัน

ลู่เจียวมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีรัตติกาลของเขา เธอเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้น เป็นภาพสะท้อนที่เต็มไปด้วยความรักและความทะนุถนอม ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากฝ่ามือที่กุมกันไว้ แล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจ

กำแพงน้ำแข็งที่เคยขวางกั้นความรู้สึกของคนทั้งสอง บัดนี้ได้ถูกทุบทำลายลงจนราบคาบ เหลือเพียงความรู้สึกบริสุทธิ์ที่กำลังผลิบานขึ้นท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิของปี 1975 อย่างแท้จริง
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel