บทย่อ
"ชาติก่อนหยิ่งยโสจนสูญเสียรักแท้ ชาตินี้ขอสละความเย่อหยิ่ง เพื่อเป็นภรรยาที่แสนดีของนายทหารหน้าตาย!" ในชาติก่อน ‘ไป๋ลู่เจียว’ คุณหนูตระกูลนายทุนผู้หยิ่งทะนง ต้องจำใจแต่งงานกับ ‘จ้าวหยวนซี’ นายทหารหนุ่มอนาคตไกลที่ประจำการอยู่ในชนบท เพื่อหลีกหนีข้อหาชังชาติที่ครอบครัวถูกยัดเยียด เธอจมอยู่กับอคติ คิดเสมอว่าเขาเกลียดชังและถูกบังคับให้แต่งงานกับเธอ จึงทำตัวหมางเมิน รังเกียจชีวิตที่ลำบาก และหลงเชื่อคำยุแยงของญาติผู้น้องจนตัดสินใจขอหย่าขาด กว่าจะรู้ว่าผู้ชายหน้าตายคนนั้นตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น คอยปกป้องและยอมเอาตำแหน่งหน้าที่การงานเข้าแลกเพื่อคุ้มครองครอบครัวของเธอ... ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว เธอต้องตรอมใจตายอย่างโดดเดี่ยวพร้อมกับสมุดบันทึกและจดหมายที่ยังไม่ได้ส่งของเขา ทว่าสวรรค์กลับเมตตา ให้เธอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าตรู่ของปี 1975... ช่วงเวลาที่เธอยังเป็นภรรยาของเขา ช่วงเวลาที่ความผิดพลาดยังไม่ได้ถูกตอกฝาโลง! ชาตินี้ไป๋ลู่เจียวคนใหม่สาบานว่าจะแก้ไขทุกอย่าง เธอจะลบคำครหา ล้างมลทินให้ตระกูลไป๋ และใช้ความรู้จากอนาคตมาพลิกฟื้นแผ่นดินเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตนเอง จากลูกคุณหนูที่หยิบจับอะไรไม่เป็น กลายเป็นภรรยาที่ดูแลร่างกายและจิตใจของสามีในทุกกระเบียดนิ้ว ใครที่เคยวางแผนร้ายหรือคิดจะฮุบสมบัติของสามีเธอ แม่จะตอกกลับให้หน้าหงาย! ส่วนนายทหารหน้าตายที่เคยเอาแต่หลบหน้า... “พี่หยวนซีคะ เสื้อผ้าฉันซักให้แล้ว กับข้าวก็ทำไว้รอแล้ว เมื่อไหร่พี่จะเลิกทำหน้าดุใส่ฉันสักทีล่ะคะ?”
ตอนที่ 1: ตื่นจากฝันร้ายในรุ่งอรุณแห่งความจริง
ความหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุเข้าไปถึงกระดูก ไป๋ลู่เจียวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำ เปลือกตาที่หนักอึ้งเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความสลัวของแสงยามรุ่งอรุณ หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อนอนผ้าฝ้ายเปียกชุ่ม
เธอยกมืออันสั่นเทาขึ้นกอบกุมหน้าอกซ้าย หัวใจยังคงเต้นระรัวเป็นจังหวะบ้าคลั่ง
ยังไม่ตาย… เธอยังมีชีวิตอยู่
ดวงตากลมโตหงส์กวาดมองไปรอบตัวอย่างตื่นตระหนก เพดานไม้กระดานสีหม่น ผนังอิฐที่ฉาบปูนหยาบๆ โปสเตอร์คำขวัญยุคปฏิวัติที่สีซีดจาง และผ้าห่มนวมผืนเก่าที่ผ่านการปะชุนตรงมุม นี่ไม่ใช่ห้องพักผู้ป่วยอนาถาในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อ แต่ที่นี่คือบ้านพักทหารในชนบทมณฑลทางใต้ บ้านพักที่เธอเคยชิงชังนักหนาในอดีต
ไป๋ลู่เจียวลุกพรวดขึ้นจากเตียงเตา ความเย็นเยียบจากพื้นซีเมนต์แล่นปราดขึ้นมาตามฝ่าเท้าเปลือยเปล่า แต่นั่นยังไม่ทำให้เธอตกใจเท่ากับภาพปฏิทินแบบฉีกที่แขวนอยู่ข้างตู้เสื้อผ้าไม้เนื้ออ่อน ตัวเลขสีแดงระบุวันที่อย่างชัดเจน
วันที่ 15 เมษายน ปี 1975
หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นเสียงสะอื้นที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ น้ำตาแห่งความปิติและปวดร้าวไหลอาบสองแก้ม สวรรค์เมตตาให้เธอย้อนเวลากลับมา กลับมาในช่วงเวลาที่ความผิดพลาดยังสามารถแก้ไขได้ กลับมาในตอนที่เธอยังเป็นภรรยาของจ้าวหยวนซี
เมื่อคืนนี้… ใช่แล้ว เมื่อคืนนี้คือวันที่เธออาละวาดอย่างหนัก ขว้างปาข้าวของและชามกระเบื้องใส่เขา พร้อมกับกรีดร้องขอหย่าขาดเพื่อหวังจะหนีกลับเมืองหลวง เธอจำได้ดีว่าจ้าวหยวนซียืนนิ่งงัน ปล่อยให้เศษกระเบื้องบาดหลังมือจนเลือดซึมโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าว ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปนอนที่ม้านั่งตัวแคบในห้องโถงด้านนอก
เสียงฟืนแตกปะทุดังมาจากทางห้องครัว ดึงสติของไป๋ลู่เจียวให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
เขาอยู่ที่นั่น
ร่างบางไม่รอช้า เธอพุ่งตัวออกจากห้องนอนด้วยเท้าเปล่า วิ่งผ่านห้องโถงเล็กๆ ที่มีเพียงโต๊ะกินข้าวและเก้าอี้ไม้สี่ตัว ตรงดิ่งไปยังห้องครัวด้านหลัง
ท่ามกลางควันไฟจางๆ ที่ลอยกรุ่น จ้าวหยวนซีในชุดเสื้อกล้ามสีขี้ม้าและกางเกงทหารสีเดียวกัน กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาไฟเพื่อต้มน้ำร้อน แผ่นหลังกว้างของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ตึงแน่น แสงไฟสีส้มจากเตาสะท้อนให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหัวไหล่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความเสียสละจากการรับใช้ชาติ
ภาพของผู้ชายตรงหน้าซ้อนทับกับภาพหลุมศพอันเงียบเหงาและจดหมายเปื้อนเลือดในชาติก่อน ไป๋ลู่เจียวทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอโผเข้าไปสวมกอดแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างเต็มแรง สองแขนเรียวรัดเอวสอบของเขาแน่น ซบใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาลงกับแผ่นหลังที่อุ่นจัดของเขา
ร่างกายกำยำของจ้าวหยวนซีสะดุ้งเกร็งขึ้นมาทันที เขานั่งตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ทัพพีตักน้ำในมือร่วงหล่นลงกระแทกขอบเตาเสียงดังคล้ง
นายทหารหนุ่มผู้กรำศึกมานับไม่ถ้วนกลับต้องมาเสียอาการเพียงเพราะสัมผัสจากภรรยา เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อคืนเธอยังชี้หน้าด่าว่าเขามันเป็นพวกทหารชั้นต่ำที่น่ารังเกียจ เป็นคนที่กักขังเธอไว้ในชนบทที่กันดารแห่งนี้ แต่เช้านี้ ลูกคุณหนูผู้เย่อหยิ่งคนนั้นกลับมากอดเขาแน่นแถมยังร้องไห้จนตัวโยน
“คุณ... จะทำอะไร” น้ำเสียงของจ้าวหยวนซีแหบพร่าและแข็งกระด้าง เขาพยายามแกะมือที่รัดเอวเขาออก แต่ไป๋ลู่เจียวกลับยิ่งกอดแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเขาจะหายตัวไป
“อย่าขยับ ขอฉันกอดพี่ไว้อย่างนี้สักพักเถอะนะ” เสียงหวานสะอื้นไห้
คำว่า ‘พี่’ ที่หลุดออกจากปากเธอทำให้ดวงตาคมกริบของหยวนซีเบิกกว้าง ตั้งแต่แต่งงานกันมา เธอไม่เคยเรียกเขาด้วยความเคารพหรือสนิทสนมเช่นนี้มาก่อน มีเพียงคำว่า ‘นายทหารจ้าว’ หรือไม่ก็ ‘คุณ’ ด้วยน้ำเสียงห่างเหิน
เขาตัดสินใจรวบรวมพละกำลัง ดันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ไป๋ลู่เจียวยังคงไม่ยอมปล่อยมือ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความเหยียดหยาม บัดนี้แดงช้ำและเต็มไปด้วยประกายของความเว้าวอน
จ้าวหยวนซีก้มมองใบหน้าหวานซึ้งนั้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น เขาพยายามอ่านความคิดของหญิงสาวตรงหน้า “ลู่เจียว ถ้าคุณคิดจะใช้ไม้อ่อนเพื่อขอใบหย่า ผมบอกไว้เลยว่าผมให้คุณไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะกักขังคุณไว้ แต่สถานการณ์ของครอบครัวไป๋ตอนนี้ ถ้าคุณกลับเมืองหลวง คุณจะถูกจับตัวส่งไปค่ายใช้แรงงานทันที”
เขาพูดด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมา แม้ลึกๆ ในใจจะปวดร้าวที่ต้องยอมรับว่าภรรยาไม่ได้อยากอยู่กับเขาเลยแม้แต่น้อย
“ฉันไม่หย่า” ไป๋ลู่เจียวสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงของเธอหนักแน่นจนคนฟังชะงัก
“เมื่อวานคุณยัง...”
“นั่นมันเมื่อวาน แต่วันนี้ฉันรู้แล้ว ฉันรู้แล้วว่าพี่ดีกับฉันแค่ไหน” เธอขัดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับยกมือขึ้นแตะที่แก้มสากกร้านของเขาอย่างแผ่วเบา จ้าวหยวนซีผงะไปเล็กน้อยด้วยความไม่คุ้นชิน แต่ก็ไม่ได้ปัดมือเธอทิ้ง
นิ้วเรียวของลู่เจียวไล้ไปตามโครงหน้าคมคาย สัมผัสได้ถึงร่องรอยความเหนื่อยล้าของเขา ชายคนนี้เอาเงินเดือนทั้งหมดให้เธอใช้จ่าย ส่วนตัวเองกินเพียงหมั่นโถวแห้งๆ กับผักดอง เขายอมทำงานบ้านทุกอย่างหลังจากกลับจากการฝึกที่หนักหน่วง เพียงเพราะเธออ้างว่าแพ้น้ำบาดาลและทำกับข้าวไม่เป็น ชาติก่อนเธอตาบอดเพียงใดกัน ถึงมองไม่เห็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบตึงนี้
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันจะเป็นภรรยาของพี่ จะอยู่ที่นี่กับพี่ตลอดไป” ลู่เจียวกล่าวย้ำทีละคำ แววตาของเธอไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
จ้าวหยวนซีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาพยายามค้นหาความเสแสร้ง แต่กลับพบเพียงความสัตย์จริงที่สั่นคลอนกำแพงน้ำแข็งในหัวใจของเขา แต่ความหวาดระแวงก็ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว
“คุณป่วยหรือเปล่า ไปใส่รองเท้าซะ พื้นมันเย็น เดี๋ยวผมจะทำข้าวต้มให้กิน” เขาตัดบท เปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความสับสนในใจ ก่อนจะหันกลับไปสนใจหม้อต้มน้ำบนเตา
“ไม่ต้องค่ะ วันนี้ฉันจะทำอาหารเช้าเอง”
ประโยคนั้นทำให้หยวนซีหันขวับกลับมามองเธอราวกับเห็นผี “คุณทำอาหารเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ ครั้งก่อนที่คุณเข้าครัว คุณเกือบเผาบ้านพักทหารทิ้งไปครึ่งหลัง”
ลู่เจียวหน้าแดงระเรื่อเมื่อถูกขุดคุ้ยวีรกรรมในอดีต แต่เธอไม่ยอมแพ้ “คนเราก็ต้องหัดเรียนรู้กันได้สิคะ พี่ไปนั่งพักเถอะ วันนี้ฉันจะแสดงฝีมือเอง สัญญาว่าจะไม่ทำไฟไหม้แน่นอน”
เธอออกแรงผลักแผ่นหลังกว้างของสามีให้ออกจากห้องครัว แม้เขาจะขัดขืนแต่ก็กลัวว่าหากใช้แรงมากไปจะทำให้ร่างบอบบางนั้นบาดเจ็บ สุดท้ายจ้าวหยวนซีจึงต้องยอมถอยออกมายืนกอดอกพิงกรอบประตู มองดูภรรยาที่กำลังกุลีกุจอหยิบจับข้าวของในครัวด้วยท่าทีไม่น่าไว้วางใจ
เมื่อไล่สามีออกไปได้ ไป๋ลู่เจียวก็สูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจกลับมา ในชาติก่อน ช่วงบั้นปลายชีวิตหลังจากที่ครอบครัวล่มสลายและหยวนซีจากไป เธอต้องทนกัดก้อนเกลือกิน รับจ้างล้างชามและทำอาหารในร้านอาหารเล็กๆ เพื่อประทังชีวิต ทักษะการทำอาหารของเธอจึงถูกฝึกปรือจนชำนาญ เพียงแต่ตอนนี้ร่างกายในวัยยี่สิบปีของเธอยังไม่คุ้นชินกับการหยิบจับกระทะเหล็กใบหนักอึ้งเท่าไหร่นัก
เธอสำรวจวัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้กับข้าว มีแป้งข้าวโพดเหลือก้นถุง ไข่ไก่สองฟอง และต้นหอมที่เริ่มเหี่ยว ลู่เจียวตัดสินใจทำแป้งทอดไข่ใส่ต้นหอม เมนูง่ายๆ แต่อิ่มท้องและให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับทหารที่ต้องใช้แรงงาน
หญิงสาวหยิบชามมาผสมแป้งกับน้ำ ตอกไข่ใส่ลงไปตีให้เข้ากัน ซอยต้นหอมใส่ตามลงไปอย่างคล่องแคล่ว เสียงมีดกระทบเขียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทำให้จ้าวหยวนซีที่ยืนมองอยู่ถึงกับเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ท่าทางการจับมีดของเธอไม่เหมือนคนที่ทำอาหารไม่เป็นเลยสักนิด
ลู่เจียวตักน้ำมันหมูใส่กระทะเหล็ก รอจนน้ำมันร้อนได้ที่ก็เทแป้งที่ผสมไว้ลงไป เสียงฉ่าดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของไข่และต้นหอมที่ลอยเตะจมูก เธอใช้ตะหลิวพลิกแผ่นแป้งอย่างระมัดระวัง แม้จะมีสะดุดบ้างเพราะความหนักของกระทะ แต่ในที่สุดแป้งทอดสีเหลืองทองน่าทานก็ถูกตักใส่จานอย่างสวยงาม
แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะยกหม้อน้ำซุปออกจากเตา ความร้อนจากหูหม้อก็ลวกนิ้วชี้ของเธอจนสะดุ้ง
“โอ๊ย!”
ลู่เจียวรีบชักมือกลับ นิ้วของเธอแดงเถือกขึ้นมาทันที หยวนซีที่ยืนจับตาดูอยู่ตลอดพุ่งตัวเข้ามาในครัวอย่างรวดเร็ว เขาคว้ามือของเธอไปดูด้วยความตกใจ
“ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องทำ ทำไมถึงดื้อแบบนี้” น้ำเสียงของเขาดุจัด แต่แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรน
เขาดึงมือเธอไปที่อ่างล้างหน้า ตักน้ำเย็นราดลงบนรอยไหม้อย่างเบามือ ความเย็นของน้ำช่วยบรรเทาความแสบร้อนลงได้มาก แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของลู่เจียวอบอุ่นยิ่งกว่าคือความใส่ใจของเขา ชายคนนี้ปากร้ายแต่ใจดีเสมอ
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่พองนิดหน่อยเอง” เธอยิ้มบางๆ พยายามดึงมือกลับ แต่เขากลับจับไว้แน่น
“ยืนอยู่ตรงนี้ ห้ามขยับไปไหนจนกว่าผมจะบอก” หยวนซีออกคำสั่งเด็ดขาด ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในครัว จัดการยกหม้อน้ำซุปและจานแป้งทอดออกมาวางบนโต๊ะอาหารด้วยตัวเอง
ลู่เจียวเดินตามออกมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เธอมองดูสามีที่กำลังตักข้าวต้มเปล่าๆ ใส่ชามเคลือบให้ตัวเอง ส่วนแป้งทอดไข่ที่เพิ่งทำเสร็จ เขากลับดันจานมาตรงหน้าเธอ
“พี่ไม่กินแป้งทอดเหรอคะ ฉันตั้งใจทำเผื่อพี่ด้วยนะ” เธอถามเสียงอ่อน
“ผมกินแค่ข้าวต้มกับผักดองก็พอแล้ว คุณร่างกายอ่อนแอ ต้องกินของมีประโยชน์ ไข่ไก่มีแค่สองฟอง คุณกินเถอะ” เขาตอบเรียบๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง หยิบตะเกียบคีบผักดองเข้าปากคำโต
คำตอบของเขาทำให้ลู่เจียวรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอ เขาตระหนี่กับตัวเองเสมอ แต่กลับยอมทุ่มเททุกอย่างให้เธอ เธอตัดสินใจคีบแป้งทอดชิ้นใหญ่ที่สุดในจาน วางลงในชามข้าวต้มของเขา
จ้าวหยวนซีชะงักมือที่กำลังถือตะเกียบ มองชิ้นแป้งทอดสลับกับใบหน้าของภรรยา
“ถ้าพี่ไม่กิน ฉันก็จะไม่กินเหมือนกัน” ลู่เจียวยื่นคำขาด พร้อมกับวางตะเกียบลงบนโต๊ะ
บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันไปชั่วขณะ หยวนซีถอนหายใจหนักๆ ออกมาทางจมูก สุดท้ายเขาก็ยอมคีบแป้งทอดชิ้นนั้นเข้าปาก รสชาติความเค็มมันของไข่และกลิ่นหอมของต้นหอมกระจายไปทั่วปาก มันไม่ใช่สวรรค์ของนักชิม แต่มันคืออาหารมื้อแรกที่ภรรยาลงมือทำให้เขาด้วยความเต็มใจ
“อร่อยไหมคะ” เธอถามด้วยแววตาลุ้นระทึก
“ก็... กินได้” เขาตอบสั้นๆ รักษาสีหน้าให้เรียบเฉย แต่ใบหูทั้งสองข้างกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด
ลู่เจียวลอบยิ้มในใจ เธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ฟอร์มจัดแค่ไหน แค่เขายอมกินและไม่บ่นว่าไม่อร่อย ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วในก้าวแรก
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาในห้องโถง ตกกระทบลงบนโต๊ะอาหารที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยรังสีความเย็นชา บัดนี้กลับมีความอบอุ่นบางเบาโรยตัวอยู่รอบๆ ไป๋ลู่เจียวมองดูชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างเงียบๆ
การเกิดใหม่ครั้งนี้ เธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเขาได้อีก ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้น้องจอมอิจฉา หรือศัตรูหน้าไหนก็ตามที่คิดจะพรากเขาไปจากเธอ เธอจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อรักษาครอบครัวนี้ไว้ และเปลี่ยนความหมางเมินให้กลายเป็นความรักที่มั่นคงตราบชั่วนิรันดร์
นี่คือจุดเริ่มต้นของการแก้ไข และเธอพร้อมแล้วที่จะเป็นภรรยาที่แสนดีของนายทหารจ้าวอย่างแท้จริง
