ตอนที่ 6: ดอกบัวขาวร่ายรำ
แสงแดดยามสายทอประกายสีทองอบอุ่น อาบไล้ลานดินหน้าบ้านพักทหารจนดูสว่างไสว ไป๋ลู่เจียวกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงริ้วเนื้อหมูหมักเครื่องเทศลงบนกระด้งไม้ไผ่เพื่อตากแดด ลมเย็นพัดโชยมาหอบเอากลิ่นหอมจางๆ ของซีอิ๊วและโป๊ยกั๊กกระจายไปในอากาศ
เหตุการณ์เมื่อวานที่จ้าวหยวนซีออกหน้าปกป้องเธอจากพี่สะใภ้ใหญ่ ยังคงฝังรากลึกและสร้างความชุ่มชื่นในจิตใจของเธออย่างประหลาด คำว่า ‘ครอบครัวของผมคือลู่เจียว’ ดังก้องซ้ำไปซ้ำมา ราวกับเป็นยาวิเศษที่ช่วยปัดเป่าความเหนื่อยล้าทางร่างกายจากการทำงานบ้านจนหมดสิ้น
ในขณะที่เธอกำลังยกกระด้งขึ้นวางบนแคร่ไม้ เสียงล้อรถเข็นบดทับพื้นดินก็ดังใกล้เข้ามา เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับนายทหารหนุ่มรูปร่างสันทัด ผิวคร้ามแดด กำลังเข็นรถสองล้อที่บรรทุกก้อนถ่านรังผึ้งเต็มคันเข้ามาจอดเทียบหน้าลานบ้าน
“ซ้อจ้าว! ผมเอาถ่านรังผึ้งที่ผู้กองสั่งไว้มาส่งให้ครับ” สวีตงฉีกยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม
ไป๋ลู่เจียวรีบวางมือจากงาน ยิ้มรับอย่างเป็นมิตร “สหายสวี ลำบากเธอแล้ว เข็นมาตั้งไกลเหนื่อยแย่เลย เข้ามานั่งพักดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะ”
ท่าทีอ่อนโยนและคำพูดที่มีหางเสียงของภรรยาผู้บังคับบัญชา ทำเอาสวีตงชะงักไปชั่วครู่ เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ความร้ายกาจของสะใภ้ลูกนายทุนคนนี้มานักต่อนัก ทั้งเย่อหยิ่ง จองหอง และมองทหารชั้นผู้น้อยอย่างพวกเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่วันนี้... ผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าฝ้ายเรียบง่าย รวบผมหางม้า และมีรอยยิ้มละมุนละไมตรงหน้า กลับดูผิดแผกไปจากข่าวลืออย่างสิ้นเชิง
“ม... ไม่เป็นไรครับซ้อ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว เดี๋ยวผมช่วยขนถ่านไปเก็บหลังบ้านให้นะครับ” นายทหารหนุ่มตอบตะกุกตะกัก รีบก้มหน้าก้มตาขนก้อนถ่านสีดำทะมึนลงจากรถเข็น
ลู่เจียวไม่ได้ดึงดัน เธอเดินเข้าไปในครัว รินน้ำชาสมุนไพรที่ต้มเตรียมไว้ใส่แก้วเคลือบใบใหญ่ หยิบผ้าขนหนูผืนสะอาดชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วเดินกลับออกมาหาเขา
“วางมือพักสักเดี๋ยวเถอะจ้ะ ดื่มน้ำชาแก้กระหายก่อน แล้วนี่ผ้าเย็น เอาไว้เช็ดหน้าเช็ดตานะ”
สวีตงรับแก้วชาและผ้าเย็นมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ ความเย็นชื่นใจของน้ำชาและกลิ่นหอมของสมุนไพรทำให้ความเหนื่อยล้าบรรเทาลงเป็นปลิดทิ้ง เขาแอบลอบมองใบหน้าด้านข้างของลู่เจียว พลางคิดในใจว่าผู้กองของเขาช่างมีวาสนาเสียจริง ข่าวลือเรื่องซ้อใหญ่นิสัยเสียคงเป็นพวกแม่บ้านที่ว่างงานแต่งเรื่องใส่ไข่กันไปเองแน่ๆ
แต่ความสงบสุขมักถูกสั่นคลอนด้วยคลื่นใต้น้ำเสมอ
“แหม... พี่สะใภ้นี่ช่างสุขสบายเสียจริงนะคะ นั่งจิบชาชี้นิ้วสั่งให้ทหารรับใช้มาทำงานกรรมกรให้ตัวเอง สมกับเป็นลูกคุณหนูตระกูลนายทุนจริงๆ”
น้ำเสียงแหลมใสที่ดัดให้ดูอ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยมีดโกนอาบยาพิษ ดังขึ้นจากริมรั้วไม้ไผ่ จ้าวเหม่ยหลินในชุดเสื้อเชิ้ตคอปกสีฟ้าซีดและกางเกงขายาวสีดำ เดินนวยนาดเข้ามาในลานบ้าน ในมือของหล่อนถือตะกร้าสานใบเล็กที่ใส่เศษผ้าและเข็มด้ายเอาไว้
หล่อนตั้งใจเลือกจังหวะที่เห็นสวีตงเข็นรถถ่านเข้ามา เพื่อหาโอกาสฉีกหน้าไป๋ลู่เจียวต่อหน้าคนนอก หวังจะให้สวีตงนำเรื่องความเย่อหยิ่งและเอาเปรียบของภรรยาไปเล่าให้จ้าวหยวนซีฟัง
ป้าหวังและกลุ่มแม่บ้านทหารสองสามคนที่กำลังเดินกลับจากแปลงผักรวมของค่าย ได้ยินเสียงของเหม่ยหลินก็พากันหยุดชะงัก ชะเง้อคอมองข้ามรั้วเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนชอบดูงิ้ว
ไป๋ลู่เจียวปรายตามองญาติผู้น้อง มุมปากกระตุกยิ้มบางเบาที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใด ร่างกายของเธอไม่ได้สั่นเทาด้วยความโกรธเหมือนในอดีต เธอเพียงแค่วางแก้วชาในมือลงอย่างใจเย็น
“น้องเหม่ยหลินมาถึงนี่ มีธุระอะไรหรือจ๊ะ หรือว่าผักป่าเมื่อวานยังเหลือ เลยจะเอามาฝากพี่อีก” ลู่เจียวเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แอบแทงใจดำเรื่องเมื่อวานจนเหม่ยหลินหน้าตึงไปชั่วขณะ
หล่อนรีบปรับสีหน้าให้ดูน่าสงสาร ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ฉันก็แค่เป็นห่วงพี่หยวนซีน่ะสิคะ เห็นว่าเขาต้องทำงานหนักหาเงินมาเลี้ยงดูคนที่ไม่รู้จักทำมาหากิน วันนี้ฉันเลยเอาเศษผ้ามาตั้งใจจะสอนพี่สะใภ้เย็บปะชุนเสื้อผ้าบ้าง เผื่อพี่จะรู้จักแบ่งเบาภาระสามีได้บ้าง ไม่ใช่เอาแต่วางท่าเป็นคุณหนู ใช้แรงงานสหายทหารอย่างกับเป็นทาสของตระกูลไป๋”
ประโยคสุดท้ายหล่อนจงใจเน้นเสียงดัง เพื่อให้บรรดาแม่บ้านที่แอบฟังอยู่ริมรั้วได้ยินชัดเจน การหยิบยกเรื่อง ‘ตระกูลนายทุน’ และ ‘การกดขี่ใช้แรงงาน’ มาอ้างในยุคนี้ ถือเป็นข้อหาที่รุนแรงและละเอียดอ่อนมาก มันสามารถสร้างความเกลียดชังและทำให้ลู่เจียวไม่มีที่ยืนในค่ายทหารได้เลย
สวีตงหน้าเสีย เขารีบวางก้อนถ่านลง ก้าวออกมายืนข้างหน้าลู่เจียว “สหายจ้าว คุณอย่าพูดจาเหลวไหล ซ้อจ้าวไม่ได้ใช้อะไรผมเลย ผู้กองจ้าวต่างหากที่สั่งให้ผมเอาถ่านรังผึ้งมาส่ง ซ้อจ้าวยังเอาน้ำชามาให้ผมดื่มด้วยซ้ำ”
“พี่สวีตง พี่น่ะเป็นคนซื่อเกินไป” เหม่ยหลินทำทีเป็นทอดถอนใจ “พี่ไม่รู้หรอกว่าพวกนายทุนน่ะ หน้าเนื้อใจเสือแค่ไหน ต่อหน้าก็ทำเป็นใจดีเอาน้ำให้ดื่ม แต่ลับหลังเขาก็มองพวกเราเป็นแค่ชนชั้นแรงงานที่เกิดมาเพื่อรับใช้พวกเขาเท่านั้นแหละ พี่หยวนซีของฉันน่ะ น่าสงสารที่สุดที่ต้องมาแบกรับภาระพยุงครอบครัวชังชาติแบบนี้!”
เสียงสูดปากของบรรดาแม่บ้านริมรั้วดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ข้อหานี้มันใหญ่โตเกินกว่าจะล้อเล่นได้
ไป๋ลู่เจียวไม่ได้ตื่นตระหนกเลยสักนิด ดวงตาหงส์ของเธอจ้องมองดอกบัวขาวจอมเสแสร้งตรงหน้าด้วยแววตาสงบนิ่งจนน่ากลัว เธอค่อยๆ ก้าวเดินออกมายืนเคียงข้างสวีตง แผ่นหลังเหยียดตรง สง่างามดุจต้นไผ่ที่ต้านทานลมพายุ
“น้องเหม่ยหลิน การที่เธอยกเอาเรื่องภูมิหลังของครอบครัวฉันมาตราหน้าและกล่าวหาว่าฉันกดขี่ทหาร เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่” น้ำเสียงของลู่เจียวไม่ได้ดุดัน แต่กลับมีพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนฟังต้องตั้งใจฟัง
“ก็กำลังพูดความจริงน่ะสิ!” เหม่ยหลินเชิดหน้าเถียง
“ความจริงงั้นหรือ?” ลู่เจียวแค่นเสียงหัวเราะ “เธอคงไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ของส่วนกลางเลยสินะ ถึงไม่รู้ว่านโยบายของประเทศตอนนี้กำลังมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปและการพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้นำระดับสูงล้วนประกาศชัดเจนว่าเราต้องก้าวข้ามความขัดแย้งทางชนชั้นในอดีต หันมาร่วมมือกันสร้างชาติ”
ลู่เจียวเว้นจังหวะ กวาดสายตามองไปยังกลุ่มแม่บ้านริมรั้วที่กำลังยืนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะหันกลับมาตอกหน้าญาติผู้น้องทีละคำ
“ครอบครัวไป๋ของฉันอาจจะเคยเป็นนักธุรกิจ แต่ตอนนี้ทรัพย์สินทั้งหมดก็ถูกมอบให้รัฐไปแล้ว ตัวฉันเองก็แต่งงานเข้ามาเป็นภรรยาของนายทหารจ้าว เป็นสมาชิกครอบครัวของกองทัพ การที่สหายสวีตงมาช่วยขนถ่าน มันคือการแสดงน้ำใจและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างทหารและครอบครัวทหาร ตามหลักการสามัคคีปรองดอง”
หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้เหม่ยหลินอีกหนึ่งก้าว แววตาคมกริบ “แต่เธอกลับฉวยโอกาสนี้ ใช้คำพูดบิดเบือนยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในหมู่ทหารและครอบครัว นำเอาวาทกรรมล้าหลังมาโจมตีเพื่อสร้างความเกลียดชัง... จ้าวเหม่ยหลิน จิตใจของเธอแคบเปราะบาง หรือว่าแนวคิดของเธอมันกำลังต่อต้านนโยบายความสามัคคีของรัฐบาลกันแน่!”
คำพูดที่ร้อยเรียงมาอย่างมีหลักการ อ้างอิงถึงทิศทางของประเทศและนโยบายส่วนกลาง ตอกกลับจนจ้าวเหม่ยหลินหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ หล่อนเป็นแค่หญิงสาวชาวบ้านที่เรียนจบแค่ชั้นประถม จะเอาความรู้ที่ไหนมาเถียงกับนักศึกษามหาวิทยาลัยในอนาคตอย่างลู่เจียวได้
“ฉ... ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ แกอย่ามาใส่ร้ายฉัน!” เหม่ยหลินเสียงสั่น เริ่มตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าสถานการณ์พลิกกลับ
“ถ้าไม่ได้หมายความแบบนั้น แล้วที่เธอมาตะโกนปาวๆ ว่าฉันเป็นนายทุนกดขี่ทหารต่อหน้าคนอื่น มันคือความหวังดีอย่างนั้นหรือ” ลู่เจียวยังคงไล่ต้อนไม่ลดละ “เมื่อวานก็พยายามยุแยงให้แม่สามีเข้าใจผิดเรื่องที่ฉันซื้อหมูมาบำรุงสามี วันนี้ก็มาป้ายสีฉันต่อหน้าลูกน้องของสามีอีก... เหม่ยหลิน ถามจริงๆ เถอะ เธอทนไม่ได้หรือไงที่เห็นครอบครัวของพี่ชายตัวเองมีความสุขสงบ หรือว่าแท้จริงแล้ว... เธอหวังอยากจะเห็นพวกเราหย่ากันจนตัวสั่น?”
ประโยคสุดท้ายแทงทะลุใจดำจนเหม่ยหลินผงะถอยหลัง หล่อนเบิกตากว้าง อ้าปากพะงาบๆ แต่หาเสียงตัวเองไม่เจอ
ป้าหวังที่ยืนดูอยู่ริมรั้วทนไม่ไหว หล่อนเป็นคนตรงไปตรงมา พอได้ฟังสัจธรรมจากปากของลู่เจียวก็ถึงกับตาสว่าง หล่อนรีบตะโกนข้ามรั้วเข้ามาทันที
“จริงอย่างที่สะใภ้จ้าวพูดนั่นแหละ พวกหล่อนก็เห็นอยู่ว่าสะใภ้จ้าวกำลังตากเนื้อหมู แถมบ้านช่องก็สะอาดสะอ้าน ไม่ได้นอนกินบ้านกินเมืองเหมือนที่นังเด็กเหม่ยหลินเอาไปนินทาสักนิด ยุคนี้เขาทำมาหากินกันแล้ว ใครจะมามัวนั่งด่าทอเรื่องชนชั้นกันอีก นังเด็กนี่มันร้ายลึกจริงๆ แกล้งทำเป็นหวังดี แต่ที่แท้ก็อิจฉาอยากให้ผัวเมียเขาแตกแยกกัน!”
“ใช่ๆ เมื่อวานฉันก็เห็นสะใภ้จ้าวซักผ้าให้ผู้กองจ้าวเสียจนสะอาดเอี่ยม คนขี้เกียจที่ไหนจะยอมล้างชามซักผ้าเอง” แม่บ้านอีกคนผสมโรง
เมื่อกระแสสังคมพลิกกลับมาตีแสกหน้า จ้าวเหม่ยหลินก็รู้สึกเหมือนถูกตบกลางลานบ้าน หล่อนอับอายจนหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู น้ำตาที่บีบเค้นออกมาเพื่อเรียกร้องความสงสาร บัดนี้กลายเป็นน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ หล่อนกำตะกร้าสานในมือแน่น กระทืบเท้าเร่าๆ
“พวกแก... พวกแกมันโง่! โดนนังนี่หลอกเอาแล้ว!” หล่อนตะโกนด่ากราดอย่างไร้สติ ก่อนจะหมุนตัววิ่งร้องไห้เตลิดออกไปจากเขตบ้านพักทหารราวกับคนเสียสติ ทิ้งภาพลักษณ์ดอกบัวขาวผู้แสนดีจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
เมื่อเสียงฝีเท้าของญาติผู้น้องจางหายไป ความเงียบก็เข้าปกคลุมลานบ้านอีกครั้ง ป้าหวังและกลุ่มแม่บ้านส่งยิ้มแหยๆ ให้ลู่เจียวก่อนจะขอตัวแยกย้ายกันกลับไปทำงานของตนเอง ทิ้งไว้เพียงความประทับใจในไหวพริบและความฉลาดหลักแหลมของสะใภ้จ้าวที่ถูกบอกเล่าปากต่อปากในค่ายทหารตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
สวีตงที่ยืนเงียบมาตลอดเหตุการณ์ ลอบกลืนน้ำลายลงคอ เขามองผู้หญิงร่างเล็กตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความเคารพและเลื่อมใสฉายชัดอยู่ในดวงตา
“ซ้อจ้าว... เมื่อกี้ซ้อสุดยอดมากเลยครับ คำพูดของซ้อทำเอาผมขนลุกเลย” สวีตงเอ่ยชื่นชมจากใจจริง “ผมจะไม่ยอมให้ใครมาพูดจาใส่ร้ายซ้อแบบนี้อีกเด็ดขาดครับ!”
ลู่เจียวหันมายิ้มบางๆ ให้เขา รอยยิ้มนั้นกลับมาอ่อนโยนและอบอุ่นเช่นเดิม “ขอบใจนะสวีตง แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเอาไปเล่าให้พี่หยวนซีฟังหรอกนะ เขาทำงานเหนื่อยพอแล้ว ฉันไม่อยากให้เขาต้องมาปวดหัวกับเรื่องไร้สาระพวกนี้อีก”
สวีตงพยักหน้ารับคำแข็งขัน แต่ในใจกลับคิดสวนทาง ‘เรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะไม่ให้ผมรายงานผู้กองได้ยังไง ซ้อเก่งกาจถึงขั้นตอกหน้าจ้าวเหม่ยหลินจนหงายเก๋ง ผู้กองรู้เข้าต้องภูมิใจมากแน่ๆ!’
ตกเย็นของวันเดียวกัน ภายในห้องทำงานส่วนตัวของผู้บังคับกองร้อยที่สาม
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสาดส่องลงบนแผนที่ภูมิประเทศที่กางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะ จ้าวหยวนซีกำลังขมวดคิ้วใช้ดินสอขีดเขียนเส้นทางเดินทัพอย่างเคร่งเครียด โดยมีสวีตงยืนทำความเคารพอยู่หน้าโต๊ะ
“รายงานผู้กอง วันนี้ผมเอาถ่านรังผึ้งไปส่งที่บ้านพักเรียบร้อยแล้วครับ” สวีตงรายงานด้วยน้ำเสียงขึงขัง แต่แววตากลับระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น
จ้าวหยวนซีไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพียงแค่ส่งเสียงรับคำในลำคอ “อืม เรียบร้อยก็ดีแล้ว ลู่เจียว... เธอไม่ได้บ่นอะไรใช่ไหม”
“ไม่บ่นเลยครับ! ซ้อยังรินน้ำชาสมุนไพรให้ผมดื่ม แถมยังเอาผ้าเย็นมาให้เช็ดหน้าด้วยครับ!” สวีตงรีบนำเสนอความดีความชอบของนายหญิงทันที
ปลายดินสอในมือของหยวนซีชะงักกึก เขาเงยหน้าขึ้นมองลูกน้องด้วยความประหลาดใจ ลู่เจียวน่ะหรือรินน้ำชาให้คนอื่น? ปกติแค่เห็นทหารเดินผ่านหน้าเธอก็เบือนหน้าหนีแล้ว
“แล้วก็...” สวีตงทำท่าอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องวีรกรรมช่วงสายให้ผู้บังคับบัญชาฟังอย่างออกรสออกชาติ “วันนี้จ้าวเหม่ยหลินมาหาเรื่องซ้อถึงบ้านครับ หาว่าซ้อเป็นนายทุนใช้แรงงานผม”
สีหน้าของจ้าวหยวนซีตึงเครียดขึ้นมาทันที แววตาดุดันประกายวาบ เขากำลังจะอ้าปากถามด้วยความเป็นห่วง แต่สวีตงกลับชิงพูดต่อจนจบประโยค
“แต่ผู้กองไม่ต้องห่วงนะครับ ซ้อจ้าวไม่ยอมให้ถูกรังแกเลยแม้แต่น้อย ซ้ออ้างนโยบายรัฐบาล อ้างความปรองดอง แถมยังตอกกลับจนจ้าวเหม่ยหลินหน้าแตกยับเยินวิ่งร้องไห้กลับไปเลยครับ พวกป้าหวังที่ยืนดูอยู่ยังพากันปรบมือชื่นชมซ้อกันใหญ่ ตอนนี้ใครๆ ในค่ายก็รู้แล้วว่าซ้อจ้าวของเราทั้งฉลาดและมีเหตุผลที่สุดเลยครับ!”
เรื่องราวที่พรั่งพรูออกมาจากปากลูกน้อง ทำให้จ้าวหยวนซีถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ภาพของผู้หญิงบอบบางที่กล้ายืนหยัดต่อสู้กับคำครหาด้วยความสง่างามและชาญฉลาด ปรากฏขึ้นในจินตนาการของเขา เธอไม่เพียงแต่ปกป้องเกียรติของตนเอง แต่ยังปกป้องชื่อเสียงของครอบครัวทหารอย่างเขาไม่ให้หม่นหมองอีกด้วย
นายทหารหน้าตายก้มหน้าลงมองแผนที่บนโต๊ะอีกครั้ง พยายามซ่อนความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก แต่ริมฝีปากหยักลึกกลับค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและหลงใหลอย่างที่ไม่เคยมอบให้ใครมาก่อน
“ลู่เจียว... คุณเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ” เขากระซิบกับตัวเองเสียงแผ่วเบา
กำแพงที่เคยขวางกั้นพังทลายลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรีบจัดการงานตรงหน้าให้เสร็จ เพื่อจะได้กลับบ้านไปกอดภรรยาที่แสนฉลาดและงดงามของเขาให้ชื่นใจเท่านั้น.