บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3: รับมือแม่สามีด้วยความนุ่มนวล

มือเรียวที่กำลังใช้ผ้าเช็ดโต๊ะชะงักงัน รอยยิ้มหวานบนใบหน้าของไป๋ลู่เจียวเลือนหายไปชั่วพริบตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความสงบนิ่งที่ยากจะหยั่งถึง เธอปรายตามองไปยังบานประตูไม้ที่ถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ

จ้าวหยวนซีขมวดคิ้วมุ่น เขารีบก้าวมายืนซ้อนอยู่ด้านหลังภรรยาทันที สัญชาตญาณการปกป้องทำงานโดยอัตโนมัติ เพราะทุกครั้งที่ญาติผู้น้องคนนี้ปรากฏตัว มักจะจบลงด้วยการอาละวาดบ้านแตกเสมอ

ร่างของหญิงสาวในชุดกระโปรงลายดอกไม้สีถั่วเขียวเดินนวยนาดเข้ามาในบ้านพัก จ้าวเหม่ยหลินฉีกยิ้มกว้าง แสร้งทำเป็นเอียงคอมองด้วยความไร้เดียงสา แต่ดวงตาที่กรีดอายไลเนอร์บางๆ กลับกวาดมองสำรวจไปทั่วทุกซอกทุกมุม ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ชามกระเบื้องบนโต๊ะอาหาร

กลิ่นหมูตุ๋นน้ำแดงยังคงลอยอบอวล เหม่ยหลินลอบเบ้ปากในใจ หล่อนอุตส่าห์วิ่งไปฟ้องป้าหลี่ชุ่ยฮวาว่าเห็นลูกสะใภ้ตัวดีหอบตะกร้าไปซื้อเนื้อหมูที่สหกรณ์ กะจะมาจับให้ได้คาหนังคาเขาว่าหล่อนผลาญเงินเดือนทหาร แต่ไม่นึกเลยว่าจะมาทันเห็นร่องรอยของมื้ออาหารชั้นเลิศที่เพิ่งจบลง

“อุ๊ยตาย พี่หยวนซีเพิ่งทานข้าวเสร็จหรือคะ ฉันเห็นว่าช่วงนี้พี่ฝึกหนัก เลยตั้งใจเอาผักป่าที่เพิ่งเก็บมาฝาก” เหม่ยหลินชูตะกร้าที่มีผักใบเขียวเหี่ยวๆ สองสามกำขึ้นมา ก่อนจะแสร้งทำตาโตเอามือทาบอกเมื่อเห็นคราบน้ำมันในชาม “ตายจริง... บ้านพี่กินเนื้อหมูกันอีกแล้วหรือคะเนี่ย แหม พี่สะใภ้ช่างโชคดีจริงๆ มีสามีเก่งกาจคอยหาเงินมาให้ใช้ไม่ขาดมือ ผิดกับชาวบ้านอย่างพวกเราที่แค่จะได้กินไข่สักฟองยังต้องรอช่วงเทศกาล”

คำพูดซ่อนมีดของญาติผู้น้องถูกส่งออกไปอย่างแนบเนียน หวังจะจี้จุดให้จ้าวหยวนซีรู้สึกเสียดายเงิน แต่ผู้เป็นพี่ชายกลับยืนนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงไม่บ่งบอกอารมณ์

ยังไม่ทันที่หยวนซีจะได้เอ่ยปาก เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงสบถก็ดังแทรกเข้ามาเสียก่อน

“โชคดีบ้าบออะไรกัน! มีเมียล้างผลาญแบบนี้น่ะสิ บ้านถึงได้ไม่มีเงินเก็บสักหยวน”

ร่างท้วมของหลี่ชุ่ยฮวา แม่ของจ้าวหยวนซีกระแทกเท้าเดินเข้ามาในบ้าน ใบหน้ากร้านแดดแดงก่ำด้วยความโมโห หล่อนเดินตรงรี่เข้ามาที่โต๊ะอาหาร ชี้หน้าด่าลูกสะใภ้โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

“นังตัวดี! ฉันได้ยินจากเหม่ยหลินว่าแกเอาคูปองไปแลกเนื้อหมู แถมยังซื้อสบู่หอมราคาแพงมาใช้อีก แกคิดว่าลูกชายฉันเป็นเครื่องผลิตเงินหรือยังไงห๊ะ! ตัวเองแค่นั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน งานการไม่ทำ ยังมีหน้ามาเสพสุขกินเนื้ออยู่อีก แม่แกไม่ได้สอนเรื่องความมัธยัสถ์หรือยังไง!”

จ้าวหยวนซีหน้าตึง เขารีบก้าวออกมายืนบังหน้าลู่เจียวเอาไว้ “แม่ครับ ลู่เจียวเขาไม่ได้...”

“พี่หยวนซีคะ ให้ฉันคุยกับแม่เองเถอะค่ะ”

มือเล็กเอื้อมมาจับแขนเสื้อของชายหนุ่ม กระตุกเบาๆ เป็นเชิงห้าม ไป๋ลู่เจียวก้าวออกมายืนเผชิญหน้ากับแม่สามี ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้อง หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงกรี๊ดร้อง ปาชามกระเบื้องทิ้ง แล้วด่ากราดสาดเสียเทเสียกลับไปจนบ้านแตก แต่ลู่เจียวคนใหม่ในวันนี้กลับทำเพียงระบายยิ้มบางๆ อย่างใจเย็น

เธอหยิบแก้วเคลือบใบสะอาด รินน้ำอุ่นจากกระติกแล้วประคองส่งให้แม่สามีด้วยสองมือ

“แม่คะ เดินมาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำอุ่นให้ชุ่มคอก่อนเถอะค่ะ อากาศเย็นลงแล้ว เดี๋ยวจะเจ็บคอเอาได้” น้ำเสียงของเธออ่อนหวานและเต็มไปด้วยความเคารพ จนหลี่ชุ่ยฮวาที่กำลังอ้าปากเตรียมจะด่าต่อถึงกับชะงักค้าง กลืนคำลงคอแทบไม่ทัน

คนเป็นแม่สามีรับแก้วน้ำมาถือไว้อย่างงงงวย กะพริบตาปริบๆ มองดูลูกสะใภ้ตัวร้ายที่วันนี้กลับว่านอนสอนง่ายผิดปกติ

ลู่เจียวไม่ปล่อยให้จังหวะนี้หลุดมือ เธอหันไปยิ้มให้เหม่ยหลินที่กำลังยืนกัดริมฝีปากด้วยความขัดใจ “ต้องขอบคุณน้องเหม่ยหลินมากนะจ๊ะที่เป็นห่วงพี่หยวนซี แต่ผักป่าของน้องคงไม่ต้องใช้แล้วล่ะ เพราะวันนี้พี่เพิ่งทำหมูตุ๋นน้ำแดงให้พี่หยวนซีกินไป พี่เขาต้องออกไปฝึกซ้อมรบ แบกปืนคลานตามโคลนตากแดดตากลมทั้งวัน ร่างกายสูญเสียเหงื่อและพละกำลังไปมาก ถ้าให้กินแต่ผักเหี่ยวๆ กับข้าวต้มใสๆ พี่เขาจะเอาแรงที่ไหนไปรับใช้ชาติ เอาแรงที่ไหนไปสอบเลื่อนยศให้ครอบครัวเราภูมิใจล่ะจ๊ะ”

คำพูดของลู่เจียวฟังดูราบเรียบแต่กลับแฝงความหมายลึกซึ้ง เธอใช้ข้ออ้างเรื่องการรับใช้ชาติและ ความก้าวหน้าของสามีมาเป็นเกราะป้องกัน ทำให้การกินเนื้อหมูกลายเป็นความชอบธรรมที่ใครก็เถียงไม่ออก

หลี่ชุ่ยฮวาได้ยินเรื่องเลื่อนยศของลูกชายก็หูผึ่ง หล่อนหันไปมองจ้าวหยวนซีที่ยืนอยู่ด้านหลังลูกสะใภ้ เพิ่งสังเกตเห็นว่าวันนี้ลูกชายดูมีสง่าราศี ใบหน้าที่เคยอิดโรยกลับดูสดใสขึ้นมาก

“แล้ว... แล้วเรื่องสบู่หอมกับผงซักฟอกล่ะ สบู่ก้อนละตั้งหลายเหมา แกซื้อมาถูตัวให้หอมฟุ้งล่อผู้ชายหรือไง” แม่สามียังคงหาเรื่องจับผิดต่อ แม้เสียงจะอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย

ลู่เจียวหัวเราะเบาๆ เธอหมุนตัวเดินไปเปิดประตูหลังบ้าน ชี้ให้เห็นราวตากผ้าไม้ไผ่ที่เรียงรายไปด้วยชุดทหารสีเขียวขี้ม้าที่ถูกซักจนสะอาดเอี่ยม รีดพับจัดทรงไว้อย่างเป็นระเบียบ

“แม่ลองไปจับดูสิคะ นั่นชุดของพี่หยวนซีทั้งนั้น ฉันซื้อผงซักฟอกกับสบู่มาเพื่อซักคราบโคลนคราบน้ำมันก๊าดออกจากชุดทหารของเขา พี่หยวนซีเป็นถึงผู้กองประจำกองร้อย ถ้าปล่อยให้เขาใส่เสื้อผ้าเหม็นอับยับยู่ยี่ไปคุมลูกน้อง คนอื่นเขาจะนินทาเอาได้ว่าบ้านจ้าวไม่มีปัญญาดูแลลูกหลานตัวเองให้ดี แม่ส่งลูกชายมาเป็นหน้าเป็นตาให้หมู่บ้าน ฉันในฐานะภรรยาก็ต้องดูแลภาพลักษณ์ของเขาให้สมกับความเหนื่อยยากที่เขาแบกรับไว้ ฉันทำผิดตรงไหนหรือคะ”

ประโยคยืดยาวที่เปี่ยมไปด้วยเหตุผลและยกยอแม่สามีไปในตัว ทำให้หลี่ชุ่ยฮวาถึงกับหน้าแดงเรื่อ หล่อนพูดไม่ออก สองตาเบิกกว้างมองชุดทหารที่สะอาดสะอ้าน ปกติลูกชายหล่อนต้องทนใส่เสื้อผ้าเหม็นๆ เพราะลูกสะใภ้ไม่ยอมซักให้ แต่วันนี้ทุกอย่างกลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

จ้าวเหม่ยหลินเห็นท่าไม่ดี เมื่อเห็นว่าป้าของตนกำลังจะใจอ่อน หล่อนจึงรีบพูดแทรกขึ้นมา “แหม พี่สะใภ้พูดจาดูดีจังเลยนะคะ ซื้อเนื้อมาบำรุงพี่หยวนซี แต่ตัวพี่สะใภ้เองก็คงจะนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนกันใช่ไหมล่ะคะ ปากบอกว่าทำเพื่อสามี แต่ความจริงก็แค่อยากสนองความตะกละของตัวเอง”

“เหม่ยหลิน! พูดให้มันดีๆ หน่อย!” จ้าวหยวนซีตวาดเสียงกร้าว นัยน์ตาดุดันตวัดมองญาติผู้น้องจนหล่อนสะดุ้งเฮือกถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาไม่ยอมให้ใครมาดูถูกความตั้งใจของภรรยาเขาเด็ดขาด

“ไม่เป็นไรค่ะพี่หยวนซี” ลู่เจียวยกมือห้ามสามี เธอมองจ้าวเหม่ยหลินด้วยสายตาเวทนา ก่อนจะเดินไปที่ตู้กับข้าว หยิบชามกระเบื้องที่ครอบฝาชีไว้ออกมา ภายในนั้นคือหมูตุ๋นน้ำแดงส่วนที่อร่อยที่สุดซึ่งเธอแบ่งเก็บเอาไว้

หญิงสาวนำไปอุ่นบนเตาถ่านเพียงครู่เดียว กลิ่นหอมเครื่องเทศและซีอิ๊วก็ลอยฟุ้งไปทั่วบ้านจนหลี่ชุ่ยฮวาเผลอกลืนน้ำลายลงคอ ลู่เจียวตักหมูตุ๋นราดบนข้าวสวยร้อนๆ สองชาม แล้วยกมาวางตรงหน้าแม่สามีและญาติผู้น้อง

“นี่คือส่วนที่ฉันเก็บเอาไว้ค่ะ ฉันตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะเอาไปให้พ่อกับแม่ที่บ้านใหญ่ได้ชิมฝีมือฉันบ้าง แต่ในเมื่อแม่มาถึงนี่แล้ว ก็ทานเสียสิคะ ยังอุ่นๆ อยู่เลย”

ลู่เจียวยื่นตะเกียบให้แม่สามีด้วยกิริยานอบน้อม “ฉันเป็นลูกคุณหนู ทำงานบ้านไม่เก่งอย่างที่น้องเหม่ยหลินว่าจริงๆ นั่นแหละค่ะ แต่ฉันกำลังพยายามเรียนรู้เพื่อเป็นภรรยาที่ดีของพี่หยวนซี หมูหม้อนี้ฉันตั้งใจทำสุดฝีมือ แม่ลองชิมดูนะคะว่าพอจะใช้ได้ไหม”

หลี่ชุ่ยฮวามองดูเนื้อหมูสามชั้นที่ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย สีน้ำตาลทองเคลือบเงางามน่ารับประทาน หล่อนรับตะเกียบมาอย่างงงๆ ก่อนจะคีบเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก

เพียงแค่สัมผัสแรก เนื้อหมูก็แทบจะละลายในปาก รสชาติเค็มหวานกลมกล่อม หอมกลิ่นโป๊ยกั๊กและอบเชยทะลุซอกฟัน มันอร่อยเสียยิ่งกว่าฝีมือแม่ครัวในงานเลี้ยงประจำหมู่บ้านเสียอีก หลี่ชุ่ยฮวาเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่หยุด คีบข้าวสวยเข้าปากตามไปติดๆ ความโกรธที่พกมาเต็มกระบุงมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความพอใจในรสชาติอาหาร

“อืม... ก็ไม่เลว รสชาติจัดจ้านใช้ได้” คนฟอร์มจัดเอ่ยปากชมอ้อมแอ้ม ทั้งที่มือกำลังคีบเนื้อชิ้นที่สามเข้าปาก

จ้าวเหม่ยหลินที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็กัดฟันกรอด หล่อนมองชามข้าวของตัวเองด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะกินก็เสียฟอร์ม จะไม่กินท้องก็ร้องโครกครากเพราะกลิ่นมันหอมเหลือเกิน สุดท้ายหล่อนก็ทนความยั่วยวนไม่ไหว จำใจต้องคีบเนื้อเข้าปากเช่นกัน รสชาติที่อร่อยล้ำยิ่งทำให้หล่อนแค้นใจที่หาข้อติไม่ได้เลย

บรรยากาศในบ้านพักทหารที่เคยมาคุกลับกลายเป็นสงบสุขอย่างประหลาด ลู่เจียวรินน้ำชาให้แม่สามีอย่างรู้หน้าที่ คอยถามไถ่เรื่องสุขภาพของพ่อสามีที่อยู่บ้านใหญ่ด้วยความใส่ใจ

ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่ชุ่ยฮวากินจนอิ่มแปล้ หล่อนวางตะเกียบลง หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับปาก มองดูลูกสะใภ้ที่กำลังเก็บจานชามไปล้างด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป

“เอาล่ะ ในเมื่อแกรู้จักทำหน้าที่เมีย ซักผ้าทำกับข้าวให้ลูกชายฉันได้ ฉันก็จะไม่บ่นอะไรอีก แต่จำไว้ว่าเงินทองมันหายาก คราวหน้าคราวหลังจะใช้จ่ายอะไรก็ให้มันรู้จักคิดบ้าง อย่าให้ใครเขานินทาเอาได้ว่าบ้านจ้าวเราใช้เงินเติบ” แม่สามีเอ่ยสอนด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนตอนแรก

“ฉันจดจำไว้ในใจแล้วค่ะแม่ ขอบคุณที่สั่งสอนนะคะ” ลู่เจียวยิ้มรับอย่างว่าง่าย

หลี่ชุ่ยฮวาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หล่อนลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ “ฉันจะกลับแล้ว ดึกป่านนี้เดี๋ยวตาเฒ่าที่บ้านจะบ่นหิว” หล่อนหันไปมองญาติผู้น้อง “เหม่ยหลิน กลับกันเถอะ มายืนเกะกะขวางทางผัวเมียเขาทำไม”

เหม่ยหลินหน้าเสีย หล่อนตั้งใจจะมาดูงิ้วบทใหญ่ แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเองต้องมายืนเป็นหมาหัวเน่า หล่อนรีบคว้าตะกร้าผักป่าของตนเอง ส่งยิ้มแหยๆ ให้หยวนซี “งั้นฉันกลับก่อนนะคะพี่หยวนซี คราวหน้าจะแวะมาเยี่ยมใหม่”

“ไม่ต้องลำบากหรอก บ้านฉันมีภรรยาดูแลดีอยู่แล้ว เธอเอาเวลาไปช่วยงานที่บ้านใหญ่เถอะ” หยวนซีตอบกลับเสียงเย็นชา ไร้เยื่อใยจนเหม่ยหลินหน้าแตกยับเยิน หล่อนกระทืบเท้าเดินตามหลี่ชุ่ยฮวาออกไปจากบ้านด้วยความขัดใจ

เมื่อแขกไม่ได้รับเชิญกลับไปหมดแล้ว ความเงียบสงบก็โรยตัวลงมาอีกครั้ง

จ้าวหยวนซียืนพิงกรอบประตูห้องครัว ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังแผ่นหลังบอบบางของภรรยาที่กำลังล้างจานอยู่หน้าอ่าง เขาพินิจมองเธอราวกับกำลังมองดูของล้ำค่าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ผู้หญิงคนนี้คือไป๋ลู่เจียวจริงๆ หรือ?

เธอใช้เพียงคำพูดไม่กี่คำ รอยยิ้มไม่กี่ครั้ง ก็สามารถสยบแม่ของเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องความปากจัดที่สุดในหมู่บ้านลงได้อย่างราบคาบ แถมยังปกป้องเกียรติของเขา สั่งสอนจ้าวเหม่ยหลินจนหงายหลังกลับไปโดยไม่ต้องออกแรงด่าทอแม้แต่คำเดียว

ความนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดนี้ ทำให้หัวใจของทหารหนุ่มกระตุกวาบ

ลู่เจียวล้างชามเสร็จ เธอเช็ดมือกับผ้าขนหนูแล้วหันกลับมา พบว่าสามีกำลังจ้องมองเธออยู่ด้วยสายตาลึกซึ้ง

“มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่าคะ ทำไมมองแบบนั้น” เธอเอียงคอถาม รอยยิ้มซุกซนจุดขึ้นที่มุมปาก

จ้าวหยวนซีเดินเข้าไปใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน เขายกมือขึ้นหมายจะลูบผมของเธอ แต่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจวางแหมะลงบนกลุ่มผมนุ่มนิ่มนั้นอย่างแผ่วเบา

“ขอบคุณนะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาจากใจจริง “ที่ปกป้องฉันเมื่อกี้ และที่ยอมอดทนกับแม่ของฉัน”

ลู่เจียวเงยหน้ามองสบตาเขา ดวงตาหงส์ทอประกายอ่อนโยน “เราเป็นสามีภรรยากันนะคะหยวนซี หน้าที่ของฉันคือการยืนเคียงข้างพี่ และทำให้ครอบครัวของเราสงบสุข เรื่องแค่นี้ไม่ลำบากเลยสักนิด”

คำว่า ‘ครอบครัวของเรา’ สะท้อนก้องอยู่ในใจของจ้าวหยวนซี มันเป็นคำที่เขาโหยหามาตลอดชีวิตการแต่งงาน ริมฝีปากหยักได้รูปที่มักจะเม้มสนิทค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มแรกที่ลู่เจียวได้เห็นตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา

ค่ำคืนนี้ แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างช่างงดงามเหลือเกิน และกำแพงในหัวใจของนายทหารหน้าตาย ก็ได้ถูกกะเทาะออกจนเกิดรอยร้าวที่ยากจะประสานกลับคืนเสียแล้ว
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel