ตอนที่ 2: เสียงซุบซิบและบ้านที่เปลี่ยนไป
หลังมื้อเช้าที่เงียบงันแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นประหลาด จ้าวหยวนซีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขายกมือขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้าทหารสีเขียวขี้ม้าให้เข้าที่ คว้าหมวกแก๊ปที่มีตราดาวแดงมาสวมลงบนศีรษะ ใบหน้าคมคายยังคงราบเรียบ แต่ในแววตากลับมีความสับสนพาดผ่านบางเบา
“ผมต้องไปค่ายแล้ว วันนี้มีการฝึกซ้อมรบย่อย คงกลับค่ำหน่อย” เขาเอ่ยเสียงเรียบ โดยไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ไป๋ลู่เจียวลุกขึ้นยืน เธอเดินตามหลังเขามาส่งถึงหน้าประตูบ้านพัก มือเรียวเอื้อมไปช่วยปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนบ่ากว้างของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ “ตั้งใจทำงานนะคะ ฉันจะรอทานข้าวเย็นด้วย”
รอยยิ้มหวานละมุนที่ประดับบนใบหน้าของเธอทำเอานายทหารหนุ่มชะงักฝีเท้า เขาพยักหน้ารับแกนๆ ราวกับคนสติหลุด ก่อนจะหันหลังก้าวยาวๆ ออกจากเขตบ้านพักไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ตัวเลยว่าจังหวะการเดินของตนเองนั้นผิดแผกไปจากปกติจนเกือบจะสะดุดก้อนหินริมทาง
ลู่เจียวยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา ก่อนจะระบายลมหายใจยาวออกมา เธอหมุนตัวกลับเข้ามาในบ้านพัก มองดูสภาพความเป็นอยู่ที่แทบจะเรียกได้ว่ารังหนู ฝุ่นเขรอะเกาะตามขอบหน้าต่าง เสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซักกองสุมอยู่ในตะกร้ามุมห้อง พื้นซีเมนต์มีคราบโคลนย่ำเป็นรอย นี่คือผลงานความขี้เกียจและทิฐิของเธอในอดีตที่เอาแต่ประท้วงไม่ยอมทำอะไรเลย ปล่อยให้จ้าวหยวนซีกลับจากค่ายทหารเหนื่อยๆ ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้าง
“เอาล่ะ ไป๋ลู่เจียว เริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่วันนี้เลยแล้วกัน”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง เธอเดินตรงไปยังตู้ไม้หัวเตียง เปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดออก ภายในนั้นมีกล่องเหล็กใส่คุกกี้ทรงกลมขึ้นสนิมวางอยู่ เมื่อเปิดฝาออกก็พบกับธนบัตรใบละสิบหยวนและหนึ่งหยวนพับซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ข้างๆ กันมีคูปองอาหาร คูปองเนื้อสัตว์ และคูปองอุตสาหกรรมสำหรับซื้อของใช้ นี่คือเงินเดือนทั้งหมดของจ้าวหยวนซีที่เขายกให้เธอเก็บไว้จัดการดูแลบ้าน แม้เธอจะทำตัวร้ายกาจเพียงใด เขาก็ไม่เคยหวงแหนสิ่งเหล่านี้เลย
เธอหยิบธนบัตรออกมาสองสามหยวนและคูปองเนื้อสัตว์หนึ่งใบ ตั้งใจว่าจะไปสหกรณ์อุปโภคบริโภคประจำเขตเพื่อซื้อเสบียงมาทำมื้อเย็นบำรุงร่างกายให้เขา
ลู่เจียวเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนและกางเกงขายาวสีดำ รวบผมที่ยาวสลวยขึ้นเป็นหางม้า เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าที่สะสวยหมดจด เธอหยิบตะกร้าสานใบเก่าวางคล้องแขน ก่อนจะผลักประตูบ้านพักก้าวเดินออกไป
บรรยากาศยามสายในเขตบ้านพักครอบครัวทหารค่อนข้างคึกคัก บริเวณลานกว้างใต้ต้นไทรใหญ่ ป้าหวัง ภรรยาของนายทหารฝ่ายพลาธิการวัยกลางคน กำลังนั่งชันเข่าอยู่บนม้าเตี้ย มือหนึ่งเด็ดผักกาดขาว อีกมือก็ขยับปากพูดคุยออกรสออกชาติกับกลุ่มสะใภ้ทหารคนอื่นๆ
“ฉันได้ยินเต็มสองหูเลยนะพวกหล่อน เมื่อคืนบ้านของผู้กองจ้าวน่ะ เสียงขว้างปาข้าวของดังเพล้งพล้าง สะใภ้ลูกนายทุนนั่นกรี๊ดร้องโวยวายจะขอหย่าท่าเดียว น่าสงสารผู้กองจ้าวเสียจริง หน้าตาหล่อเหลาอนาคตไกลแท้ๆ แต่กลับถูกครอบครัวบังคับให้รับช่วงตัวปัญหามาเป็นภรรยา” ป้าหวังจีบปากจีบคอเล่า
“นั่นสิป้า เมื่อเช้าฉันเห็นผู้กองจ้าวหน้าตาหมองคล้ำ คงจะไม่ได้นอนทั้งคืน ป่านนี้แม่ลูกคุณหนูนั่นไม่หอบเสื้อผ้าหนีกลับเมืองหลวงไปแล้วหรือ” ภรรยาทหารอีกคนเสริมทัพ
“หนีได้ก็ดีน่ะสิ ผู้กองจ้าวจะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที”
แต่เสียงนินทาที่กำลังออกรสกลับต้องชะงักงันสะดุดลงกลางอากาศ เมื่อร่างบอบบางในชุดสีฟ้าอ่อนเดินถือตะกร้าสานตรงเข้ามาทางพวกเธอ ทุกสายตาจับจ้องไปที่ไป๋ลู่เจียวราวกับเห็นผีสางกลางวันแสกๆ ป้าหวังอ้าปากค้าง ผักกาดขาวในมือร่วงหล่นลงกะละมัง
แทนที่ลู่เจียวจะเชิดหน้าหยิ่งยโสหรือเดินหนีด้วยความรังเกียจเหมือนที่ผ่านมา เธอกลับหยุดยืนตรงหน้าวงสนทนา รอยยิ้มบางเบาประดับบนริมฝีปาก
“สวัสดีจ้ะป้าหวัง พี่สะใภ้หลี่ ผักกาดขาววันนี้สดดีจังเลยนะจ๊ะ” น้ำเสียงหวานใสเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท
คนถูกทักถึงกับสะดุ้ง ป้าหวังรีบหุบปากที่อ้าค้าง กระแอมไอแก้เก้อ “อ้อ… อื้ม สดสิ เมื่อเช้าสหกรณ์เพิ่งเอามาลง ว่าแต่สะใภ้จ้าว หล่อนแต่งตัวทะมัดทะแมงถือตะกร้าแบบนี้ จะไปไหนล่ะนั่น”
“ฉันจะไปสหกรณ์จ้ะ เห็นว่าวันนี้มีเนื้อหมูส่วนสามชั้นมาลง จะไปซื้อมาทำหมูตุ๋นน้ำแดงให้หยวนซีเขากินเสียหน่อย ช่วงนี้เขาฝึกหนัก ร่างกายต้องการของบำรุง ขอตัวก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวเนื้อส่วนอร่อยจะหมดเสียก่อน” ลู่เจียวตอบกลับอย่างฉะฉาน ไม่มีความสะทกสะท้านต่อสายตาจับผิดของกลุ่มแม่บ้านแม้แต่น้อย
ร่างบางเดินจากไปไกลแล้ว แต่กลุ่มป้าหวังยังคงนั่งเบิกตากว้างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“นี่ฉันหูแว่วไปหรือเปล่า สะใภ้ลูกนายทุนคนนั้นเรียกชื่อผู้กองจ้าวซะสนิทสนม แถมยังบอกว่าจะทำหมูตุ๋นน้ำแดง พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร”
“หรือว่าเมื่อคืนตีกันจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว”
ลู่เจียวไม่ได้สนใจเสียงซุบซิบที่ตามหลังมา เธอรู้ดีว่าชื่อเสียงในแง่ลบของเธอถูกสั่งสมมานาน การจะเปลี่ยนมุมมองของคนเหล่านี้ในวันเดียวเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ การกระทำต่างหากที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
เมื่อเดินมาถึงสหกรณ์อุปโภคบริโภค กลิ่นซีอิ๊ว กลิ่นสบู่ราคาถูก และกลิ่นดินชื้นๆ ลอยปะทะจมูก ผู้คนเดินเบียดเสียดกันเพื่อแลกซื้อของยังชีพ ลู่เจียวต่อแถวอย่างใจเย็น เมื่อถึงคิวของเธอ พนักงานหน้ามุ่ยที่เคาน์เตอร์ก็เหลือบตามอง เธอจำได้ดีว่าพนักงานคนนี้เคยแอบเบ้ปากใส่เธอหลายครั้งเพราะหมั่นไส้ในความเรื่องมาก
“เอาเนื้อสามชั้นหนึ่งชั่งจ้ะ แล้วก็ขอสบู่อาบน้ำหนึ่งก้อน ผงซักฟอกหนึ่งห่อ อ้อ ขอซีอิ๊วขาวด้วยขวดหนึ่งจ้ะ” ลู่เจียวยื่นคูปองและเงินจำนวนพอดีส่งให้
พนักงานขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจที่วันนี้ลูกคุณหนูตระกูลไป๋ไม่มีท่าทีรังเกียจเนื้อหมูที่วางอยู่บนเขียงไม้เยิ้มๆ แถมยังพูดจามีหางเสียง เธอจึงรับเงินมาทอนและห่อยัดของใส่ตะกร้าให้โดยไม่พูดจาประชดประชันเหมือนเคย
“ขอบคุณมากจ้ะ” ลู่เจียวยิ้มรับก่อนจะเดินถือตะกร้ากลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้านพัก ภารกิจใหญ่ก็เริ่มต้นขึ้น ลู่เจียวถอดเสื้อตัวนอกออกเหลือเพียงเสื้อซับในแขนสั้น เธอพับแขนเสื้อขึ้นจนสุด มัดผมให้แน่นขึ้นอีกนิด แล้วเริ่มลงมือทำความสะอาดครั้งใหญ่ เธอตักน้ำจากบ่อบาดาลหลังบ้านมาถูพื้นซีเมนต์ที่เต็มไปด้วยคราบดินจนสะอาดเอี่ยม ซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนที่เหม็นอับจากการไม่ได้ซักมานานนับเดือน
ไฮไลต์สำคัญคือกองเสื้อผ้าของจ้าวหยวนซี เสื้อทหารสีเขียวขี้ม้าที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลจากการฝึกซ้อม ลู่เจียวเทผงซักฟอกลงในกะละมังพลาสติก นั่งยองๆ ซักผ้าด้วยมือเปล่าอย่างขะมักเขม้น การออกแรงขยี้ผ้าทำให้มือที่เคยขาวเนียนเริ่มแดงและแสบ ร่างกายที่ไม่คุ้นชินกับการทำงานหนักส่งเสียงประท้วงด้วยความปวดเมื่อย แต่เมื่อนึกถึงแผ่นหลังกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของเขา เธอก็มีแรงฮึดสู้ ซักเสื้อผ้าทุกชิ้นจนสะอาดหมดจดและนำไปตากแดดที่ราวไม้ไผ่หลังบ้าน
กลิ่นหอมของผงซักฟอกและสบู่อ่อนๆ ลอยอบอวลไปทั่วบ้านพัก ความสะอาดสะอ้านทำให้พื้นที่แคบๆ ดูสว่างและน่าอยู่ขึ้นเป็นกอง
ตกเย็น แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง เสียงแตรสัญญาณเลิกฝึกจากค่ายทหารดังก้องไปทั่วหุบเขา
จ้าวหยวนซีเดินลากขากลับมาตามทางเดินดิน ร่างกายสูงใหญ่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นโคลนจากการฝึกหมอบคลานในป่า สวีตง นายทหารคนสนิทที่เดินตามหลังมา สังเกตเห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดของผู้บังคับบัญชาจึงอดรนทนไม่ไหว
“ผู้กองครับ ซ้อใหญ่อาละวาดอะไรอีกหรือเปล่าครับ เมื่อเช้าผมเห็นผู้กองหน้าตึงตั้งแต่เข้ากองร้อย ถ้าเธอทนลำบากไม่ไหว ผู้กองก็ปล่อยเธอไปเถอะครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งอมทุกข์แบบนี้” สวีตงเอ่ยด้วยความหวังดี เขาเห็นหัวหน้าของตนทุ่มเทดูแลภรรยาแต่กลับถูกด่าทอสารพัดมาตลอด
จ้าวหยวนซีหยุดเดิน เขาหันมามองลูกน้องด้วยสายตาคมปลาบ “เรื่องในครอบครัวของฉัน นายไม่ต้องยุ่ง สวีตง ถ้านายพูดเรื่องปล่อยเธอไปให้ฉันได้ยินอีก ฉันจะสั่งให้นายไปวิ่งรอบสนามรบจำลองสิบรอบ”
“ค… ครับผู้กอง ผมผิดไปแล้วครับ” สวีตงรีบยืนตัวตรงทำวันทยหัตถ์ เหงื่อแตกซ่าน ไม่กล้าปริปากพูดเรื่องนี้อีก
เมื่อแยกกับลูกน้อง หยวนซีเดินมาถึงหน้าบ้านพักของตนเอง เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้บานเก่า ฝ่ามือหนายกขึ้นค้างกลางอากาศ หัวใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผากลับเต้นรัวด้วยความประหม่า ภาพการทะเลาะเบาะแว้งเมื่อคืนยังคงตามหลอกหลอน เขาเดาไม่ออกเลยว่าเมื่อผลักประตูบานนี้เข้าไป เขาจะพบกับบ้านที่ว่างเปล่าพร้อมกับจดหมายหย่า หรือพบกับภรรยาที่นั่งร้องไห้ฟูมฟายกล่าวโทษโชคชะตา
เขาสูดลมหายใจลึก ดันประตูให้เปิดออก
สิ่งแรกที่ปะทะจมูกไม่ใช่กลิ่นอับชื้นเหมือนทุกวัน แต่เป็นกลิ่นหอมของซีอิ๊วขาวและเนื้อหมูที่เคี่ยวจนเปื่อยกำลังดี แสงจากหลอดไฟดวงเล็กส่องสว่าง เผยให้เห็นพื้นซีเมนต์ที่ถูกขัดจนสะอาดสะอ้านไม่มีฝุ่นแม้แต่เม็ดเดียว โต๊ะอาหารไม้ถูกเช็ดจนเงาวับ ตรงกลางมีชามกระเบื้องใส่หมูตุ๋นน้ำแดงควันฉุย ผัดผักกาดขาว และน้ำแกงกระดูกหมูหอมกรุ่นวางเรียงรายอยู่
จ้าวหยวนซียืนแข็งค้างอยู่หน้าประตู เขากระพริบตาถี่ๆ ถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งเพื่อมองดูป้ายเลขที่บ้านบนกรอบประตูให้แน่ใจ
เลขที่บ้านถูกต้อง เขาไม่ได้เข้าผิดบ้าน
“หยวนซี กลับมาแล้วเหรอคะ ยืนบื้ออยู่ทำไมตรงนั้น เข้ามาสิคะ ฉันเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้คุณล้างหน้าล้างมือแล้ว ข้าวเพิ่งหุงสุกพอดีเลย”
เสียงหวานใสที่ดังทะลุมาจากห้องครัวทำให้ร่างสูงสะดุ้ง ไป๋ลู่เจียวเดินออกมาพร้อมกับผ้ากันเปื้อนลายสก็อตที่ผูกรัดเอวคอดกิ่ว ใบหน้าของเธอมีรอยเปื้อนเขม่าไฟเล็กน้อยที่แก้ม แต่รอยยิ้มที่ส่งมาให้เขานั้นสว่างไสวเสียยิ่งกว่าดวงตะวัน
นายทหารหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาในบ้านราวกับคนละเมอ เขามองดูภรรยาที่เข้ามารับหมวกแก๊ปจากมือเขาไปแขวนไว้ที่ผนังอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือความฝันใช่ไหม หรือว่าเขาสลบไปกลางสนามรบแล้วกำลังฝันเห็นภาพลวงตา
“ลู่เจียว… คุณทำทั้งหมดนี่เองเหรอ” เขาถามเสียงสั่น พลางกวาดสายตามองไปรอบบ้านที่สะอาดตา
“ก็ต้องฉันสิคะ หรือพี่คิดว่ามีนางฟ้าที่ไหนมาเสกให้” เธอหัวเราะเบาๆ เดินเข้ามาใกล้เขา ดันแผ่นหลังกว้างให้เดินไปที่อ่างล้างหน้า “รีบล้างมือเถอะค่ะ ทำงานมาเหนื่อยๆ จะได้กินข้าว หมูตุ๋นสูตรนี้ฉันตั้งใจเคี่ยวตั้งสองชั่วโมงเลยนะ”
จ้าวหยวนซีก้มลงมองดูมือที่กำลังบิดผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นส่งมาให้เขา เขาเห็นรอยแดงจากการถูพื้นและการซักผ้าบนฝ่ามือเล็กๆ คู่นั้น ความรู้สึกอุ่นซ่านตีตื้นขึ้นมาในอกจนจุกอยู่ที่ลำคอ กำแพงความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกเธอปฏิเสธ กำลังถูกกะเทาะออกทีละน้อยด้วยฝีมือของผู้หญิงที่เขาหลงรักสุดหัวใจ
“ขอบใจนะ” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว รับผ้าขนหนูมาเช็ดหน้า กลิ่นหอมของสบู่ที่ติดอยู่บนผ้าทำให้จิตใจของเขาสงบลงอย่างประหลาด
มื้ออาหารค่ำวันนั้นผ่านไปโดยไม่มีใครพูดอะไรมากมาย แต่มันกลับเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิตของจ้าวหยวนซี เขาคีบเนื้อหมูตุ๋นที่นุ่มละมุนลิ้นเข้าปากไปคำแล้วคำเล่า โดยมีไป๋ลู่เจียวคอยตักน้ำแกงเติมให้ไม่ขาดพร่อง รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนมุมปากของนายทหารหน้าตายโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
แต่ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน ขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บจานชาม เสียงฝีเท้ากระแทกหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าลานบ้าน พร้อมกับเสียงแหลมปรี๊ดที่คุ้นเคยตะโกนเรียกชื่อผู้เป็นสามีของเธอ
“พี่หยวนซี! พี่หยวนซีอยู่ไหมคะ ฉันเอาของมาฝาก!”
ลู่เจียวชะงักมือที่กำลังเช็ดโต๊ะ ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มหวานเมื่อครู่เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาเยือกเย็นที่ยากจะหยั่งถึง เธอจำเสียงนี้ได้แม่นยำ เสียงของ ‘จ้าวเหม่ยหลิน’ ญาติผู้น้องจอมอิจฉาที่คอยเป่าหูให้เธอทะเลาะกับสามีจนบ้านแตกในชาติก่อน
มาเร็วกว่าที่คิดเสียอีก แม่ดอกบัวขาวจอมเสแสร้ง... ครั้งนี้ฉันจะไม่ยอมให้หล่อนเข้ามาทำลายครอบครัวของฉันได้อีกเป็นอันขาด!