บทที่6 ข้อตกลง
งานของพุดตานส่วนมากยังประจำอยู่ที่ออฟฟิศ แต่ต้องแบ่งเวลาไปเรียนรู้งานในด้านส่วนอื่นๆ ตามความต้องการของพันวา ในเวลางานเขาค่อนข้างเป็นเจ้านายที่ดุ หลายครั้งที่เธอทำงานพลาดแล้วโดนตำหนิ ต้องกลับมานั่งทบทวนตรวจตราว่าตรงไหนที่ผิดพลาดไป
“สรุปตรงนี้ถูกแล้วนะคะ” ปลายนิ้วเรียวชี้ “แต่ถ้าตรงนี้เราต้องหักออกค่ะ”
“พุดโง่เรื่องตัวเลขมากเลยค่ะ” พุดตานว่าเสียงตัดพ้อพลางใช้ปากกาเคาะศีรษะตัวเอง
“ไม่หรอกค่ะ แรกๆ พี่ก็ไม่เข้าใจ คนเราย่อมมีข้อผิดพลาด เป็นเรื่องปกติของมนุษย์” พี่เอ๋ว่ายิ้มๆ ปิดสมุดแล้วจัดเรียงไว้ด้านข้างโต๊ะ
“เที่ยงกว่าแล้ว เราไปกินข้าวกันดีกว่าค่ะ ได้กลับมาทำงานต่อ” พุดตานเหล่มองนาฬิกาเพิ่งรู้ตัวว่าเกินเวลามาหลายนาที หญิงสาวรีบลุกขึ้น เกรงใจที่ให้คนอื่นคอยสอนงานจนเลยเวลาพัก
“คุณเดียวมา มีธุระอะไรด่วนหรือเปล่า” สาวบัญชีว่าเสียงเบา ประจวบกับคนที่พูดถึงลงจากรถพอดี ช่วงนี้พันวาไม่ค่อยอยู่ออฟฟิศ เขาคุมงานในเขตพื้นที่ก่อสร้างแทบทุกวัน
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” ยามที่เขาไม่อยู่ ก็พลอยทำให้เธอหายใจสะดวกมากขึ้น มีเข้ามาตรวจงานบ้างประปราย ก็นั่นแหละที่เธอโดนต่อว่าคือเสี้ยวเวลาที่เขาแวะมา
ไอร้อนจากด้านนอกแทรกซึมจนสัมผัสได้ เจ้าของร่างสูงย่นหัวคิ้วก่อนหยุดสายตาที่พุดตาน คนถูกจ้องไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก แต่กลับรอฟังว่าเขาจะสั่งอะไร
“พุดตาน ออกมานี่” พันวาที่เตรียมจะเดินออกไปหันกลับมาอีกครั้ง “เตรียมของไปด้วย เราต้องออกไปทำธุระในเมือง”
อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อน เพียงแค่ก้าวขาออกมาก้าวเดียวก็แสบไปทั้งตัว จำต้องเร่งฝีเท้าขึ้นไปนั่งบนรถ ซึ่งมีเจ้าของไร่นั่งประจำที่อยู่เบาะหลังก่อนแล้ว
พุดตานโล่งใจที่อย่างน้อยบนรถไม่ได้อยู่กับพันวาแค่สองคน
“หนูพุดกินข้าวหรือยัง” ลุงอินแปงเป็นฝ่ายทักก่อน
“ยังค่ะ ลุงอินกินยังคะ”
“เรียบร้อยแล้วลูก”
“ออกรถได้แล้วครับ ผมรีบ”
สุ้มเสียงนั่นฟังปราดเดียวก็รู้ว่าเขาไม่พอใจเท่าไหร่นัก ลุงอินแปงหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี ไม่ได้ตอบกลับแต่พารถออกจากไร่ตามความต้องการของพันวา
เธอไม่รู้ว่าธุระที่ว่านั่นคืออะไร แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมาการขับเคลื่อนมาหยุดอยู่ที่หน้าโกดังหนึ่ง พุดตานโดนสั่งให้รออยู่บนรถโดยที่ผู้ชายทั้งสองเป็นฝ่ายเข้าไปข้างใน แต่ขากลับดันไร้ร่างลุงอินแปง มีแค่พันวาซึ่งขึ้นมานั่งแทนที่คนขับ
“ไม่รอลุงอินเหรอคะ” ที่ถามเพราะพันวาเตรียมออกรถ
คนตัวโตหันมองแวบหนึ่ง “เขากลับเองได้”
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีรถขับผ่านเข้ามาในเมือง ด้านหน้าที่พุดตานเห็นคือร้านอาหาร พอเครื่องยนต์ดับคนที่นั่งหลังพวงมาลัยลงจากรถทันทีทำให้เธอจำต้องรีบลงตาม
มาทำอะไร มาพบลูกค้า หรือมากินข้าวเฉยๆ บอกสักคำมันจะตายไหม
เคยคิดว่าพันวาเป็นคนที่มีภาวะผู้นำสูง เขาบริหารงานและควบคุมคนงานหลายร้อยคนได้อย่างดีเยี่ยม แต่พุดตานคิดว่าเขาไม่ค่อยแยกแยะระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว
ผู้ชายคนนี้ยังคงมีอคติต่อเธอ เลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด กับคนอื่นๆ พันวาเป็นเจ้านายที่ดี เอ่ยปากถามไถ่ความเป็นอยู่เหมือนเพื่อนเจอเพื่อน ไม่ได้อยากมองโลกในแง่ร้าย ตอนแรกก็คิดว่านึกไปเอง ขนาดพี่เอ๋กับลุงอินแปงยังแอบถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
‘พุดเผลอทำอะไรให้คุณพันวาไม่พอใจหรือเปล่า’
คำตอบของเธอคือรอยยิ้ม เพราะเหตุผลที่แท้จริงคือ ‘ใจไม่รักดี’ ของตัวเอง ที่มันเคยเผลอไผลหลงละเมอได้ปลื้มคนอย่างเขา
คนที่ตีค่าความรักเป็นเศษฝุ่น เจ็บแล้วควรจำ อย่าได้หลงกลับไปวังวนนั้นอีกเด็ดขาด
“คุณพันวา เชิญทางด้านนี้ค่ะ”
ธุระของพันวาไม่ใช่การมาพบปะลูกค้า แต่คือการนัดกินข้าวกับคนรัก ผู้หญิงที่นั่งรอโต๊ะด้านในสุดลุกขึ้นทั้งรอยยิ้มกว้างประหนึ่งไม่ได้เจอกันมานานโข
คำถามคือ...พันวาพาเธอมาทำไม
ช้องนางคือชื่อคนรักของพันวา ทันทีที่หญิงสาวเบนสายตามายังเธอ รอยยิ้มที่แต่งเติมริมฝีปากบางกลายเป็นเย็นชืดทันใด
“คุณรอนานไหม”
ร่างสูงนั่งฝั่งตรงข้าม โชคดีที่โต๊ะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส พุดตานเลยไม่ต้องคิดนานว่าต้องนั่งกับใคร
“ไม่นานค่ะเดียว” ช้องนางพูดกับพันวาจบก็หันมายังอีกคนแล้วส่งยิ้มให้ ช่างแตกต่างกับเมื่อครู่ลิบลับ “สวัสดีค่ะ เหมือนเราจะเคยเจอกัน”
“สวัสดีค่ะ พุดตานค่ะ”
“ช้องนางค่ะ แต่เรียกว่านางเฉยๆ ก็ได้ เดาว่าเดียวน่าจะแนะนำให้คุณพุดรู้จักบ้างแล้ว”
ตอบความจริงไปรังแต่จะทำให้อีกฝ่ายหน้าม้าน พุดตานจึงเลือกยิ้มอย่างเดียว
“ไม่เห็นเดียวบอกก่อนเลยว่าจะพาคนอื่นมาด้วย นางสั่งอาหารไปสำหรับสองที่เองค่ะ”
มันคือการประกาศทางอ้อมว่าไม่ต้องการให้เธอร่วมโต๊ะด้วย อันที่จริงพุดตานไม่ได้อยากนั่งเป็นก้างใครสักนิด เธอไม่เข้าใจจุดประสงค์ของพันวาเหมือนกัน
“พุดไม่รบกวนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวพุดไปนั่งอีกโต๊ะ” มีคนลุกจากโต๊ะทางฟากนู้นพอดี ไม่ใช่แค่ช้องนางหรอกที่แสดงเจตจำนง เธอเองก็อึดอัดพอตัว
แต่อีกคนที่ยังนั่งเงียบมองสถานการณ์ตรงหน้านั้น...
“คุณพุดอย่าเพิ่งเข้าใจนางผิดนะคะ นางไม่ได้หมายความแบบนั้น” เจ้าตัวรีบยกมือปฏิเสธส่งเสียงอย่างคนรู้สึกผิดสุดหัวใจ
“ไม่ใช่อย่างที่คุณนางคิดหรอกค่ะ พุดเข้าใจค่ะ” เธอตอบอย่างเป็นธรรมชาติจนนึกอยากให้รางวัลกับตัวเอง ตั้งแต่เข้ารั้วมหาวิทยาลัยมันทำให้เธอรู้ว่ามนุษย์เรามีหลายรูปแบบ
“ยังไงพุดขอไปนั่งโต๊ะด้านโน้นนะคะ”
“โธ่ คุณพุด”
“เชิญครับ” เสียงเข้มเอ่ยขึ้น มุมปากหยักหยัดยิ้ม
พุดตานโค้งศีรษะลงเล็กน้อยก่อนเดินไปแจ้งพนักงานเพื่อนำไปยังอีกที่ซึ่งห่างจากโต๊ะเดิมราวๆ สี่ห้าโต๊ะ
“หมายความว่าไงคะเดียว” ลับร่างแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ช้องนางไม่ปล่อยให้ความสงสัยคาใจ และเธอต้องการคำตอบที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้
“หมายถึง ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว เห็นความตัดพ้อในดวงตาคู่งามที่จับจ้องมา “พุดตานเป็นผู้ช่วย กินข้าวเสร็จผมต้องไปธุระต่อ”
“แน่ใจนะคะว่าแค่ผู้ช่วย”
พันวาถึงกับกระตุกยิ้ม ยกศอกขึ้นโต๊ะขณะจับจ้องไปยังหญิงสาวที่หลายๆ คนยังคิดว่าเป็นคนรัก และนั่นถึงทำให้ช้องนางรู้ตัว แววตาถึงอ่อนลงโดยพลัน
“นาง” เสียงเข้มจัดเอ่ยชื่อ
“นางไม่ได้ตั้งใจ คุณอย่าโกรธกันเลยนะ”
“ผมให้ได้แค่ไหน คุณต้องรับแค่นั้น” พันวาเชื่อว่าตัวเองไม่ได้พูดแรงจนเกินไป “เพราะคนที่ต้องการจะไป ไม่ใช่ผม”
ช้องนางบีบมือตัวเองจนร้าวไปถึงหัวใจ นี่เป็นเรื่องผิดพลาดที่สุดในชีวิตเธอ
“ข้อตกลงของเรายังเป็นเหมือนเดิม ตราบใดที่คุณไม่ล้ำเส้น”
