บทที่4 ผู้ช่วย
ช้องนางเหลือบมองคนนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างเงียบๆ วันนี้พันวาดูเหมือนจะอารมณ์ไม่คงที่ เขาเอาแต่โคลงแก้วในมือไม่ให้ความสนใจกับเธอเหมือนเมื่อก่อน
ไม่สิ...เขาไม่เคยสนใจใครด้วยซ้ำ
“คุณไม่ดื่มกาแฟก่อนเหรอคะ” ตั้งแต่เลิกกันเธอไม่เคยเห็นชายหนุ่มคบหาหรือยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนไหน หนำซ้ำหากเธอมีเรื่องเดือดร้อนพันวามักให้ความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน
บอกตรงๆ เธอก็เสียใจและเสียดาย
“ไม่ถูกปาก” พันวาจิบครั้งเดียวแล้ววางไว้ที่เดิม ตอนนี้คนชงน่าจะกำลังเรียนรู้งาน ดูเหมือนพุดตานมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานพอสมควร
ไม่รู้ว่าเขาประเมินหญิงสาวสูงไปหรือเปล่า
“งั้นเดี๋ยวนางชงให้ค่ะ” เจ้าของร่างอ้อนแอ้นเสนอตัว
“ไม่ต้อง” หางตาแลเห็นรอยยิ้มหวานเอาใจ พอรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการบางอย่าง “นางมีธุระสำคัญหรือเปล่า”
“ถ้าไม่สำคัญนางมาไม่ได้เหรอคะ”
“พูดตรงๆ เถอะ” พันวาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เขาไม่ชอบคนพูดอ้อมค้อมเท่าไหร่นัก “ผมไม่ชอบคนอ้อมค้อม เรื่องแม่ของคุณ ?”
ช้องนางบีบมือตัวเองแน่นเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ทว่าบุคคลที่อยู่ในสายตากลับทำให้เธอขมวดคิ้ว ก็แค่ช่วงสั้นๆ รีบปรับสีหน้าเป็นปกติแล้วหันกลับมองคนตัวโต
“เรื่องเดิมค่ะเดียว นางไม่รู้จะทำยังไง”
“โกหกครั้งแรก มันต้องมีครั้งต่อๆ ไป คุณรู้ใช่ไหม”
“นางรู้ แต่นางไม่มีทางเลือก” พันวาก็ยังเป็นพันวาคนเดิมคนที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนเขาได้ แม้ว่าจะเคยคบหากันถึงขั้นลึกซึ้งแต่ช้องนางกลับรู้สึกว่าตัวเองเข้าถึงจิตใจผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย
ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม จนในที่สุดเธอเลือกที่จะเป็นฝ่ายเดินจาก
“บอกผมล่วงหน้าสักอาทิตย์แล้วกัน”
ช้องนางยิ้มกว้างใช้ริมฝีปากแตะเข้ากับแก้มสากอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับได้รับสายตาดุดันจนทำให้หญิงสาวหดคอกลับมานั่งที่เดิม
“ขอเตือน อย่าทำอีก !”นัยน์ตาคมดุตวัดมองไม่พอใจนัก เขาไม่ชอบคนที่พูดอะไรออกมาแล้วดันทำไม่ได้ จะมากลับคืนคำมันคงน่าสมเพชไปหน่อย
“ขอโทษค่ะ นางแค่...ลืมตัว” อดีตคนรักหัวใจกลัดหนองกับท่าทีไม่ไยดีของชายหนุ่ม เธอไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะทำแบบนั้นได้อีกต่อไป
เธอพลาดไปจริงๆ
“นางกลับก่อนนะคะเดียว ถ้าใกล้ถึงวันนัดนางจะบอกคุณค่ะ”
“ครับ ขับรถกลับดีๆ”
พันวาบอกแค่นั้น ไม่ได้มีทีท่าจะลุกขึ้นเพื่อเดินไปส่ง การกระทำนั้นทำให้ช้องนางกะพริบตาถี่ๆ แล้วฝืนยิ้มก่อนคว้ากระเป๋าแล้วกลับบ้านไปทั้งที่ใจร้าวราน
ช้องนางเม้มปากแน่นเลื่อนจับประตูบานใสออกแล้วต้องชะงัก เมื่อเจอกับหญิงสาวร่างบอบบางยืนอยู่คล้ายกำลังรอจังหวะเข้าไปด้านใน
ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ทำไมเธอไม่เคยเห็นหน้า
พุดตานส่งยิ้มให้อีกฝ่ายตามมารยาท ทว่าสายตาที่ส่งกลับมามีแต่ความสงสัยก่อนที่เจ้าตัวจะเชิดหน้าขึ้นแล้วเดินไปยังรถยุโรปคันงามที่จอดไว้สักพักใหญ่ๆ
การเข้าไปขัดจังหวะคนรักกันเป็นสิ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง พุดตานจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองยืนรออยู่กี่นาทีกว่าผู้หญิงคนนั้นจะออกมา อันที่จริงถ้าพวกเขานั่งคุยกันดีๆ เธออาจจะเสียมารยาทเข้าไปวางเอกสารแล้วขอตัวออกมา แต่ที่เห็นกับตาก็คือพันวากับคนรักของเขากำลังโน้มหน้าแนบชิด
เธอเคาะประตูกระจกเพื่อบอกให้คนข้างในรู้ตัวก่อน พอก้าวเท้าเข้ามาสิ่งแรกที่สัมผัสได้ก็คือบรรยากาศมาคุ รวมถึงอารมณ์ที่ดูไม่คงที่ของ
ชายหนุ่ม พันวาปรายตามอง แขนข้างหนึ่งพาดอยู่บนโต๊ะทำงาน หนำซ้ำยังเคาะนิ้วทั้งที่สายตาจับจ้องมองเธอไม่ละไปไหน
“เอกสารค่ะ ย้อนหลังได้แค่หนึ่งปี ที่เหลือพี่เอ๋บอกว่าจะเอามาให้อีกทีค่ะ”
เชื่อไหมว่าตั้งแต่เธอกลับมาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยเห็นพันวายิ้มสักครั้ง ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะเป็นมืออาชีพพอที่จะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาลงกับงาน เพราะตอนที่ผู้หญิงคนนั้นออกมา ดวงตาหวานซึ้งมีน้ำใสๆ เอ่อคลอราวกับคนสองคนเพิ่งผิดใจ
“เอากลับไปอ่านแล้วทำความเข้าใจกับมัน หน้าที่ของเธอไม่ได้มีแค่อย่างเดียว ต้องทำเป็นให้หมดทุกอย่าง” เขาบอกเสียงเข้ม ใบหน้ายังคงเรียบเฉย “คงไม่คิดว่าหน้าที่ผู้ช่วย จะมานั่งงอมืองอเท้าอย่างนั้นใช่ไหม”
“พุดไม่เคยคิดแบบนั้นค่ะ” หญิงสาวแอบกำมือแน่น ไม่ชอบใจที่โดนดูถูกตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน “พุดไม่อยากให้คุณพันวาตั้งแง่กับพุด เอาเป็นว่าไม่ว่าจะหน้าที่อะไรพุดพร้อมที่จะทำทุกอย่าง”
“ดี”
น้ำเสียงนั้นเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด
“ทำได้ทุกอย่างใช่ไหม”
“ค่ะ” รับปากอย่างไม่ต้องคิด เธอไม่อยากให้เขาปรามาสกันทั้งที่ยังไม่เห็นผลงาน ไม่มีใครเก่งตั้งแต่แรก ทุกคนย่อมต้องเรียนรู้และฝึกฝนประสบการณ์กันทั้งนั้น
“คิดจะเป็นผู้ช่วยฉัน ต้องทำให้เป็นทุกอย่าง”
แดดยามเที่ยงร้อนจัดจนพุดตานเหงื่อไหลโชก กระนั้นสาวเจ้าก็ยังกัดฟันถีบจักรยานขึ้นเนินตามท้ายรถของพันวามาติดๆ เธอไม่รู้หรอกว่าเขาจะให้ตามไปถึงไหน เพราะหลังจากที่เธอตอบรับอย่างหนักแน่นชายหนุ่มก็คว้ากุญแจรถแล้วสั่งสั้นๆ ว่า
‘ตามมา’
ทว่าเขาชี้นิ้วไปยังจักรยานคันเก่าที่จอดอยู่ใต้ร่มไม้ เป็นการออกคำสั่งเพียงปรายนิ้วว่ามันคือยานพาหนะของเธอ
พุดตานเลี้ยวตามเมื่อท้ายรถปัดไปอีกด้าน กระทั่งมาถึงเขตฟาร์มแพะที่อยู่ในคอก บางตัวก็เดินไปเดินมา บางตัวก็หลับสบายไม่สนแดดเปรี้ยงๆ ที่เธอฝ่าด่านมา เพราะพวกมันมีหลังคาหลบแดด
เจ้าของร่างสูงเหวี่ยงตัวเองลงจากรถ ขณะที่คนตัวเล็กจอดจักรยานเรียบร้อย มีคนงานเดินออกมาท่าทางแปลกใจแต่ก็โดนพันวาไล่ด้วยการปัดมือ
การใช้แรงงานอย่างแรกของเธอคือจัดการเตรียมอาหารให้เจ้าสัตว์พวกนี้ ไม่ได้มีแค่แพะแต่ยังมีสัตว์ประเภทอื่นซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก
“คุณพุดหรือเปล่าครับ”
“อ้อค่ะ” พุดตานลุกขึ้นเอามือปัดเศษหญ้าที่ติดตามกางเกง เธอเห็นพันวาเดินเข้าไปสั่งงานด้านในพักใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาไปไหนแล้ว รถที่ขับมาก็อันตรธานไปเช่นกัน
“เรียกน้าหมายก็ได้ครับ เป็นคนดูแลโซนสัตว์ คุณเดียวสั่งให้คอยสอนงานทุกอย่าง”
หลายปีมานี้ทางไร่เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่แปลกที่จะรับคนงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เธอไม่ได้รู้จักทุกคนเพราะเมื่อก่อนไม่ได้เข้ามาทำงานในไร่แบบเต็มตัว
“คอกนั้นแยกไว้ทำไมคะน้าหมาย ป่วยหรือเปล่า”
“ท้องครับคุณพุด ใกล้คลอดแล้วละ เลยแยกไว้”
“คุณพุดเคยรีดนมแพะมาก่อนหรือเปล่าครับ” พุดตานส่ายหน้าทว่าแววตาเป็นประกาย “เดี๋ยวน้าสอนครับ เผื่อวันหนึ่งคุณพุดต้องสอนนักท่องเที่ยวอีกที”
ตลอดทั้งวันพุดตานพยายามเรียนรู้เก็บเกี่ยวทุกรายละเอียดที่น้าสมหมายสอนและลงมือทำ แม้มันจะติดขัดไปบ้างแต่ก็พอถูๆ ไถๆ ไปได้
“นมแพะพวกนี้เราเอาไปขายเองใช่ไหมคะ”
“ครับ มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ อยู่ซุ้มด้านหน้า เผื่อมีนักท่องเที่ยวสนใจ”
“แบบนี้เราเอาไปแปรรูปทำอย่างอื่นด้วยก็ได้ใช่ไหมคะน้าหมาย”
“เยอะแยะเลยครับคุณพุด ในส่วนนี้คุณเดียวให้ชาวบ้านเข้ามาทำด้วย ถือว่าช่วยๆ กันให้พวกเขามีงานทำ”
ดูจากที่น้าหมายพูดมาแล้วเหมือนพันวาค่อนข้างเป็นที่รักของชาวบ้านละแวกนี้พอสมควร อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่ใช่เจ้าของไร่ที่เขี้ยวลากดินเก็บกินอยู่คนเดียว แต่ยังแบ่งปันอาชีพรวมถึงสอนความรู้ให้กับชาวบ้าน
