บทที่3 วาจาเชือดเฉือน
“ไม่คิดจะทักทายเจ้าของบ้านสักหน่อยหรือ ?”
น้ำเสียงเข้มจัดของใครบางคนทำให้ปลายเท้าเธอถึงกับหยุดชะงัก ทั้งที่เป็นคำทักทายทั่วไป แต่ทำไมถึงรู้สึกราวกับว่าพันวาไม่ได้ยินดีนักที่เธอกลับมา อาจเพราะสีหน้าเรียบเฉยของชายหนุ่มหรือเพราะนัยน์ตาเย็นชาที่จดจ้องอยู่ตอนนี้
จะว่าไปก็นานแล้วที่ไม่ได้กลับมาเจอกัน สี่ปีมันไม่ใช่เวลาน้อยๆ เลย
“สวัสดีค่ะคุณพันวา” สองมือพนมขึ้นระหว่างอกแถมยังก้มศีรษะลงเล็กน้อย แม้จะไม่ได้มองตาตรงๆ แต่เธอเห็นว่าสีหน้าของชายหนุ่มไม่ได้พอใจแม้แต่น้อย
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ระยะเวลาแค่สี่ปีพุดตานเปลี่ยนไปพอสมควร ดูผอมบางกว่าเดิมแต่ก็ดูเข้ารูปมีทรวงทรงองเอวแบบฉบับผู้หญิง ผมที่เคยปล่อยยาวจนเกือบถึงสะโพก บัดนี้ถูกตัดแค่ประบ่าดูแปลกตาพอสมควร
“วันนี้ช่วงสายๆ น่ะค่ะ” พุดตานตอบไปตามตรงแล้วก็ได้รับคำตอบรับคือการพยักหน้ากลับมาเท่านั้น
ความเงียบโรยตัวปกคลุมอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้จะชวนคุยเรื่องอะไร อีกอย่างพันวายังไม่รู้ว่าแม่เลี้ยงจันผาใช้ให้เธอไปทำงานกับเขา คิดว่าเดี๋ยวทั้งสองก็คงพูดคุยตกลงกันเอง เธอมีหน้าที่ทำตามคำสั่งแม่เลี้ยงก็เท่านั้น
“ถ้าไม่มีอะไรพุดขอตัวก่อนได้ไหมคะ” ต้องกลับไปจัดข้าวของอีก จะว่าไปการกลับมาเจอเขาอีกครั้งก็ไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิดเท่าไหร่นัก
“เชิญ” ชายหนุ่มว่าสั้นๆ พุดตานจึงส่งยิ้มพร้อมกับค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนเดินจนพ้นรัศมีสายตา
คุณพันวาอย่างนั้นหรือ ?
“ก็ดี นึกว่าลืมสถานะตัวเองไปแล้ว” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ นึกย้อนไปถึงเรื่องราวก่อนที่หญิงสาวจะเข้าเรียนมหา’ลัย และนั่นทำให้เขาค่อยหายใจหายคอโล่งขึ้นมาบ้าง
พันวาถูกจันผาเรียกหาหลังจากที่เดินเข้าไปฝากท้องในครัวมื้อเช้าควบบ่ายของวัน และสิ่งที่ได้ฟังก็ทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้นแต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก
“ป้าว่ายังไง ผมก็ว่าตามนั้น” ชายหนุ่มเอนตัวพิงเบาะนุ่ม หวนนึกถึงเด็กคนนั้นที่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง มุมปากหยัดยิ้มคล้ายดูแคลน “แต่ป้ารู้ใช่ไหมครับ ว่าผมเป็นพวกจริงจังกับงาน ถึงจะเป็นพุดตานก็ไม่ได้อ่อนข้อให้ ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น”
“ถ้าฉันจะให้ยัยหนูพุดมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น จะให้ไปทำงานกับแกทำไม สู้อยู่ดูแลฉันไม่ดีกว่าหรือ” จันผามองค้อนแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ระหว่างรอยัยกุ๊กกลับมาก็ให้พุดช่วยงานแกไปก่อน ทุกวันนี้แกทำงานจนลืมวันลืมคืนแล้ว อย่างน้อยๆ มีคนช่วยดูแลหน่อยก็ดี”
หลานชายคนเดียวลอบสังเกตแต่ไม่มีอะไรน่าสงสัย เขาไม่ชอบถูกจับคู่ ไม่แน่ใจด้วยว่าการที่จันผามอบหมายหน้าที่นี้ให้พุดตานนั้นมันแฝงอะไรมาด้วยหรือเปล่า
“ไม่ได้จะจับคู่ให้ผมกับผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม”
“โอ๊ย ! เจ้าเดียว !” จันผาหัวเราะเต็มเสียง
“คนอย่างแกไม่เหมาะกับยัยหนูพุดหรอก อีกอย่างถ้าฉันจะจับคู่จริงๆ ลูกหลานเพื่อนๆ มีเยอะแยะ ไม่ยัดเยียดหลานชายตัวเองให้หรอกย่ะ”
“ผมพูดเผื่อไว้” เพราะจันผาไม่รู้เรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนที่พุดตานจะไปเรียนต่อที่มหา’ลัยน่ะสิ “ถ้าไม่เป็นแบบนั้นก็ดี จะได้ไม่ลำบากใจ”
กลับมาคราวนี้ถ้ายังมาส่งสายตาแบบเดิม อย่าหาว่าเขาไม่เตือนก็แล้วกัน
ปลายนิ้วเรียวเลื่อนเข้าเมนูนาฬิกาปลุกแล้วตั้งไว้ที่ตีห้าครึ่ง อันที่จริงเวลาทำงานเริ่มที่เจ็ดโมงครึ่ง เพียงแต่เธออยากลุกมาช่วยยายเข้าครัวทำมื้อเช้าให้แม่เลี้ยงเสียก่อน
“พุดเอ้ย มาสวดมนต์กับยายเถอะลูก”
พุดตานระบายยิ้ม จัดการล็อกโทรศัพท์มือถือแล้ววางไว้ข้างหมอน จากนั้นจึงเดินไปหายายสร้อยที่นั่งพับเพียบอยู่หน้าหิ้งพระ
หลังจากสวดมนต์เสร็จเธออยู่คุยเล่นกับท่านสักพัก ส่วนมากก็เป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไป รวมไปถึงเรื่องงานที่เธอต้องไปทำกับพันวา
“ตั้งใจทำงานนะลูก ช่วยแบ่งเบาภาระคุณเดียวเสียหน่อย” มือเหี่ยวย่นลูบศีรษะหลานสาวด้วยความรัก พุดตานซบไหล่ท่านแล้วกอดไว้หลวมๆ
“จ้ะยาย ไม่ต้องห่วง พุดซะอย่าง” หัวใจเธอแข็งแกร่งพอตัว ไม่ได้อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อน รับมือสบายมากแค่โฟกัสให้ถูกจุดก็พอ
“พุดเรียนจบแล้ว อีกไม่นานคุณหนูกุ๊กก็คงกลับมา คุณเดียวกับแม่เลี้ยงคงสบายมากขึ้น” เผลอแป๊บๆ เรียนจบกันแล้ว แต่เหมือนฝ่ายนั้นติดใจอากาศที่โน่นกระมังถึงได้อ้อนแม่เลี้ยงขอเที่ยวต่ออีกหนึ่งปี “พุดได้คุยกับคุณหนูกุ๊กบ้างไหมลูก”
“คุยบ้างค่ะ” ที่จริงคุยบ่อยกว่าใคร แต่ส่วนมากก็ส่งข้อความไปตอบกลับไปกลับมาอย่างเดียว เพราะเวลาค่อนข้างต่างกันนัก
“ยายเข้านอนก่อน เราก็นอนได้แล้วพรุ่งนี้ตื่นแต่เช้า”
พุดตานประคองหญิงชราเข้าห้องนอน ไม่ลืมที่จะหอมแก้มท่านอย่างที่อยากทำตลอดมา
ชีวิตเธอก็เหลือแค่ยายสร้อยเพียงคนเดียว อีกทั้งตอนนี้ร่างกายก็เริ่มโรยรามากขึ้น สิ่งเดียวที่ปรารถนาที่สุดในชีวิตก็คือขอให้สุขภาพร่างกายของท่านแข็งแรงและอยู่กับเธอไปนานๆ
รุ่งเช้าเธอลุกขึ้นมาช่วยงานบนเรือนไม้ จวบจนโดนยายบ่นให้รีบไปแต่งตัวจะได้เข้าไร่พร้อมพันวา เพราะอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจะเป็นเวลาที่ชายหนุ่มต้องลงมากินข้าว เธอไม่ได้อยากติดรถไปพร้อมเขาเพราะรู้ดีว่ามันไม่เหมาะสม ไม่อยากสร้างความลำบากใจให้กัน
พุดตานแต่งตัวแบบทะมัดทะแมงด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนชายเสื้อจับยัดเข้ากางเกงสแล็กส์สีดำ การช่วยงานพันวานั้นเธอไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง ดูแล้วเขาน่าจะทำอะไรหลายๆ อย่างในหนึ่งวัน
มื้อเช้าของพันวาใช้เวลาเพียงแค่สิบนาที ไม่มีการประวิงเวลาหรืออิดออดในการทำงาน เขาลุกขึ้นเดินออกไปโดยไม่เหลือบมองสักนิด ทั้งแม่เลี้ยงจันผาทั้งยายสร้อยต่างพยักหน้าบอกกลายๆ ให้เธอตามไป ดูเหมือนชายหนุ่มรู้ ถึงได้ยืนกอดอกรออยู่หน้ารถโดยเปิดประตูด้านคนขับทิ้งไว้ นัยน์ตาคมกริบจับจ้องมองเธอราวกับประเมินการแต่งตัว ริมฝีปากนั้นบิดยิ้มแต่พุดตานเลือกที่จะปัดมันไป
“ขึ้นรถ”
พันวาสั่งห้วนๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปก่อน พุดตานรีบวิ่งอ้อมไปขึ้นอีกฝั่งพร้อมคาดเบลท์ ไม่นานนักรถก็พุ่งทะยานเพื่อเข้าไปยังตัวไร่
โชคดีที่บรรยากาศภายในรถไม่ได้กระอักกระอ่วน แม้ไม่มีคำทักทายหรือพูดคุยกัน อาจเพราะกระจกถูกลดลงรับอากาศเย็นๆ จากธรรมชาติ ทั้งเสียงทั้งแรงลมที่ตีเข้ามาทำให้พุดตานดึงหนังยางที่ใส่ในข้อมือเอาออกมามัดผมแบบลวกๆ การกระทำนั้นทำให้คนขับรถเหลือบมองแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
มีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจหญิงสาวระหว่างทางที่สำรวจพื้นที่ของไร่ แต่คงยังไม่ใช่เวลาที่ดีเท่าไหร่นัก ดูเหมือนพันวาไม่ค่อยอยากจะเสวนากับเธอสักนิด
รถมาจอดอยู่ที่บ้านน็อคดาวน์ขนาดใหญ่ มันมีสองหลังตั้งไม่ห่างกันมากนัก ร่างสูงเดินแยกไปทางหลังที่เล็กกว่าเท่ากับว่าเธอต้องตามไปรอรับคำสั่งจากเขาว่างานแต่ละอย่างที่ต้องทำนั้นมีอะไรบ้าง
“ชงกาแฟให้แก้ว น้ำตาลหนึ่งช้อนพอ”
คนพูดพยักพเยิดหน้าไปทางขวามือซึ่งมีโต๊ะสำหรับการชงเครื่องดื่ม พุดตานรับคำสั้นๆ เริ่มทำหน้าที่แรกของตัวเอง
จากที่ประเมินด้วยสายตาบ้านน็อคดาวน์หลังนี้คงเป็นออฟฟิศของพันวาโดยตรง ส่วนอีกหลังมีขนาดใหญ่กว่าคงเป็นออฟฟิศของคนงานคนอื่นๆ
แล้วเธอต้องอยู่ส่วนไหน ?
“จะดื่มอะไรก็ชงเอา เสร็จแล้วมานั่งตรงนี้จะได้คุยเรื่องงาน”
“ค่ะ” เรียวปากบางคลี่ยิ้มเพราะแอบเล็งโอวัลตินไว้ก่อนหน้า กะว่าช่วงพักกลางวันจะชงกินแต่ในเมื่อพันวาอนุญาต เธอก็จะจัดการจับมาลงท้องเสียตั้งแต่ช่วงเช้านี่แหละ
ควันสีเทาลอยขึ้นจนเตะจมูก หญิงสาววางแก้วใบสีดำซึ่งเป็นกาแฟตามคำบัญชาจับเลื่อนไปตรงหน้าชายหนุ่ม ก่อนที่ตัวเองจะหย่อนสะโพกนั่งฝั่งตรงข้ามโดยมีโต๊ะตัวยาวคั่นกลาง
การที่พันวาเอนหลังแล้วนั่งไขว่ห้างเอามือวางบนหน้าขา ทำให้พุดตานรู้ว่าเขาไม่ได้อึดอัดอย่างที่แอบคิดไว้ นัยน์ตาเข้มจ้องตาเธอราวกับจะค้นหาอะไรบางอย่าง ไม่นานริมฝีปากหยักได้รูปก็เปรยขึ้นเสียงเข้ม
“ก่อนจะคุยเรื่องงาน” น้ำเสียงเขาราบเรียบเหมือนกลายเป็นคนไร้ความรู้สึก “ฉันอยากตกลงกับเธอก่อน”
“ค่ะ”
“หวังว่าเธอคงยังไม่ลืมเรื่องครั้งนั้น”
เหตุการณ์ในอดีตถูกดึงขึ้นมาอีกครั้งเป็นภาพฉายชัดในความรู้สึก
“อย่าให้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด”
พุดตานนั่งฟังและซึมซับความหมายเหล่านั้นอย่างสงบ ไม่กี่อึดใจเรียวปากบางคลี่ยิ้มทั้งดวงตา
“มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกค่ะ”
