บทที่2 หวนกลับมาเจอกัน
พุดตานนั่งมองเสื้อผ้าที่กองพะเนินบนเตียงแล้วถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม พรุ่งนี้เธอต้องขนของย้ายออกจากหอ ไม่ได้อาลัยอาวรณ์ที่ต้องจาก แต่เพราะเธอยังไม่กล้าพอที่จะกลับไปอยู่ไร่ ต้องกลับไปเจอกับใครบางคน
อันที่จริงมันก็ผ่านมาสี่ปีกว่าแล้ว
เวลาและสิ่งแวดล้อมสอนให้เธอเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง
“อันนี้แกเอาไปด้วยหรือเปล่าพุด”
ของที่มิ่งขวัญพูดถึงนั้นทำให้พุดตานนั่งมองมันสักพัก ก่อนจะตัดสินใจคว้ามาเมื่อเพื่อนยื่นให้
“มันคืออะไร ฉันว่าจะถามแกนานแล้ว เห็นตั้งแต่ย้ายเข้ามาแรกๆ”
“นาฬิกาไง” ก็แค่นาฬิกาธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรเท่าไหร่
“ก็รู้ไหมว่านาฬิกา แต่นี่เวลาไม่เดินเพราะแกไม่ใส่ถ่าน ถ้าไม่ใช้ก็ทิ้งไปจะได้ไม่ต้องแบกกลับให้มันหนักกระเป๋า” มิ่งขวัญหย่อนสะโพกนั่งฝั่งตรงข้ามเมื่ออีกฝ่ายทำเมินนั่งก่อนทำเหมือนไม่ได้ยิน “หรือเอามาให้ฉันก็ได้นะ”
“มันยังใช้ได้ เราเสียดาย”
ใช่…เธอก็แค่เสียดายของเท่านั้น
นัยน์ตาหวานมองของในมือแล้วคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กมาจับพันๆ ไว้ อย่างน้อยมันก็คงจะปลอดภัยกว่าจับยัดแบบลวกๆ วูบหนึ่งคล้ายความเจ็บปวดพัดผ่านเข้ามาจนแทรกซึมพาให้หัวใจกลัดหนอง
พุดตานเผลอเม้มปากแน่นเมื่อนึกถึงภาพในคืนนั้น…
“เหม่ออะไรพุด ได้ยินที่พูดเปล่า”
“มิ่งว่าอะไรนะ”
“ต้องไปแล้ว เหมือนพี่จะถึงแล้วอะ ยังไงถ้าพรุ่งนี้กลับถึงบ้านแล้วโทรบอกมิ่งด้วยนะ”
“อื้อ เราต้องคิดถึงมิ่งแน่ๆ”
“ไม่ได้อยู่ไกลกันมากสักหน่อย ว่างๆ นัดเจอกันก็ได้”
รอส่งเพื่อนแต่โดนไล่กลับขึ้นห้อง กระทั่งมิ่งขวัญส่งไลน์มาบอกว่าพี่ชายมาถึงแล้วพุดตานถึงสบายใจ เรียนจบแล้วต่างคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องกลับไปทำ
‘พุดเอ้ย รีบเรียนรีบจบนะลูก จะได้มาช่วยงานแม่เลี้ยง’
‘จ้ะยาย’
มันคือความจริงที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถหนีให้พ้นเพราะถึงยังไงเธอก็ต้องกลับไปที่นั่น ให้เนรคุณคนที่ชุบเลี้ยงและส่งเสียค่ากินค่าเรียนอย่างแม่เลี้ยงจันผา
เธอทำไม่ได้…
ระยะเวลาที่ออกจากไร่ชาผางามเพื่อมาเรียนต่อในอีกจังหวัด เธอแทบไม่รู้เรื่องความเป็นอยู่ของคนที่นั่น พยายามปิดกั้นทุกช่องทาง แม้รู้ว่าเขาไม่มีวันสนใจคนอย่างเธอก็ตาม จะว่าไปก็เหมือนหลอกตัวเอง
‘เธอเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร’
‘เตือนใจตัวเองด้วยพุดตาน’
ความรักครั้งแรกของเธอถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย มันคงจะดีกว่านี้หากทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ทว่าไม่ใช่อย่างที่คาดไว้เพราะหลังจากนั้นสายตาของพันวาก็เปลี่ยนไป
ทั้งหมางเมิน เย็นชาจนบางครั้งพุดตานสัมผัสได้ถึง…ความเกลียดชัง
กลับไปคราวนี้เธอไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ได้แต่บอกตัวเองว่าหากไม่อยากเจ็บกว่าเดิม อย่าได้เอาหน้าไปเสนอให้คนอย่างพันวาเห็นเป็นเด็ดขาด ทางไหนเลี่ยงได้ควรเลี่ยง ไม่ต้องพบเจอ ไม่ได้สบตาน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด มันก็เป็นอย่างที่ชายหนุ่มบอก
เธอเป็นใครแล้วเขาเป็นใคร…หมามันยังรู้ว่าต้องเจียมตัว
ไร่ชาผางามอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณยี่สิบกิโลเมตร จากที่ยายสร้อยเล่าให้ฟังตั้งแต่เด็กทุกคืนก่อนนอน ที่นี่เป็นไร่เก่าแก่มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ของแม่เลี้ยงจันผา เมื่อก่อนมีอาณาเขตไม่กี่สิบไร่ทว่าตอนนี้ขยับขยายหลายร้อยไร่ ต้องยอมรับว่าแค่สี่ปีที่เธอไม่ได้อยู่ที่ไร่นั้นดูเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง
พุดตานรู้ดีว่าพันวาเป็นคนเก่ง แม่เลี้ยงจันผารวมถึงคนงานในไร่ทุกคนคงภาคภูมิใจไม่น้อย
“ตรงนี้กำลังสร้างอะไรเหรอคะลุงอิน” คิ้วเรียวย่นเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นวัสดุก่อสร้าง รวมถึงที่กั้นและป้ายแจ้งเตือนให้รถขับอย่างระมัดระวัง
“คุณเดียวสั่งให้เพิ่มคาเฟ่อีกจุด ช่วงฤดูท่องเที่ยวคนล้นจนรองรับไม่ไหวแล้วหนูพุด”
ลุงอินแปงบอกใบหน้ายิ้มแย้ม ท่านเป็นคนขับรถของแม่เลี้ยงจันผาซึ่งวันนี้มารับเธอกลับไร่
“ไม่แน่อาจสร้างรีสอร์ตเพิ่มด้วย แต่คุณเดียวยังวางไว้เป็นโครงการในอนาคตเฉยๆ”
“เหนื่อยไหมคะลุงอิน”
“ไม่เหนื่อยหรอก ก็หนูพุดกลับมาช่วยแล้วนี่ไง” คราวนี้ลุงอินแปงหัวเราะลั่นราวกับชอบใจ
พุดตานก็พลอยขำไปด้วย กลับมาคราวนี้ตั้งใจแบ่งเบาภาระแม่เลี้ยงอยู่แล้ว
“คนที่เหนื่อยไม่ใช่คนงานหรอกพุดเอ้ย มีแต่คุณเดียวนั่นแหละเทียวไปเทียวมา เห็นแกทำแล้วลุงก็เหนื่อยแทน กลับมาก็ดีแล้วมาช่วยคุณเดียวหน่อย เขาคงดีใจ”
หัวใจคนฟังถึงกับกระตุกวูบ รอยยิ้มค่อยๆ เลือนหายออกจากใบหน้างาม เขาน่ะหรือจะดีใจ ให้ตายอย่างไรคงไม่มีวันเป็นไปได้ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศใต้ยังง่ายเสียกว่า
รถกระบะโฟร์วิลล์ขับเคลื่อนมาจอดในโรงรถ สายตาของหญิงสาวกวาดไปรอบๆ จนโล่งใจที่ไม่เห็นรถคันอื่น อย่างน้อยตอนนี้พันวาคงไม่อยู่บ้าน นับว่ายืดเวลาออกไปได้อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ยังดีในความคิดพุดตาน
ลุงอินแปงบอกให้เธอเข้าบ้านไปไหว้แม่เลี้ยงจันผาได้เลย ส่วนเรื่องข้าวของเดี๋ยวจะขนไปไว้ที่บ้านหลังเดิมที่เธอเคยอยู่
ตัวบ้านเป็นเรือนไม้สักฝั่งหนึ่งเป็นของแม่เลี้ยงจันผา อีกฝั่งเป็นของพันวาซึ่งเชื่อมเข้าหากันด้วยสะพานด้านนอก สามารถลงมาด้านล่างรวมถึงเดินไปทางบ้านที่เธอพักได้ด้วย
ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้มองอย่างไรก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่น ถึงจะไม่ได้เกิดที่นี่แต่เธอเติบโตด้วยด้วยความกรุณาของแม่เลี้ยงกับยายสร้อยหลังจากที่พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตลง
“มาแล้วหรือ กำลังพูดถึงอยู่พอดี”
แก้วชาถูกวางลงพร้อมกับสายตาราวกับเหยี่ยวจ้องมองมาที่เธอราวกับท่านต้องการประเมิน พุดตานคลานเข่าเข้าไปหาแล้วก้มลงกราบขณะที่มีมือลูบศีรษะ จากนั้นเธอจึงย้ายมากราบยายสร้อยแล้วกอดท่านด้วยความคิดถึง ท่านหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตบไหล่
“โตเป็นสาวแล้วพุดของยาย”
“พุดยังเป็นเด็กน้อยของยายเสมอค่ะ” เธอคิดถึงท่าน คิดถึงคนที่นี่แต่ไม่กล้ากลับมา ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนจบก่อนกำหนด
“เอาละๆ กินข้าวมาหรือยัง” จันผามองหญิงสาวรุ่นลูกแล้วก็ได้แต่ยิ้ม เห็นมาแต่เล็กแต่น้อยไม่น่าเชื่อว่าป่านนี้เรียนจบเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว
“เรียบร้อยแล้วค่ะแม่เลี้ยง”
“อยากพักก่อนไหม หรือจะคุยกันเลย”
พุดตานหันมองยายตัวเองอย่างงุนงง ซึ่งยายได้แต่ยิ้มแล้วพยักหน้าคล้ายบอกกลายๆ ว่าไม่ใช่เรื่องน่ากังวลใจแต่อย่างใด
“ลุกมาคุยกันที่ห้องทำงาน ฉันวานสร้อยสั่งเด็กๆ ให้เตรียมมื้อเที่ยงที”
“ได้ค่ะแม่เลี้ยง”
“ยัยพุดช่วยประคองฉันที แก่แล้วก็แบบนี้จะลุกจะนั่งปวดไปหมด”
จันผาลอบมองเสี้ยวหน้า เด็กคนนี้สวยเหมือนคนเป็นแม่ไม่ผิดเพี้ยน พุดตานโชคร้ายอาภัพทั้งพ่อทั้งแม่ตั้งแต่เล็กๆ ในเรื่องร้ายๆ ยังหลงเหลือเรื่องดีเพราะยังมีสร้อยที่รักหลานราวกับลูกแท้ๆ ตัวเธอเองก็เอ็นดูเด็กคนนี้ไม่แพ้กัน
จันผาคิดว่างานแรกของพุดตานหลังจากเรียนจบคงไม่ยากจนเกินไป และเธอไม่ไว้ใจใครอื่นนอกเหนือจากเด็กผู้หญิงคนนี้ คิดว่าพุดตานคงไม่ปฏิเสธความต้องการของเธอ อย่างน้อยๆ ให้ถือเป็นค่าเลี้ยงดูปูเสื่อมาราวกับลูกหลานคนหนึ่ง
อาการน้ำท่วมปากเป็นสิ่งที่พุดตานกำลังประสบอยู่ในตอนนี้ การที่ต้องการมาช่วยงานที่ไร่เป็นเรื่องที่เธอตั้งใจไว้อยู่แล้ว คิดอยู่ว่าหน้าที่ที่ต้องทำคงพอหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ใครบางคนได้ เพราะไร่ตั้งกว้างใหญ่ไพศาลเธอคงได้ทำแค่หน้าที่เล็กๆ แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลยสักนิด
‘ฉันอยากให้เธอคอยช่วยงานเจ้าเดียว’
แม้ตอนนั้นอยากค้านมากเพียงใด แต่รู้ดีว่าไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของแม่เลี้ยงจันผาได้ และยังเชื่อว่าอีกฝ่ายคงยังไม่รู้ว่าป้าตัวเองกำลังจะดึงเธอไปช่วยงาน
‘เฮ้อ อย่าหาว่าฉันอย่างนั้นอย่างนี้เลยพุดตาน มีหลานชายอยู่คนเดียวก็อยากฝากผีฝากไข้กับมัน เรื่องงานน่ะฉันไม่ห่วงหรอก ห่วงก็เรื่องผู้หญิงน่ะสิ’
คราวนี้พุดตานมือเย็นเฉียบ นี่คือเรื่องที่เธอควรออกห่างมากที่สุด
‘ไม่รู้หลงอะไรนักหนา’
เหมือนท่านพึมพำกับตัวเองมากกว่า ก่อนจะเหลือบตามองเธอแล้วพูดต่อ
‘จับตาดูให้ด้วยแล้วกันนะ ไม่รู้จะไว้ใจใครได้นอกจากเธอ’
‘แม่เลี้ยงหมายถึงให้พุดคอยรายงาน…เรื่องผู้หญิงของคุณเดียวเหรอคะ’
หญิงสูงวัยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วยกมือลูบศีรษะเธอเบาๆ
‘งานหลักคือผู้ช่วยตาเดียว ส่วนอีกเรื่องถือว่าช่วยคนแก่อย่างฉันแล้วกันนะ’
พุดตานเดินกลับมายังที่พักตัวเองซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับเรือนไม้เจ้าของไร่ ฝ่าเท้าย่ำช้าลงเมื่อดวงตาเผลอมองไปอีกหลังเชื่อมอยู่กับหลังใหญ่ เมื่อก่อนตอนเด็กเธอมีโอกาสได้ไปวิ่งเล่นจนคุ้ยเคย
ตอนนี้โตแล้ว เรียนรู้อะไรมากขึ้น จะไปวิ่งเล่นเหมือนก่อนคงไม่ได้
