บทที่12 ไม่หวนกลับ
“ไหนขอพี่ดูหน่อย”
พี่เอ๋ไถเก้าอี้ทำงานมาข้างๆ อ่านรายงานเจ้าปัญหาต้นเหตุที่ทำให้เธอนอนกระสับกระส่ายมาสองคืน
“อืม พี่ว่าพุดสรุปไม่ได้ใจความเท่าไหร่”
“ควรแก้ไขตรงไหนคะพี่เอ๋”
ไพพรรณคลี่ยิ้มหันจอโน้ตบุ๊กทางคนอายุน้อยกว่า นึกเอ็นดูการเรียนรู้ของพุดตาน ดีกว่าคนที่คิดว่าตัวเองเก่งจนไม่ยอมรับข้อผิดพลาด
“เหมือนเวลาเราส่งรายงานให้ครู เราต้องจับจุดสำคัญๆ กระชับได้ใจความ ส่งไปยาวๆ ไม่ได้คะแนนพิศวาสหรอกนะ มีแต่จะโดนดุกลับมา”
“โดนเต็มๆ เลยค่ะ” เธอยิ้มเจื่อน นึกถึงน้ำเสียงพันวาในคืนนั้น ไม่แปลกที่เขาจะโมโห “แต่พุดจะพยายามทำให้ดีกว่านี้ ต้องตั้งใจมากกว่านี้”
“ดีแล้วพุด คนเรานะ ควรทำตัวให้เหมือนแก้วที่ยังเติมน้ำไม่เต็ม เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ พร้อมที่จะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา” ซึ่งเธอมองเห็นสิ่งนี้ในตัวพุดตาน
“ว่าแต่คุณเดียวเขาให้พุดดูแลเรื่องนี้ด้วยเหรอ”
“ก็วันนั้นแหละค่ะ ที่พุดออกไปพร้อมเขา”
“แปลกนะ ปกติเขามีคนคอยดูแลเรื่องนี้ให้โดยเฉพาะ”
“เขาเคยบอกว่า จะเป็นผู้ช่วยต้องทำให้เป็นทุกอย่าง” ไล่ตั้งแต่งานลงแรงให้อาหารสัตว์ ล้างคอกสัตว์ งานครัว งานออฟฟิศ ลากไปถึงธุรกิจอย่างอื่นของเขา
“ทุกวันนี้เลิกงานเสร็จพุดแทบไม่อยากกินข้าวอาบน้ำ อยากนอนเลย หมดแรง”
ไพพรรณหัวเราะชอบใจก่อนป้องปากบอกเสียงเบา “ทำขนาดนี้ต้องขึ้นเงินเดือนให้สักครึ่งแสนแล้วนะ”
“โหย พี่เอ๋” พุดตานครางอย่างท้อใจ “ได้ก็ดีสิคะ”
“อันนี้ต้องไปคุยกับคุณเดียวเอง พี่ไม่ขอยุ่ง ฮ่าๆ” เห็นใจไม่น้อยแต่ก็ยื่นมือช่วยไรมากไม่ได้ นอกจากสอนให้พุดตานเป็นงานมากกว่าเดิม
ตลอดช่วงเช้าใช้เวลาเคลียร์งาน รวมถึงเรียนในสิ่งที่ไพพรรณสอน พุดตานจดทุกอย่างใส่สมุดไว้ กลับบ้านไปเธอต้องทบทวนก่อนนอนและต้องหาศึกษาเพิ่มเติม
“วันนี้กลับไปกินข้าวกับยายหรือเปล่า พี่ว่าจะชวนพุดไปกินร้านยำเปิดใหม่ เขาว่าแซ่บ” เดี๋ยวนี้ร้านยำผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด
“อยากเลยค่ะ พูดแล้วน้ำลายไหล” เธอชอบกินของรสจัดอยู่ด้วย “ถ้าไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ก็น่าจะว่างนะคะ”
“เออนั่นสิ พี่ก็ไม่เข้าใจนะที่ให้พุดลงไปดูพวกคอกสัตว์ อีกหน่อยพุดคงต้องเป็นไกด์ของไร่ด้วย”
พุดตานยิ้ม “เอาจริงๆ พุดชอบนะคะ ถนัดงานลงแรงมากกว่างานใช้สมอง พุดสมองน้อยอะพี่เอ๋”
“แหม คนอะไรว่าตัวเองก็เป็น ยัยเด็กคนนี้” ไพพรรณทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่กลับบุ้ยปากไปด้านนอกแทน “เบื้องบนกำลังย่างกรายมา”
เห็นพันวาลงจากรถโดยใช้ไหล่หนีบโทรศัพท์แนบกับข้างหู ท่าทางคุยอย่างเคร่งเครียดไม่ได้ชวนน่ามองสักนิด
พุดตานหาได้สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเอง พลางถามไพพรรณในส่วนที่ไม่เข้าใจซึ่งอีกฝ่ายก็พร้อมที่จะสอนวิชาอย่างไม่เกี่ยงงอน ทำไปทำมาตาชักเริ่มล้า พุดตานรีบปิดปากตอนที่เผลอหาวจนน่าเกลียด มองงานตรงหน้าแล้วบิดตัวไปมา ตั้งใจจะหันไปถามไพพรรณว่าเอาเครื่องดื่มอะไรหรือเปล่า เพราะเธออยากโด๊ปกาแฟสักแก้ว
แต่พอลุกขึ้น ประตูสำนักงานถูกเลื่อนออกพร้อมกับเจ้าของร่างสูงเดินเข้ามา นัยน์ตาดุเข้มหยุดที่เธอก่อนที่เขาจะกระดิกนิ้วเรียกแล้วเดินออกไป
มาเพื่อเรียกเธอโดยเฉพาะ ?
พันวานั่งทำงานในออฟฟิศตัวเอง พุดตานเคาะประตูตามมารยาทแต่ไร้การตอบรับ สูดลมเข้าปอดลึกกลั้นใจเปิดประตูเข้าไป
“ขอกาแฟแก้ว ชงเสร็จมานั่งตรงนี้ มีเรื่องจะคุย”
ใช้เวลาไม่ถึงนาทีกาแฟดำก็ถูกวางลงตรงหน้าเจ้านายหนุ่ม พุดตานทิ้งตัวนั่งฝั่งตรงข้ามเหมือนครั้งแรกที่เริ่มงานไม่ผิดเพี้ยน
เขายังคงนั่งเซ็นเอกสาร มีเหลือบมองขึ้นมานิดหน่อยแต่กลับไปสนใจงานเหมือนเดิม พุดตานใจเย็นนั่งรอเรื่อยๆ อยากให้เธอผลาญเวลาเล่นๆ ไม่ทำงานก็เรื่องของเขา
“ได้ข่าวว่าเธอชวนเพื่อนมาทำงาน”
“ไม่เชิงชวนค่ะ” น่าจะหมายถึงลลนา
“ลิซแค่บอกอยากมาทำด้วย”
เธอเว้นคำว่า ‘อยากมาทำกับคุณพันวา’ ต่างหาก และเท่าที่จำได้เหมือนสองคนนี้จะ ‘เคยคุย’ กันมาก่อน
“เลยจะสละหน้าที่ให้เพื่อน ?”
เขาวางปากกาแล้วกอดอกเอนหลังกับพนักพิง หรี่ตามองเหมือนเธอกระทำผิดอะไรมา
“พุดทำหน้าที่ไหนก็ได้ค่ะ ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นผู้ช่วยคุณพันวาเท่านั้น”
“คิดได้แบบนั้นก็ดี” ริมฝีปากบิดยิ้ม “แต่มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ ถ้าเขาอยากทำงานก็ให้ไปสมัครกับฝ่ายบุคคล”
“ค่ะ” เธอไม่รู้หรอกว่าพันวาไปรู้มาจากไหน แต่งงที่เขาจะอารมณ์เสียทำไม “พุดขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”
ไม่ยอมเอ่ยปากอนุญาตแต่กลับใช้สายตาปรามให้เธอนั่งอยู่กับที่ พุดตานอยากจะกลอกตาเป็นวงกลม ทุกวันนี้เธออยากรู้ว่าเขาจ้องจับผิดกันเรื่องอะไรอีก ในเมื่อความรู้สึกในตอนนี้มันไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
พันวาล้วงหาอะไรสักอย่างก่อนเอามาวางตรงหน้าเธอ มันคือกุญแจรถกับบัตรเครดิตแบบแบล็คการ์ด
“วันนี้วันเกิดแม่ของนาง ไปหาซื้อของขวัญให้ที ให้ลุงอินแปงพาไป”
“โอเคค่ะ” เรียวปากบางเม้มแน่น ข้อมูลมีแค่เป็นวันเกิดของมารดาคนรักตัวเอง “แม่ของคุณนางเป็นคนยังไงเหรอคะ พุดจะได้เลือกของได้ถูก แล้วคุณพันวาต้องการงบประมาณไหน”
“เป็นคนปกติทั่วไปงบเท่าไหร่ก็ได้ หาของที่เหมาะสมก็พอ ที่เหลือเธอถามลุงอินแปงเอา”
นาทีนี้พุดตานถึงกับกำมือแน่นกับคำตอบที่ว่าคนปกติทั่วไป
แน่สิ ! บนโลกใบนี้คนที่ไม่ปกติน่าจะเหลือแค่เขานี่แหละ !
“อ้อ” ชายหนุ่มโพล่งขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างออก “มะรืนเตรียมตัวเดินทาง”
“ขออนุญาตถามว่าไปไหนคะ”
“ติดต่อเรื่องที่ดิน เธอเข้าหาผู้ใหญ่เก่งไม่ใช่เหรอ ?” คำพูดนั้นไม่ต่างจากการกดดันทางอ้อม “หวังว่ามันจะเป็นข่าวดี อย่างที่ป้าคุยโวเอาไว้”
“จะพยายามทำให้เต็มที่นะคะ” เธอไม่รู้หรอกว่าการเจรจาเรื่องพวกนี้มันจะเกินความสามารถเกินไปหรือเปล่า แต่ทนคุยกับพันวาได้ก็น่าจะทนกับคนอื่นได้เหมือนกัน “ต้องไปกี่วันเหรอคะ หรือไปเช้ากลับเย็น”
“สองสามวัน เตรียมชุดไปด้วย เราต้องแวะไปเสนองานกับลูกค้าที่พัทยาก่อน” พันวาหยิบโบรชัวร์บางอย่างเลื่อนมาตรงหน้า “จองที่พักไว้ด้วย เอาแบบบังกะโลไม่เอาโรงแรม”
พุดตานตอบรับก่อนขอตัวไปทำธุระตามที่สั่ง ร่างเล็กผ่านพ้นประตูบานเลื่อนไปโดยที่มีสายตาชายหนุ่มจับจ้องจนเลือนหาย เป็นอยู่อย่างนั้นนานนับนาทีถึงตระหนักได้ว่ากาแฟตรงหน้าเริ่มเย็นชืด
‘ยังจำเรื่องที่คุยกันได้ไหม เลิกชอบมันหรือยัง’
‘ตอนนี้พุดไม่ได้สนใจเรื่องอะไรนอกจากงานค่ะ’
‘สรุปว่าไม่ได้ชอบมันแล้ว ถูกไหม ?’
‘ค่ะ พุดไม่ได้ชอบเขาแล้ว’
ไม่ได้อยากได้ยิน แค่ลืมของต้องลงไปเอาที่รถ แต่ต้องเดินผ่านสองคนที่กำลังรำลึกความหลัง เขาก็แค่ไม่อยากไปขัดอารมณ์
มุมปากเหยียดยิ้ม ถ้อยคำผ่านริมฝีปากบางของผู้หญิงคนนั้น ชวนให้เขาเกิดความแปลกประหลาด แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งในนั้นมีความยินดี
แน่นอน...มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเขา
