บทที่11 เลิกชอบมันหรือยัง
ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีมืด หากยังมีแสงจันทร์นวลสาดส่องลงมา เสียงใบไม้เสียดสียามสายลมพัดผ่านทำให้พุดตานรู้สึกดีที่บรรยากาศไม่ได้เงียบจนน่าอึดอัดเกินไป
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เห็นรู้เรื่อง” ตั้งแต่พุดตานไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเขาแทบไม่ได้ข่าวคราวหญิงสาว ทั้งงานที่รัดตัวรวมถึงอะไรหลายอย่างทำให้ศรัณย์เลือกทิ้งระยะห่าง
ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีเวลาคิด ตอนนั้นพุดตานอาจยังเด็กไป
“สักพักใหญ่ๆ แล้วค่ะ”
“พี่คิดว่าพุดจะหางานที่กรุงเทพฯ ทำเสียอีก”
“ไม่ได้หรอกค่ะ” แม้ลึกๆ อยากโบยบินเดินตามทางตัวเองเหมือนกัน “ยายสร้อยอยู่ที่นี่ อีกอย่างแม่เลี้ยงมีบุญคุณกับพุดกับยายมากค่ะ ท่านอยากให้กลับมาช่วยดูแลงานที่ไร่”
คุณหมอหนุ่มคลี่ยิ้มเผลอวางมือบนศีรษะเล็ก ทำให้หญิงสาวชะงักก่อนขยับตัวออกห่างทีละนิดอย่างแยบยลแต่ยังอยู่ในสายตาชายหนุ่มทุกอิริยาบถ
“พุดดูต่างจากเมื่อก่อน แต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนไปมาก”
“ยังไงคะ”
“พูดกับใครแล้วสบตาแน่วแน่ ไม่ได้หลบตาเสมองไปทางอื่น ดูมั่นใจมากขึ้น เมื่อก่อนขี้อายจะตาย คุยด้วยก็ยิ้มอย่างเดียว”
“กุ๊กชอบเรียกพุดว่านางอาย” นึกถึงเพื่อนสาวแล้วก็ยกยิ้ม ป่านนี้เที่ยวเตร็ดเตร่อยู่ที่ไหนไม่รู้ไม่ยอมกลับไร่สักที
“ตัวติดกันแจ ถ้าไม่รู้มาก่อนพี่คงคิดว่าพุดเป็นน้องสาวไอ้เดียวอีกคน” พันวาได้ยินเข้าคงโกรธควันออกหู เขาไม่คิดนับญาติกับคนอย่างเธอหรอก
“ยังจำเรื่องที่คุยกันได้ไหม” คุณหมอเข้าประเด็น “เลิกชอบมันหรือยัง”
หญิงสาวคว้าแฮนด์จักรยานนั่งค่อมเตรียมปั่นกลับบ้าน ศรัณย์เป็นคนดีที่น่าคบหามากคนหนึ่ง แต่ถึงยังไงเธอไม่อาจตอบรับความรู้สึกดีๆ ให้เขาได้ นิ่งไปสักพักค้นหาคำตอบที่อยู่ข้างในจนแน่ชัด
“ตอนนี้พุดไม่ได้สนใจเรื่องอะไรนอกจากงานค่ะ ”
‘กุ๊กชอบพี่ต้า’
และต่อให้กชกรชอบคนอื่น เธอก็ยังยืนยันสิทธิ์หัวใจตัวเอง
“สรุปว่าไม่ได้ชอบมันแล้ว ถูกไหม ?” เรื่องที่เจ้าตัวบ่ายเบี่ยงนั้นศรัณย์ยังรอไหว แต่ที่อยากรู้คือข้อหลังมากกว่า
หญิงสาวมองพุ่มไม้ที่สั่นไหวตามแรงลมแล้วยิ้มย่อง ก่อนตอบด้วยเสียงชัดเจนทุกถ้อยคำ
“ค่ะ พุดไม่ได้ชอบเขาแล้ว”
สำนักงานปิดเสาร์อาทิตย์แต่ใช่ว่าจะเป็นวันหยุดของพุดตาน เมื่อคืนหลังจากที่ปิดไฟล้มตัวลงนอนเธอกลับต้องตื่นขึ้นมารับสายจากพันวาพร้อมกับน้ำเสียงเกรี้ยวกราดจนตาสว่างต้องรีบเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมา
‘ตั้งแต่ทำงานมา นี่เป็นรายงานที่ห่วยแตกที่สุดเท่าที่ฉันได้รับ’
‘ทำใหม่ ให้เวลาสิบนาที !’
เขาว่ากันว่าตื่นมาแล้วถอนหายใจแต่เช้ามันจะทำให้หม่นหมองไปทั้งวัน แต่วันนี้พุดตานฝืนสดใสไม่ได้จริงๆ ยอมรับว่าเครียดกับคำติเตียนของพันวา ไม่ได้โกรธเพราะคิดว่าทำได้แย่จริงๆ หรือเธอควรพิจารณาตัวเอง
“เฮ้อ” วันนี้ออฟฟิศหยุด ไม่งั้นคงได้ขอคำปรึกษาจากพี่เอ๋ถึงรายละเอียดพวกงานเอกสารต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ถนัดเอาเสียเลย
‘เป็นผู้ช่วยฉันต้องทำเป็นทุกอย่าง’
เขาฉลาดนี่ ย้อนดูมันสมองตัวเองเทียบกับพันวาคงน้อยนิด ไม่แปลกที่จะโดนแดกดันอยู่บ่อยๆ แต่มันก็คือข้อบกพร่องของเธอจริงๆ
“เป็นอะไรลูก ถอนหายใจหลายรอบแล้ว” ยายสร้อยวางชุดชาลงกับโต๊ะ เข้าหาได้ไม่กี่ก้าวหลานสาวก็โผกอดเอาหน้าซุกออดอ้อนอย่างที่เคยทำเป็นประจำ
“พุดทำงานผิดพลาดค่ะ รู้สึกแย่ยังไงไม่รู้”
“โดนคุณเดียวดุหรือ ?” คนในอ้อมกอดพยักหน้า ทำเอาหญิงชราระบายยิ้มพลางลูบศีรษะหลานรัก “คุณเดียวจริงจังกับงานทุกอย่าง พุดทำพลาดโดนดุก็เรื่องปกติ”
“พุดไม่ได้รู้สึกแย่ที่โดนเขาดุนะคะ แต่รู้สึกไม่ดีที่ทำอะไรไม่ได้ดังใจ เรื่องแค่นี้ก็ยังทำไม่ได้” ใบหน้างามหม่นลง หากถามว่าโกรธใครคงไม่พ้นตัวเอง
“แล้วพุดตั้งใจกับงานมากแค่ไหน ทุ่มเทกับมันมากพอหรือเปล่า” เธอรู้ว่าตอนนี้หลานเสียกำลังใจ แต่ไม่อยากให้หมดหวังกับความตั้งใจ
คำพูดของท่านทำให้เธอตกผลึก ย้อนถามตัวเองว่าจริงจังกับงานมากแค่ไหน ทุกวันนี้คล้ายกับแค่ทำตามหน้าที่ให้มันผ่านๆ ไปเท่านั้น
“แต่การที่พุดรู้สึกแย่ นั่นเป็นเพราะพุดเสียใจที่ทำงานพลาด ถือเป็นเรื่องที่ดี”
“คุณเดียวเป็นเจ้านาย ดูแลปากท้องหลายร้อยคน พลาดนิดเดียวอาจหมายถึงชีวิตพวกเขา รู้ตัวว่าผิดก็ต้องแก้ไขให้ถูกจุด”
แต่ไหนแต่ไรพุดตานไม่ใช่เด็กหัวดี ตั้งแต่ที่ลูกสาวเธอนำหลานมาทิ้งก็ใช้เวลาหลายปีในการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง สร้อยเชื่อว่าการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมส่งผลให้พุดตานเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ
อย่างน้อยๆ พุดตานก็ไม่เหมือนกับลูกสาวของเธอ…
บ่ายคล้อยถึงเวลาเตรียมอาหารว่าง วันนี้มีแขกมาเยี่ยมแม่เลี้ยงจันผา พุดตานรับหน้าทำของพวกนี้แทนยายสร้อยเพราะท่านบ่นปวดหลัง ตั้งใจว่าจัดการส่วนนี้เสร็จจะตามไปนวดให้ยาย
“แม่พุดตาน มานั่งนี่ที” แก้วชาในมือวางลงพร้อมกวักมือเรียกหญิงสาว เจ้าของชื่อเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม พอเห็นแขกแม่เลี้ยงถึงกับชะงักโดยพลัน
“สวัสดีค่ะ” พุดตานยกมือไหว้เพื่อนจันผา ถึงว่าคลับคล้ายคลับคลาท่านคือมารดาของลลนา เพื่อนสมัยมัธยมปลายเธอที่ลงไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ
“พุดตานเพิ่งเรียนจบ ฉันเลยให้มาช่วยงานที่ไร่” แม่เลี้ยงแตะบ่าหลานยายสร้อย “เห็นตั้งแต่เล็กแต่น้อย ไอ้ฉันก็เอ็นดูเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง ปอเปี๊ยะทอดนี่ก็ฝีมือเขา ได้วิชาจากยายสร้อยมาเต็มๆ”
“ดีนะ เดี๋ยวนี้หายาก ผู้หญิงที่ยังสนใจเรื่องครัว ยัยลิซนี่แทบไม่แตะ เอะอะสั่งออนไลน์ประจำ”
พูดคุยได้สักพักพุดตานก็ขอแยกตัวออกมาโดยมีลลนาตามหลังมาติดๆ บ้านเกิดของหญิงสาวอยู่ที่นี่ตอนนี้เรียบจบคงกลับมาสืบสานกิจการของครอบครัว
“กุ๊กยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
“ยัง เหมือนขอเที่ยวต่อก่อนอีกสักปี” จะว่าไปช่วงนี้เธอแทบไม่ได้ติดต่อกับกชกรเลย ก็ตั้งแต่เริ่มทำงานในไร่นี่แหละ กลับถึงห้องอาบน้ำเสร็จก็นอนเลย
“คุณป้าดูรักแกเหมือนกันเนอะ ทั้งที่ไม่ใช่ลูกหลานแท้ๆ”
“แม่เลี้ยงท่านเมตตา ไม่ใช่แค่เราหรอก”
ลลนาพยักหน้ารับส่งๆ ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก กวาดตามองไปรอบๆ บ้านไม่เห็นเป้าหมายที่อยากเจอ เลยหันมองเพื่อนแล้วเปิดปาก
“ได้ข่าวมาแกทำงานกับพี่เดียว”
“อือ อย่างเหนื่อย วิ่งวุ่นหัวหมุน” พูดเรื่องงานแล้วยังละเหี่ยใจไม่หาย “เมื่อคืนเพิ่งโดนเอ็ดยกใหญ่”
“เมื่อคืน ?”
“หมายถึงโทรมาว่า เราทำงานบกพร่อง”
จินตนาการนึกถึงสีหน้าพันวาเวลาดุหรือเกรี้ยวกราด พลอยให้ลลนาใจเต้นแรง
“แล้วพี่เดียวไปไหน ไม่อยู่บ้านเหรอ อยากเจออะ”
“น่าจะเข้าไปตรวจงาน เดี๋ยวคงกลับมามั้ง” พุดตานเพิ่งรู้ว่าพันวาไม่ได้นอนที่เรือนไม้ทุกคืน เขามีบ้านพักที่ปลูกใหม่ซึ่งไกลออกไปหน่อยแต่ยังอยู่ในอาณาเขตไร่
“เห็นบ่นว่าเหนื่อย อยากออกไหม เดี๋ยวลิซทำแทนเอง” ลลนาว่าทีเล่นทีจริง
“จริงๆ เราทำหน้าที่อะไรในไร่ก็ได้ ถ้าลิซอยากทำก็ลองคุยกับแม่เลี้ยงดู” พุดตานไม่เข้าใจว่าลลนาจะมาลำบากอะไรกับงานที่นี่ ทั้งที่ครอบครัวตัวเองมีกิจการให้ดูแลอยู่แล้ว
หรือหากเป็นเพราะคนอย่างพันวา หญิงสาวมองว่ามันไม่คุ้มสักเท่าไหร่
ส่วนเธอถ้าไม่ได้เป็นผู้ช่วยของเขาแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ให้เธออยู่ฝ่ายไหนก็ได้ทำได้หมด เพิ่มเติมก็คือเธอจะตั้งใจทำมากกว่าเดิม ไม่ให้ผิดพลาดจนโดนตำหนิให้ใจเสียอีก
