บทที่๑...ไม่ชอบก็ต้องจีบ (๕)
จอดรถยังช่องวีไอพีที่เป็นเลขห้องตัวเอง จากนั้นจึงปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมออกไปข้างนอก ไม่ลืมถือถุงขนมของหญิงสาวออกมาด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็ลงจากรถแล้วเดินตามเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่าง
“คอนโด...พี่ พี่พาหนูมาที่นี่ทำไม เอ่อ หนูแค่จะเอาขนมมาให้พี่ ไว้เจอกันคราวหน้านะคะสวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้แล้วเตรียมวิ่งหนียังดีที่เขาคว้าคอเสื้อของเธอเอาไว้ได้ทันก่อนหล่อนจะหนีไป ดวงตาคมจ้องมองคนที่เพิ่งเจอกัน
“ฉันแค่จะให้เธอไปรอบนห้องเพราะฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพาไปที่อื่น ถ้าเธอกลับตอนนี้ก็อย่าหวังว่าฉันจะยอมคุยด้วยอีก...เอาไง จะขึ้นไปกับฉันหรือเปล่า” ให้หล่อนตัดสินใจแต่ก็ไม่ยอมปล่อยคอเสื้อของอีกฝ่าย เขายืนนิ่งเพื่อรอคำตอบโดยร่างบางคิดทบทวนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
เธอยังไม่พร้อมเสียตัวในตอนนี้ แล้วก็ไม่ยินยอมจะโดนพรากพรหมจรรย์ด้วย...
“ถ้าพี่ทำอะไรหนูโดยที่หนูไม่ได้เต็มใจ หนูจะแจ้งตำรวจ” ทำหน้าตาขึงขังเอาเรื่องแต่คนมองรู้สึกเหมือนโดนแมวขู่ ยิ่งเธอจ้องตาโตก็ทำให้เขาเผลอหลุดยิ้มก่อนปล่อยคอเสื้อของเธอแล้วเดินนำหญิงสาวเข้ามาด้านใน
เพราะคำพูดของเธอบอกให้รู้ว่าตอบตกลงยอมมากับเขาแล้ว
“ตามใจ”
เมื่อเขาบอกให้ตามก็รีบก้าวเท้าให้ทันคนขายาว เธอเข้ามาในคอนโดหรูราคาหลายสิบล้านแล้วมองบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมและความเย็นที่ดูสะอาดจนเหมือนมาผิดที่ หล่อนเป็นแค่ลูกสาวพ่อค้าร้านน้ำเต้าหู้ ส่วนเขาคือดาราดังครอบครัวรวยพันล้าน
ดูแล้วไม่คิดว่าจะมาเจอกันได้...
ถ้าไม่ใช่เพราะเวธน์สั่งให้มาจีบ หล่อนคงไม่เอาตัวเองเข้ามาใกล้ชายหนุ่มให้รู้สึกมัวหมองหรอก เหมือนตนเป็นแม่บ้านที่คอยเดินตามหนุ่มหล่ออย่างไรไม่รู้
“พี่เป็นดาราแล้วพาผู้หญิงขึ้นคอนโดแบบนี้ไม่กลัวเป็นข่าวเหรอ” เข้ามาในลิฟต์ก็ถามด้วยความอยากรู้
“เดี๋ยวทางช่องจัดการเอง ฉันเป็นนักแสดงแค่สวมบทบาทในละคร ไม่ได้คิดจะสวมในชีวิตจริงด้วย” ล้วงมือเข้าในกางเกงก่อนตอบอย่างไม่สนใจสิ่งใด เขาไม่ได้อยากเข้าวงการแต่แรก ที่ทำก็เพื่ออยากหาเงินใช้เองโดยไม่ต้องแบมือของพ่อเท่านั้น
แล้วเส้นทางนี้ก็ดูจะได้เงินเยอะและเร็วกว่าทางอื่น ถึงต้องแลกด้วยการไม่เป็นส่วนตัวในที่สาธารณะก็ยังคิดว่าคุ้ม
เข้ามาในห้องของเขาก็แอบสำรวจเพราะไม่เคยเข้าห้องคนรวยมาก่อน ทุกอย่างดูเหมือนห้องตัวอย่างมากกว่ามีคนอยู่จริง สะอาดสะอ้านไม่มีของวางเกะกะ เขเปิดตู้รองเท้าด้านหน้าที่มีเกือบห้าสิบคู่จนเธอต้องมองเท้าชายหนุ่มว่ามีสองข้างเหมือนตนหรือเปล่า
“อยู่คนเดียวเหรอ” เดินตามหลังเขาพร้อมกับถามไปด้วย
“กับเมีย” ตอบเหมือนเป็นเรื่องจริงทำเอาเธอผวากลัวโดนเมียอีกฝ่ายเข้ามาตบ
“คะ!”
“เธอไง...อยากมาเป็นเมียฉันหรือเปล่าล่ะ” หยุดเดินก่อนหันมามองร่างบาง จนหล่อนต้องชะงักฝีเท้าขณะมองหน้าชายหนุ่มแล้วค่อยก้าวถอยหลังเพื่อออกห่าง ยิ้มแหยะพลางหาเรื่องที่จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยง
“ไหน ไหนพี่บอกจะไปเปลี่ยนชุดไงคะ ไปเถอะค่ะหนูรอตรงนี้ดีกว่า” ว่าแล้วก็รีบเดินไปนั่งยังโซฟาห้องรับแขก เขาเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะในลำคอนึกเอ็นดูหล่อนทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก วางถุงขนมไว้โต๊ะตรงหน้าค่อยเดินเข้าห้องนอนเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนชุด
ระหว่างนั้นดวงตากลมก็สำรวจไปทั่วบริเวณ ห้องของเขาถ้าประเมินด้วยสายตาน่าจะประมาณหกสิบตารางเมตร ซึ่งราคาไม่น่าต่ำกว่าห้าสิบล้านเพราะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยแล้วยังเป็นทำเลทองอีก ตนไม่แปลกใจเลยสักนิดพอทราบฐานะครอบครัวของชายหนุ่ม
คนรวยนี่น่า...ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะอยู่คอนโดหรูเช่นนี้
“เสร็จแล้วเหรอคะ” สะดุ้งตื่นเมื่อเห็นเจ้าของห้องเดินออกมา เธอรีบลุกแล้วถามเขาทันทีเพราะคิดว่าตัวเองจะได้กลับบ้านแล้ว
“อือ แต่หิวขอกินข้าวก่อน เธอทำกับข้าวเป็นไหม นั่นครัวไปหาทำมาสักอย่างให้กินรองท้องหน่อย” ชี้ไปยังห้องครัวพลางสั่งเสียงเรียบเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ จากนั้นก็เดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวใหญ่ราคาเกือบล้านที่เขาเป็นคนสั่งทำเอง
“คะ...” ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เธอไม่รู้เลยว่ามันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร เราสองคนไม่เคยเจอกันมาก่อน แล้วเขาก็ดูเป็นคนดังที่ไม่น่าจะให้ความสนิทสนมกับผู้หญิงหน้าตาธรรมดาออกไปทางจืดชืดอย่างหล่อนได้เลย มองอย่างไรเราสองคนก็ไม่เหมาะสมกัน
“ไปทำมาเถอะน่า ไปตอนนี้ก็ไม่มีคนมา สามสี่ทุ่มค่อยไป” หันไปมองนาฬิกาพบว่าตอนนี้เพิ่งสิบเจ็ดนาฬิกาเท่านั้น เธอไม่อาจทนอยู่ห้องแล้วรอถึงเวลานั้นได้จึงพยายามขอตัวกลับบ้านโดยที่เขายืนยันชัดเจนเหมือนเดิม
“หา! นี่มันเพิ่งห้าโมงเย็น ต้องรอถึงสามทุ่มเลยเหรอ งั้นหนูขอกลับบ้านได้ไหม เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาจีบพี่ใหม่ก็ได้”
“ไม่ได้ เธอต้องอยู่กับฉันที่นี่ ไปทำกับข้าวมา” สายตาที่จ้องมาค่อนข้างเอาเรื่อง สร้างความหวาดหวั่นแก่หล่อนเป็นอย่างมาก
“แต่ว่า” ลากเสียงยาวไม่ค่อยอยากทำตามชายหนุ่มเท่าไหร่
“เร็ว”
“ค่ะ”
สุดท้ายก็ต้องเดินไปเปิดตู้เย็นของเขาเพื่อดูว่ามีวัตถุดิบใดที่สามารถทำอาหารได้บ้าง แต่เมื่อเปิดออกมาพบเพียงแอลกอฮอล์อย่างเดียวจนหล่อนถึงกับยกมือทาบหน้าผากตัวเองอย่างจนปัญญา ยังดีที่มีไข่ไก่อยู่สามฟองพอให้ทำอาหารรองท้องได้บ้าง
“ตู้เย็นอะไรมีแต่เบียร์” พึมพำเสียงเบากับตัวเองแต่กลับมีเสียงดังขึ้นมาจากทางด้านหลังจนเธอสะดุ้ง
“ก็ชอบดื่มเบียร์ไง” เขาโน้มมากระซิบข้างหู ได้กลิ่นหอมจากกายหนาจนเธอเผลอกลั้นหายใจไม่อยากได้กลิ่นที่ชวนใจเต้น บอกเลยว่าการกระทำของเขาทำให้เธอแทบไม่เป็นตัวเอง จนต้องผลักชายหนุ่มให้ออกห่าง
“เอ่อ พี่ไปรอตรงนั้นดีกว่าค่ะ จะได้ไม่เกะกะ...หนูหมายถึงว่าหนูจะได้ไม่เกะกะพี่น่ะค่ะ เชิญไปนั่งรอนะคะ” รีบเดินหนีเขาไปยังครัวอีกฝั่งพร้อมผายมือบอกเจ้าของห้องให้ไปอยู่อีกที่ ไม่เช่นนั้นหล่อนคงสติแตกทำอะไรไม่ได้
“เขินเหรอ”
ใครไม่เขินก็บ้าแล้ว!
“ค่ะ เขินค่ะ ไปนั่งรอเถอะนะคะ” บอกตามตรงแล้วขอร้องด้วยสายตาให้เขาไปนั่งที่โซฟา
วาโยหัวเราะมีความสุขก่อนจะเดินไปนั่งตามหล่อนบอก หญิงสาวจึงพอได้หายใจหายคอโล่งอกแล้วเริ่มทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้หุงข้าวก็คงช้าไม่ทันใจ มาม่าเนี่ยแหละมีติดอยู่ทุกบ้านอยู่แล้ว หลังจากนั้นเธอก็เรียกเขามารับประทาน
ส่วนตนก็กินไปพร้อมกันด้วยเลย ก่อนโทรบอกทางบ้านว่าติดทำรายงานคงกลับดึก...
กลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะเพราะเขาคนเดียว!
ถึงเวลาก็ต้องนั่งรถมากับเขาอีกรอบ คราวนี้เธอเปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่แวะซื้อข้างทางเพราะต้องเข้าไปในผับซึ่งไม่ค่อยได้มาเท่าไหร่ เรียกว่าไม่เฉียดเข้าใกล้เลยสักครั้งน่าจะถูกกว่า
แต่ครั้งนี้เขาเป็นคนพาเธอมา จะปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะอีกฝ่ายไม่ยอมพากลับ
“เฮ้ยไม่ธรรมดา พาเด็กที่ไหนมาด้วยวะ” เพื่อนของเขาทักทันที เธอไม่กล้ามองหน้าใครและไม่ชินกับสถานที่ ในกลุ่มรู้จักเพียงวาโยคนเดียวจึงพยายามอยู่ใกล้เขาเอาไว้
“ตุ๊กตาน่ะ...เพิ่งได้มาวันนี้เลย” คำตอบเหมือนไม่ใส่ใจแล้วนั่งลงตรงที่ว่าง
“นั่งสิจะยืนทำไมล่ะ” เห็นหล่อนไม่นั่งสักทีเลยสั่งเสียงเข้ม จนร่างบางต้องนั่งข้างเขาพร้อมกับโดนอีกฝ่ายโอบไหล่ไว้จนตัวเราสองคนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอยู่แล้ว
“พี่...ใกล้เกินไปหรือเปล่า”
“เธอบอกชอบฉันไม่ใช่หรือไง ชอบก็ต้องใกล้แบบนี้แหละถูกแล้ว”
เธอไม่สามารถเถียงเขาได้สักคำ สุดท้ายก็ยอมนั่งเป็นตุ๊กตาอยู่แบบนั้นตลอดคืน มาถึงบ้านก็เช้าวันใหม่แล้ว...
