บทที่๑...ไม่ชอบก็ต้องจีบ (๓)
“เอาน่าช่อ เธอช่วยฉันเถอะนะ แค่จีบเพื่อให้หมอนั่นออกจากว่าที่แฟนของฉันไม่ได้ยากนักหรอก ระหว่างนี้ฉันก็จะจีบขิมไปด้วย ถ้าจีบติดเธอค่อยเลิกจีบ มันหล่อขนาดนั้นไม่มองเธอหรอกน่าอย่าคิดมาก” คำพูดของอีกฝ่ายชวนอารมณ์ขึ้นมากกว่าเดิม เธอเหลือบมองเขาพลางเลิกคิ้วแล้วถาม
“หลอกด่าเหรอ” ชายหนุ่มเกือบหลุดหัวเราะแต่รีบเม้มปากไว้ทันก่อนตอบกลับเธอ เป็นความสัมพันธ์ของเพื่อนที่สนิทกันจนรู้ไส้รู้พุงไปหมดเสียทุกอย่าง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถอ่านแววตาของเธอออกว่าเกินกว่าคำว่าเพื่อน
หรือความจริงหญิงสาวก็ไม่ได้รู้ใจตัวเองเช่นเดียวกัน เพราะเธอไม่เคยคิดจะบอกความรู้สึกหรือก้าวล้ำเกินคำว่าเพื่อนเลย
อยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว...
“เปล่าครับ ผมจะกล้าด่าผู้มีพระคุณของตัวเองได้ยังไงล่ะ ไม่กล้าครับ ไม่กล้าเลย...” รีบปล่อยเธอพลางค้อมศีรษะให้อีกฝ่าย แสดงความนอบน้อมต่อหญิงสาวจนหล่อนถอนหายใจไม่อยากเอาเรื่อง แค่ตกหลุมพรางช่วยเขาเรื่องจีบผู้ชายก็มากเกินพอแล้ว
หน้าตาอย่างเธอ...ใครเขาจะชอบ
แต่กระนั้นเมื่อรับปากเพื่อนก็ต้องทำตาม เธอจึงถามถึงบุคคลที่ตนต้องเข้าหา คิดว่าน่าจะเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาพอไปวัดไปวาสักคนนั่นแหละ “เฮ้อ คนไหนล่ะที่จะให้ไปจีบ” กอดอกพลางรอฟังภารกิจของตัวเอง
ร่างสูงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างรีบควักโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า ค้นหารูปภาพที่กดบันทึกเอาไว้แล้วยื่นไปตรงหน้าเธอ ให้เห็นหน้าตาของเหยื่ออย่างชัดเจนพร้อมเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามที่แสนเกรียงไกรจนคนฟังเผยอปากค้างไม่เชื่อหูตน
“นี่เลยคนนี้...วาโย สรไกรสีห์”
เป็นลมเลยได้หรือเปล่า...
นี่มันงานหินจนอยากย้อนเวลาไปถอนคำพูดของตัวเอง เพราะไม่มีทางเลยที่จะทำแผนสำเร็จ ให้นอนตีลังกาคิดก็นึกไม่ออกถึงจุดจบสวยงาม นอกจากตนจะถูกปฏิเสธแล้วคงโดนดูถูกว่าไม่เจียมตัวเป็นแน่ ยกมือขึ้นตบหน้าผากพร้อมตะโกนใส่หน้าเพื่อนเสียงดัง
“หา! ดาราเลยนะเวธน์”
คนในมหาวิทยาลัยใครบ้างไม่รู้จักเขา
ชายหนุ่มเป็นนักแสดงที่กำลังรุ่งในวงการบันเทิง เอ่ยชื่อไปใครบ้างจะไม่รู้จัก เล่นซีรี่ส์วัยรุ่นที่กำลังเป็นกระแส ตัวหลักที่ออกรายการโทรทัศน์ทั้งยังเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าแทบนับไม่ไหว ขาอ่อนทันทีเมื่อคิดว่าต้องไปจีบอีกฝ่าย
เธอจะเอาหน้าที่ไหนไปเข้าใกล้เขา ทำแค่สามวันคงโดนไล่ออกมาไม่เป็นท่า ยิ่งนึกก็ยิ่งหงุดหงิดอยากเตะเพื่อสักครั้งให้หายแค้น
“เธอทำได้ ฉันเชื่อในตัวเธอ” จับไหล่บางพลางพูดเพื่อให้หล่อนเชื่อมั่นในตัวเอง หญิงสาวแทบทรุดลงไปกองกับพื้นไม่มีสติจะตอบรับเขาด้วยซ้ำ
‘ฉันชอบนายแท้ๆ แต่จะให้ไปจีบคนอื่น ใจร้ายเกินไปแล้ว’
คิดในใจก่อนมองหน้าอีกฝ่ายอย่างระอา ไม่รู้ว่าเขาซื่อหรือเธอโง่กันแน่ เรื่องทุกอย่างมันถึงได้เป็นแบบนี้
โดยหญิงสาวไม่รู้เลยว่าการเข้าหาวาโยในครั้งนี้ จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล...
สูดลมหายใจเพื่อเรียกความกล้าให้ตัวเอง เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับคนดังแต่แทบไม่เห็นเขาเลย เพราะชายหนุ่มเพิ่งเข้าวงการไม่นานก็ดังเป็นพลุแตก ต้องทำงานแล้วก็เรียนไปพร้อมกัน ส่วนใหญ่ก็เข้าคณะเฉพาะวิชาสำคัญ อันไหนลาได้ก็แจ้งอาจารย์แล้วค่อยติดตามงานทีหลัง
แฟนคลับของเขาเพิ่มขึ้นตามความฮอตของอีกฝ่าย เธอจึงพยายามหลบเลี่ยงแล้วมายืนรอชายหนุ่มอยู่ลานจอดรถ ข้อมูลทุกอย่างเวธน์เป็นคนหามาให้ตนพร้อมแนะนำวิธีที่จะเข้าหาหนุ่มหล่อ ซึ่งไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่
เสี่ยงโดนไล่อีกต่างหาก
แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากยืนรอเขาที่ลานจอดรถ ภาวนาในใจให้ตนเองถูกไล่จะได้เป็นข้ออ้างไม่ยอมทำตามแผนของเพื่อนสนิท
ถึงเวลาเลิกเรียนเธอก็มายืนรอเขาพร้อมกับถุงน้ำเต้าหู้ปลาท่องโก๋สูตรของที่บ้าน ผ่านไปไม่นานความสว่างก็เปล่งประกายอยู่ตรงหน้า เจิดจ้ายิ่งกว่าพระอาทิตย์จนเธอลืมเสียงของตัวเองไว้ในลำคอเกือบเรียกเขาไม่ทัน ยังดีตั้งสติได้จึงเดินเข้าไปขวางหน้าเขาพร้อมเรียกเสียงสั่น
“พี่ พี่โย พี่วาโยคะ” เกิดมาสิบเก้าปีไม่เคยจีบผู้ชายมาก่อนในชีวิต
ส่วนใหญ่ก็มีแต่เรียนแล้วทำงานช่วยพ่อแม่ เวลาออกไปเที่ยวเล่นแทบเป็นศูนย์ ผู้ชายเข้าหาก็น้อยเช่นเดียวกัน อาจเพราะส่วนใหญ่เธอตัวติดกับเวธน์จนคนอื่นคิดว่าเราเป็นแฟนกัน จึงกันชายหลายคนออกไปได้พอดี
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับผลักเธอให้มาจีบหนุ่มหล่อที่ไม่เคยคิดฝันว่าตนจะเอื้อมถึง
เขาอยู่สูงกว่าเธอมาก...หล่อจนแทบเป็นลมยามสบตา
“หนูชื่อช่อพิกุลค่ะ แอบชอบพี่มานานแล้ว...” เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไรสักอย่างก็รีบแนะนำตัวเอง ชื่อของหล่อนค่อนข้างโบราณเพราะคุณยายที่เป็นคนไทยตั้งให้ ไม่อยากให้ชื่อเหมือนจีนอย่างครอบครัวของป๊า
แต่คุณยายก็ไม่ได้เกลียดบิดาของหล่อน ท่านรักและเอ็นดูป๊าเหมือนลูกอีกคน เพียงแค่ไม่อยากให้หลานมีชื่อจีนเท่านั้นเอง ส่วนฝั่งครอบครัวพ่อก็เสียชีวิตหมดแล้ว ท่านจึงเหลือเพียงเธอกับแม่เป็นครอบครัวที่เหลืออยู่
ไม่แปลกใจหากหล่อนจะเป็นที่รักมากขนาดนี้
แต่ถึงจะเป็นที่รักของคนในครอบครัว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นที่รักของชายตรงหน้าสักหน่อย เขามองหล่อนหัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินซึ่งหญิงสาวไม่ชอบเลยสักนิด ร่างกายของเธอประเมินค่าไม่ได้สักหน่อย
ถึงไม่ชอบใจกับสายตาก็เก็บอาการเอาไว้ กำถุงที่ถือแน่นพลางเงยหน้าขึ้นเพื่อมองใบหน้าหล่อ นอกจากหน้าตาดีแล้วยังสูงอีกต่างหาก ยืนเทียบกันสายตาเธอเห็นแค่แผ่นอกเขาเท่านั้นเอง
“คืนนี้ว่างหรือเปล่า” ประโยคแรกที่เอ่ยสร้างความสับสนแก่หล่อนเป็นอย่างมาก
“คะ...”
“ว่างไหม” เขาถามย้ำอีกรอบ ใบหน้ายังเฉยชาเหมือนพูดเรื่องทั่วไป กลายเป็นหญิงสาวเสียเองที่ไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร แต่ก็ยอมพูดไปตามความจริงเพราะตนไม่มีธุระต้องไปที่ไหน
“ว่าง...ค่ะ ทำไมเหรอคะ” พยักหน้าตอบกลับ
