บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7: กระดานหุ้นสีเลือด

แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเนื้อหนาเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น แต่มันกลับไม่สามารถขับไล่เมฆหมอกแห่งความตึงเครียดที่ปกคลุมอยู่ได้เลย เสียงโทรศัพท์บ้านแบบหมุนหมายเลขสีดำขลับที่ตั้งอยู่ตรงโถงทางเดินดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่ฟ้าสาง สาวใช้พากันวิ่งวุ่นรับสายจนแทบไม่มีเวลาหายใจ

ส่วนใหญ่เป็นสายจากนักข่าวที่ต้องการขอสัมภาษณ์เพิ่มเติม และสายจากผู้ถือหุ้นที่โทรมาโวยวายด้วยความตื่นตระหนก

เสิ่นหงหยวนนั่งจมอยู่บนเก้าอี้หนังในห้องหนังสือ ใบหน้าของเขาดูแก่ลงไปนับสิบปีในชั่วข้ามคืน ที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะเต็มไปด้วยก้นก้นบุหรี่จงหัวที่ถูกบดขยี้จนแหลกเหลว โทรทัศน์จอตู้ขนาดสิบสี่นิ้วมุมห้องกำลังรายงานข่าวเศรษฐกิจภาคเช้า ผู้ประกาศข่าวหน้าจอสีซีดจางกำลังอ่านรายงานทิศทางตลาดหลักทรัพย์ โดยมีชื่อบริษัทตระกูลเสิ่นปรากฏเป็นตัววิ่งสีแดงหราอยู่ด้านล่าง

หุ้นของบริษัทร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบปีทันทีที่ตลาดเปิดทำการ

ประตูกระจกบานเลื่อนถูกเคาะเบาๆ สองครั้ง ก่อนที่เสิ่นรั่วหนิงจะผลักประตูเดินเข้ามา หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตคอปกสีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีนส์เอวสูงทรงกระบอกที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นยุค 90 ใบหน้าของเธอสดใสไร้ร่องรอยความเหน็ดเหนื่อย แตกต่างจากคนอื่นๆ ในบ้านที่แทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน

“พ่อเรียกหนูหรือคะ” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เสิ่นหงหยวนเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรทัศน์ ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขาคว้าแฟ้มเอกสารบนโต๊ะปาเฉียดหน้าลูกสาวไปกระแทกกับชั้นหนังสือด้านหลัง

เสิ่นรั่วหนิงไม่แม้แต่จะกะพริบตา เธอยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“แกยังมีหน้ามาถามอีกหรือว่าฉันเรียกทำไม” เสียงของผู้นำตระกูลแหบพร่าและสั่นเทาด้วยความโกรธ “แกเห็นกระดานหุ้นนั่นไหม ผลจากการทำตัวเป็นฮีโร่แฉความบัดซบกลางงานเลี้ยงของแก มันทำให้มูลค่าบริษัทเราหายไปหลายล้านหยวนภายในไม่กี่ชั่วโมง ทำไมแกถึงโง่แบบนี้ รั่วหนิง ถ้าแกรู้เรื่องของกู้เหยียนเจ๋อกับน้องสาวแก ทำไมแกไม่ปิดประตูตีแมว จัดการกันเงียบๆ ในบ้าน เอาเรื่องสัปดนพวกนี้ไปป่าวประกาศให้คนนอกรู้ แกคิดว่าตระกูลเราจะได้หน้าขึ้นมาหรือไง”

คำพูดของเสิ่นหงหยวนเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ไม่มีผิด ในสายตาของพ่อคนนี้ ศักดิ์ศรีและผลกำไรสำคัญกว่าความรู้สึกของลูกสาวเสมอ เขาไม่สนใจหรอกว่าเธอจะถูกสวมเขาหรือเจ็บปวดแค่ไหน เขาแคร์แค่ว่าเรื่องนี้มันทำให้เขาเสียหน้าในวงสังคม

“จัดการเงียบๆ แล้วยังไงต่อคะ” เสิ่นรั่วหนิงถามกลับ น้ำเสียงของเธอเย็นชา “ให้ฉันกลืนเลือดตัวเอง ยอมแต่งงานกับผู้ชายที่นอนกับน้องสาวต่างแม่ เพื่อแลกกับความร่วมมือทางธุรกิจที่พ่อต้องการงั้นหรือคะ พ่อคิดว่าคนอย่างกู้เหยียนเจ๋อที่กล้าหักหลังเราตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน อนาคตเขาจะไม่ฮุบบริษัทเราไปเป็นของตัวเองเหรอคะ”

“แกอย่ามาเถียงฉัน!” เสิ่นหงหยวนตบโต๊ะดังปัง “ตระกูลกู้มีเส้นสายในสมาคมการค้า ถ้าเราเป็นดองกับเขา ธุรกิจนำเข้าส่งออกของเราก็จะราบรื่น แกทำลายพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของเราทิ้งด้วยมือของแกเอง แถมยังลากน้องสาวแกไปประจานจนหมดอนาคต แกมันนางงูพิษ”

เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเย้ยหยันและสมเพช “ฉันเป็นงูพิษ หรือเมียน้อยของพ่อเลี้ยงลูกไม่เชื่องกันแน่คะ พ่อควรจะขอบคุณฉันด้วยซ้ำที่ช่วยตัดเนื้อร้ายทิ้งก่อนที่มันจะลามไปกินทั้งตัว”

“หุบปาก!” เสิ่นหงหยวนชี้หน้าลูกสาวด้วยความเหลืออด “ในเมื่อแกเก่งนัก แกก็รับผิดชอบผลของการกระทำตัวเองไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะตัดเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงของแกทั้งหมด ห้ามแกก้าวเท้าออกจากบ้านไปไหนเด็ดขาดจนกว่าข่าวพวกนี้จะซาลง ส่วนเรื่องงานในบริษัท แกไม่ต้องเข้าไปยุ่งอีก ฉันจะให้คนอื่นไปทำแทน”

การลงโทษด้วยการตัดเงินและกักบริเวณ เป็นวิธีพื้นฐานที่ผู้ใหญ่ในยุคนี้มักใช้ดัดนิสัยลูกหลานที่แข็งข้อ เสิ่นหงหยวนคิดว่าหากไม่มีเงินและไม่มีอำนาจในบริษัท เสิ่นรั่วหนิงก็จะเป็นเพียงนกในกรงที่ต้องยอมก้มหัวให้เขาในที่สุด

แต่เขาประเมินลูกสาวคนนี้ต่ำเกินไป

เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือร้องขอความเมตตา เธอเพียงแค่พยักหน้ารับช้าๆ “ได้ค่ะ ถ้าพ่อคิดว่านั่นคือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ฉันก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้พ่อจำไว้ประโยคหนึ่งนะคะ หุ้นที่ร่วงลงไปเพราะข่าวฉาว วันหนึ่งมันก็อาจจะพุ่งขึ้นมาได้เพราะข่าวดี แต่คนรอบตัวพ่อที่จ้องจะแทงข้างหลัง ถ้าพ่อยังหลับตาข้างเดียวปล่อยพวกเขาไว้ วันหนึ่งพวกเขาจะเอาปืนมาจ่อหัวพ่อถึงเตียงนอน”

พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินออกจากห้องหนังสือไป ทิ้งให้เสิ่นหงหยวนยืนตัวสั่นด้วยความโกรธปนหวาดระแวง ประโยคสุดท้ายของลูกสาวคล้ายกับมีนัยยะบางอย่างที่พุ่งเป้าไปที่สวี่หย่าฉินและพี่ชายของเธอ

บนชั้นสองของคฤหาสน์ ภายในห้องนอนสีชมพูที่ตกแต่งอย่างหรูหรา เสิ่นเมิ่งเจียวกำลังนอนคว่ำหน้าสะอื้นไห้อยู่บนเตียง รอบกายเต็มไปด้วยหมอนและตุ๊กตาที่ถูกปาข้าวของกระจัดกระจาย ใบหน้าที่เคยสะสวยบัดนี้บวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนัก รอยนิ้วมือห้าคิ้วยังคงประทับแดงเถือกอยู่บนซีกแก้มซ้าย ซึ่งเป็นผลงานจากฝ่ามือของเสิ่นหงหยวนที่ตบหน้าเธอทันทีที่กลับมาถึงบ้านเมื่อคืน

สวี่หย่าฉินนั่งอยู่ริมเตียง เธอกำลังใช้สำลีชุบน้ำเย็นประคบรอยช้ำให้ลูกสาวด้วยความปวดใจ นัยน์ตาของหญิงวัยกลางคนทอประกายอาฆาตมาดร้าย

“แม่คะ หนูจะทำยังไงดี เพื่อนๆ คงเห็นข่าวกันหมดแล้ว หนูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พี่เจ๋อก็ไม่โทรมาหาหนูเลย เขาจะทิ้งหนูไหมคะแม่” เสิ่นเมิ่งเจียวคร่ำครวญ น้ำตาไหลอาบแก้ม

“ใจเย็นๆ เมิ่งเจียว ผู้ชายเวลาเจอเรื่องหน้าสิ่วหน้าขวานเขาก็ต้องเอาตัวรอดก่อน กู้เหยียนเจ๋อเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลกู้ เขายังไงก็ต้องหาทางพลิกสถานการณ์กลับมาได้แน่” สวี่หย่าฉินปลอบโยน แม้ในใจเธอเองก็ร้อนรุ่มไม่แพ้กัน

“แต่พี่รั่วหนิง นังนั่นมันจงใจประจานหนู มันทำลายชีวิตหนู แม่ต้องแก้แค้นให้หนูนะคะ”

“ไม่ต้องห่วง แม่ไม่ปล่อยมันไว้แน่” สวี่หย่าฉินกัดฟันกรอด เธอวางก้อนสำลีลงบนโต๊ะข้างเตียง ลุกขึ้นเดินไปที่โทรศัพท์บ้านสีครีมที่วางอยู่ตรงมุมห้อง หล่อนมองซ้ายมองขวาคล้ายระแวดระวัง ก่อนจะหมุนหมายเลขโทรศัพท์ที่คุ้นเคย

รอสายเพียงไม่กี่อึดใจ ปลายสายก็รับโทรศัพท์ เสียงทุ้มห้าวของผู้ชายวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงจอแจของไพ่นกกระจอกและเสียงแก้วเหล้ากระทบกันที่ลอดมาตามสาย

“มีอะไร อาฉิน โทรมาแต่เช้าเชียว” สวี่เจิ้นตง พี่ชายแท้ๆ ของเธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์

“พี่ใหญ่ พี่ต้องช่วยฉันนะ” สวี่หย่าฉินกดเสียงต่ำ กรอกเสียงลงไปในสายด้วยความแค้นเคือง “นังเด็กเสิ่นรั่วหนิงมันแว้งกัดเรา มันจัดฉากทำลายชื่อเสียงเมิ่งเจียวกลางงานเลี้ยง ตอนนี้ตาเฒ่าเสิ่นโกรธมาก สั่งลงโทษเมิ่งเจียวแถมยังทำท่าจะระแวงฉันเรื่องเงินกงสีอีก พี่ต้องหาทางสั่งสอนมันให้ฉันนะ เอาให้มันไม่มีหน้าอยู่ในเมืองนี้อีกเลย”

ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่สวี่เจิ้นตงจะหัวเราะในลำคอ “ฉันเห็นข่าวหน้าหนึ่งแล้ว หลานสาวแกนี่มันใจกล้าไม่เบา กล้าฉีกหน้าตระกูลกู้กลางงานใหญ่ขนาดนั้น... แต่แกไม่ต้องห่วง นังเด็กเมื่อวานซืนคนเดียว ฉันจัดการให้แกได้สบายมาก ว่าแต่เรื่องเงินห้าแสนหยวนที่แกโอนมาให้บริษัทตงเฟิงน่ะ ตอนนี้เรื่องมันเงียบไปหรือยัง”

“ยังค่ะคุณพี่ เสิ่นหงหยวนสั่งระงับการตรวจสอบชั่วคราวเพราะข่าวฉาวมันกลบหมด แต่ฉันกลัวว่าถ้าเรื่องซาเมื่อไหร่ ลู่เยี่ยนโจวจะต้องหาทางขุดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแน่ น้าชายคนนี้มันฉลาดเป็นกรด แถมเมื่อคืนมันยังคอยยืนหนุนหลังเสิ่นรั่วหนิงตลอดเลย”

“ลู่เยี่ยนโจวงั้นเรอะ” สวี่เจิ้นตงทวนชื่อเสียงเย็น “ไอ้เด็กกำพร้าที่ทำตัวหยิ่งยโสคนนั้นน่ะนะ ได้... ในเมื่อมันอยากจะสอดมือเข้ามายุ่ง ฉันก็จะสงเคราะห์ส่งพวกมันลงนรกไปพร้อมกันเลย แกอยู่เฉยๆ ทำตัวเป็นเมียที่ดีไปก่อน ช่วงนี้อย่าเพิ่งขยับตัวทำอะไรให้เป็นจุดสนใจ เดี๋ยวที่เหลือ พี่ชายคนนี้จะจัดการให้เอง”

สวี่หย่าฉินยิ้มกริ่ม วางสายโทรศัพท์ด้วยความหวังที่เริ่มเรืองรองขึ้นมา หากพี่ชายของเธอลงมือเอง เสิ่นรั่วหนิงและลู่เยี่ยนโจวคงไม่มีทางรอดไปได้แน่

เวลาเดียวกันนั้นเอง ณ โกดังสินค้าท่าเรือเขตตะวันออก

กลิ่นไอน้ำเค็มจากทะเลพัดโชยมาปะทะใบหน้า ลู่เยี่ยนโจวในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนยืนล้วงกระเป๋ามองดูตู้คอนเทนเนอร์เหล็กขนาดใหญ่ที่กำลังถูกเครนยกขึ้นเรือบรรทุกสินค้าบรรยากาศรอบตัวเขาเยียบเย็นและเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นอย่างสิ้นเชิง

อาหลง ลูกน้องคนสนิทรูปร่างกำยำเดินแกมวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับกระดาษจดบันทึกในมือ

“ลูกพี่ครับ สายของเราที่สมาคมการค้ารายงานมาแล้วครับ” อาหลงโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเริ่มรายงาน “หุ้นของบริษัทตระกูลเสิ่นร่วงลงไปสิบเปอร์เซ็นต์ตามคาด แต่ที่หนักกว่าคือตระกูลกู้ครับ ข่าวฉาวเมื่อคืนทำให้คู่ค้าต่างชาติหลายรายของพวกมันสั่งระงับการเซ็นสัญญานำเข้าสินค้าชั่วคราว ตอนนี้ประธานกู้กำลังเต้นเป็นเจ้าเข้า สั่งกักบริเวณกู้เหยียนเจ๋อและเตรียมจะส่งตัวไปอยู่ต่างประเทศเพื่อหลบข่าวครับ”

ลู่เยี่ยนโจวแค่นยิ้มมุมปาก เขาถอดแว่นตาสายตากรอบเงินออกมาเช็ดด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างใจเย็น “คิดจะหนีไปชุบตัวที่เมืองนอก รอให้เรื่องเงียบแล้วค่อยกลับมาเสวยสุขงั้นหรือ ฝันหวานเกินไปหน่อยมั้ง”

ชายหนุ่มสวมแว่นตากลับเข้าไป แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ

“อาหลง”

“ครับลูกพี่”

“ติดต่อบริษัทเรือขนส่งทั้งหมดในเครือของเรา สั่งระงับโควตาการขนส่งสินค้าของตระกูลกู้ทุกรายการ อ้างว่าระบบจัดการมีปัญหา หรืออะไรก็ตามที่ทำให้พวกมันส่งของออกไม่ได้” ลู่เยี่ยนโจวสั่งการเสียงเรียบ ราวกับกำลังสั่งอาหารมื้อเช้า “แล้วส่งคนไปสืบดูว่า โกดังเก็บสินค้านำเข้าของพวกมันอยู่ที่ไหน สินค้าล็อตไหนที่พวกมันเพิ่งกู้เงินมาลงทุนและต้องรีบระบายออกให้เร็วที่สุด”

อาหลงรับคำสั่งด้วยความตื่นเต้น เขารู้ดีว่าเวลาที่ลูกพี่ของเขาก้าวเข้าสู่โหมดนักธุรกิจสายดาร์ก ศัตรูมักจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอชีวิต “ลูกพี่กะจะตัดสายป่านพวกมันให้ขาดสะบั้นเลยใช่ไหมครับ”

“แค่ตัดสายป่านมันยังปรานีไป” ลู่เยี่ยนโจวมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าเหนือทะเล “กู้เหยียนเจ๋อกล้าแตะต้องคนของฉัน กล้าใช้ชื่อเสียงของหลานฉันเป็นเครื่องมือบังหน้าความสกปรกของตัวเอง ฉันจะทำให้มันรู้ว่า การสูญเสียทุกอย่างจนต้องกลายเป็นหมาข้างถนน มันรู้สึกยังไง”

“รับทราบครับ ผมจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้ อ้อ... แล้วก็มีอีกเรื่องครับลูกพี่” อาหลงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก “สายของเราที่บ่อนกาสิโนเถื่อนเขตใต้รายงานว่า สวี่เจิ้นตงกำลังรวบรวมคนพวกลูกน้องเก่า คาดว่าน่าจะรับคำสั่งจากคุณนายสวี่ให้มาจัดการเรื่องวุ่นวายในตระกูลเสิ่นครับ”

ลู่เยี่ยนโจวหรี่ตาลงเล็กน้อย สวี่เจิ้นตง จิ้งจอกเฒ่าในวงการใต้ดินยุค 90 ชายคนนี้ทำธุรกิจสีเทามานาน มีเส้นสายทั้งตำรวจและมาเฟียท้องถิ่น การที่สวี่หย่าฉินดึงพี่ชายเข้ามาเกี่ยว แปลว่าเธอเริ่มหมดความอดทนและพร้อมจะเล่นสกปรกขั้นเด็ดขาดแล้ว

“ปล่อยให้พวกมันดิ้นไปก่อน” ลู่เยี่ยนโจวตัดสินใจ “จับตาดูความเคลื่อนไหวของสวี่เจิ้นตงให้ดี แต่อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น ช่วงนี้จัดคนไปคอยเฝ้าดูเสิ่นรั่วหนิงแบบเงียบๆ อย่าให้พวกมันเข้าใกล้เธอได้เด็ดขาด ถ้ามีอะไรผิดปกติ ให้รายงานฉันทันที”

“ครับลูกพี่!” อาหลงรับคำสั่งเสียงแข็งก่อนจะหมุนตัววิ่งออกไปจัดการตามที่ได้รับมอบหมาย

ลู่เยี่ยนโจวยืนอยู่ตามลำพัง ท่ามกลางเสียงหวูดเรือและเสียงนกนางนวล เขายกมือขึ้นสัมผัสเพจเจอร์สีดำที่เหน็บอยู่ข้างเอว ริมฝีปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา

การกักบริเวณและการตัดเงินเดือนของเสิ่นหงหยวน อาจจะใช้ได้ผลกับเสิ่นรั่วหนิงคนเก่าที่อ่อนแอและขี้ขลาด แต่สำหรับเสิ่นรั่วหนิงคนปัจจุบันที่กล้าจุดไฟเผากระดานหมากทั้งกระดานกลางงานเลี้ยง บทลงโทษปัญญาอ่อนพวกนั้น คงเป็นได้แค่เรื่องตลกขบขันสำหรับเธอ

และเขาเอง ก็แทบจะอดใจรอไม่ไหว ที่จะได้เห็นว่าคุณหนูใหญ่ของเขา จะใช้ไพ่ใบไหนพลิกเกมตอกหน้าครอบครัวจอมปลอมเหล่านั้นต่อไป

ในขณะที่พายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในเงามืด เกมการเชือดเฉือนเพื่อแย่งชิงอำนาจแห่งยุค 90 เพิ่งจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่แท้จริงเท่านั้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel